ตรวจแถวลงทุน 'หุ้นไทย' เอาไงดี?

ตรวจแถวลงทุน 'หุ้นไทย' เอาไงดี?
15 พฤษภาคม 2564 | โดย สมบัติ นราวุฒิชัย | คอลัมน์ มุมวิเคราะห์การลงทุน
861

จับกระแสการลงทุนในช่วงการระบาดของโควิด-19 ระลอกสาม ที่แพร่ระบาดเป็นวงกว้าง ขณะที่วัคซีนโควิดยังคงเป็นต้องรอวัคซีนล็อตใหญ่ "หุ้นไทย" เป็นอย่างไรบ้าง?

โควิด-19 รอบ 3 ของไทยที่ยืดเยื้อมานาน และการยังรอวัคซีนล็อตใหญ่ของไทย เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้หุ้นไทยต้องเคลื่อนไหวใต้ระดับ 1,600 จุดมาเกือบ 2 เดือน โดยมีช่วงเหวี่ยงถลาลงมาแถว 1,540-1,550 จุด เป็นครั้งที่ 4 และเป็นการทดสอบน้ำใจของเส้นค่าเฉลี่ย 75 วัน อันเป็นอาวุธมาตรฐานชิ้นหนึ่งของนักเทรดที่ใช้เส้นกราฟเป็นองค์ประกอบการกะเก็งจังหวะเข้าหรือออก

นอกจากปัจจัยโควิด และวัคซีนข้างต้นแล้ว กระแสความกังวลตัวเลขเงินเฟ้อของโลกที่เริ่มกลับมาจุดสนใจยู่ที่สหรัฐ เปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนเม.ย.ดีดตัวขึ้น 0.8% เมื่อเทียบรายเดือนและเมื่อเทียบรายปีดัชนี CPI พุ่งขึ้น 4.2% ซึ่งทั้ง 2 แบบสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ค่อนข้างมาก

นักลงทุนจึงเริ่มกังวลว่า เฟดจะเบาไม้เบามือในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด รวมทั้งลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เพื่อสกัดเงินเฟ้อจากปัจจุบันที่เฟดทำ QE อย่างน้อย 1.2 แสนล้านดอลลาร์ต่อเดือน

ผมเองอาจจะไม่ได้กังวลตัวเลขเงินเฟ้อดังกล่าวมากนัก เพราะส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลจากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ช่วงเดือนเม.ย.ปีนี้ ได้ฟื้นตัวขึ้นมามาก เมื่อเทียบกับฐานปีก่อนซึ่งมีจุดต่ำสุดอยู่แถวเดือนเม.ย.2563 เมื่อรอไปสัก 2-3 เดือน ฐานเปรียบเทียบจะเลื่อนต่อไป ตัวเลข CPIก็น่าจะเบาลง

อย่างไรก็ตาม หากไปพิจารณาในประเด็นแวดล้อมอื่นๆ ก็มีความเหมาะสมหลายประการที่ในไม่เกินปลายปีนี้ ที่เฟดจะถึงเวลาเบาไม้เบามือมาตรการผ่อนคลายเสียที

ปัจจุบันนี้สหรัฐสามารถลดยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายวันลงมาได้อย่างมาก และสามารถฟื้นเศรษฐกิจขึ้นมาได้อย่างชัดเจน จนล่าสุดคาดกันว่าปี 2564 GDP ของสหรัฐจะเติบโตถึง 6.5% เป็นเอาคืนทบต้นทบดอกจากการติดลบ 3.5% ในปี 2563 ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์และ S&P500 รวมถึง ดัชนี Nasdaq ซึ่งเป็นตัวสะท้อนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจได้เช่นกัน ก็ทะยานสูงไปกว่าระดับต้นปี 2563 ก่อนถูกโควิด-19 เข้าถล่มด้วยซ้ำไป

ดูเเล้วเหลือเพียงอัตราดอกเบี้ยเฟดเท่านั้น ที่ลดยังไม่ได้ขยับกลับไปเเม้แต่สเต็ปเดียว สรุปแล้วประเด็นเฟดจะเป็นปัจจัยต้านการขึ้นของราคาหุ้นบ้างเป็นระยะเมื่อนักลงทุนนึกขึ้นได้

กลับมาขยายภาพที่ประเทศไทย การที่เรายังคงต้องรับมือแบบมาราธอนกับโควิด-19 อีกสักระยะและยังรอวันเวลามีวัคซีนล็อตที่ใหญ่พอทำให้ครั้งนี้ SET Index ไม่ได้รับน้ำใจพยุงจากเส้น 75 วัน อีก Index วานนี้จึงร่วงเร็วไปทดสอบระดับใกล้ 1,500 จุด อันเป็นจุดนัดพบที่เรารอกันมาตั้งแต่คอลัมน์ฉบับวันที่ 9 เม.ย.

ซึ่งเรายังพอมีปัจจัยบวกที่หลบไปชั่วขณะ จากการที่อีกไม่นาน ไทยจะเริ่มฉีดวัคซีนล็อตใหญ่ๆ และปัจจัยผลดำเนินงานไตรมาสที่ 1 มียอดรวมผลกำไรโตกว่าไตรมาส 1 ของปีก่อนมาก

หากใช้ตัวเลขคาดการณ์กำไรต่อหุ้นของตลาด ที่คาดการณ์ยกระดับใหม่ขึ้นเป็น 80 บาทต่อหุ้น ณ ระดับ Index 1,500 จุด เทียบเป็น P/E 21F เท่ากับ 18.75 เท่า ซึ่งใกล้กับค่าเฉลี่ย (รายสัปดาห์) ช่วง 10 ปีที่ 18.5 เท่า เป็นราคาที่ยอมรับได้ และหากร่วงต่ำไปถึง 1,450 จุดระดับ P/E 21F จะเท่ากับ 18.10 เท่า

  • หากท่านยังมีพอร์ตหุ้นไทยน้อย น่าจะเริ่มทยอยเก็บหุ้นดีที่ได้ประกาศผลดำเนินงานไตรมาส 1 ที่ดี ผมอิงแนวที่เคยแนะนำให้แบ่งพอร์ตในหุ้นไทยที่ 20% และให้เพิ่มเป็น 25% ที่ 1,500 จุด และครั้งนี้ขอเพิ่มเติมที่ระดับ 1,450 จุด ถือหุ้นไทยเป็น 30% 

  • ส่วนกองทุนหุ้นต่างประเทศที่แนะนำไว้ที่ 15% นั้น ช่วงที่หุ้นโลกกลัวเงินเฟ้อแล้วปรับลงน่าจะเพิ่มน้ำหนักเป็น 20% โดยต้องช้อนหุ้นตอนตกของตลาดสหรัฐด้วย เพราะไบเดนผลงานดีเกินที่ผมคิด

  • ทองคำ ที่เดิมแนะนำไว้ที่ 15% หากราคาไทยแตะ 27,200 บาท และมีกำไร แนะทำกำไรออกเหลือ 12% 

  • กองทุนตราสารหนี้ชั้นดีเดิมมี 50% ก็จะลดไปถือหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศตามเกณฑ์ข้างต้นจะเหลือ 40%  

  • สำหรับหุ้นไทย ด้วยพื้นที่คอลัมน์น้อย ขอแนะโดยย่อให้ดูหุ้นที่ประกาศผลดำเนินงานที่ดี และมีบทวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานในหมวดพลังงาน ธนาคารเอกชน วัสดุก่อสร้าง ชิ้นส่วนยานยนต์ ถุงมือยาง เป็นต้น รายละเอียดที่ค้นคว้าได้จาก Link IAA Consensus ที่สมาคมนักวิเคราะห์ฯ โดยการสนับสนุนของตลาดหลักทรัพย์ฯจัดไว้ให้ได้ใช้โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายครับ https://www.settrade.com/AnalystConsensus/C04 _10_stock_saa_p1.jsp?txtSymbol=PTT&ssoPageId=9&selectPage=10

ขอให้โชคดีครับ

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags: