วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

อินโดฯคาดเปิด ‘บาหลี’ ปลาย ก.ค.64 ตามแผน 3B Travel Bubble ดึงทัวริสต์ต่างชาติ

อินโดฯคาดเปิด ‘บาหลี’ ปลาย ก.ค.64 ตามแผน 3B Travel Bubble ดึงทัวริสต์ต่างชาติ

“อินโดนีเซีย” คาดพร้อมเปิด “เกาะบาหลี” ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติปลาย ก.ค. 2564 นี้ภายใต้โครงการ Travel Corridor หวังฟื้นฟูเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย โดยเน้นแผนระยะแรกของการเปิดประเทศท่องเที่ยวแบบจับคู่เดินทาง 3B Travel Bubble

ซานเดียก้า อูโน่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย กล่าวว่า อินโดนีเซียคาดการณ์พร้อมเปิด “เกาะบาหลี” ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติปลายเดือน ก.ค. 2564 นี้ภายใต้โครงการ Travel Corridor หวังฟื้นฟูเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย โดยเน้นแผนระยะแรกของการเปิดประเทศท่องเที่ยวแบบจับคู่เดินทาง 3B Travel Bubble ได้แก่ 3 เกาะสำคัญนำร่อง บาหลี (Bali) บาตัม (Batam) และบินตัน (Bintan) กับ 6 ประเทศที่ควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน สิงคโปร์ ยูเครน และโปแลนด์

แผนดังกล่าวได้ถูกเสนอให้กับคณะรัฐมนตรี หลังเดินหน้าโครงการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่รัฐบาลได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือน ม.ค.2564 ที่ผ่านมา และสามารถควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้ในระดับที่น่าพอใจ โดยเฉพาะบาหลีที่ปัจจุบันมีประชากรได้รับวัคซีนไปแล้วกว่า 700,000 ราย โดยเรากำลังเร่งฉีดวัคซีนให้ประชากรอีกราว 3 ล้านคนหรือ 70% ของจำนวนประชากรบนเกาะบาหลีทั้งหมด 4.4 ล้านคน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ภายในเดือนที่เหลือก่อนการเปิดเกาะอีกครั้ง

นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวใน 3 เกาะสำคัญนำร่อง บาหลี บาตัม และบินตัน ต้องมีเอกสารรับรองการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ทั้งก่อนและหลังการเดินทาง รวมถึงการกำหนดให้นักท่องเที่ยวใช้แอปพลิเคชัน Telusur ติดตามตัวและเพื่อตรวจสอบหาเชื้อเพิ่มเติมหากจำเป็น นักท่องเที่ยวทุกคนต้องปฎิบัติตามมาตรการด้านสุขภาพอย่างเข้มงวด

ในเบื้องต้นรัฐบาลได้จัดสรรพื้นที่กรีนโซน (Green Zones) 5 เขตนำร่องสำหรับเปิดรับนักท่องเที่ยวในระยะแรก ได้แก่ เขตอูบุด (Ubud), ซานูร์ (Sanur) และ นูซา ดัว (Nusa Dua) ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเกาะบาหลี และเขตบาตัม (Batam) บินตัน (Bintan) ของเกาะรีเยาซึ่งถือเป็นสามเหลี่ยมทองคำเชื่อมระหว่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยแต่ละเกาะจะรับเที่ยวบินไม่เกิน 2 เที่ยวต่อวันในช่วงแรกของโครงการนำร่องและให้สิทธิถือวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวไม่เกิน 60 วัน

ทั้งนี้รัฐบาลอินโดนีเซียจะประเมินผลทุก 2 สัปดาห์ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะเปิดพื้นที่บนเกาะบาหลีเพื่อรับนักท่องเที่ยวเพิ่มเติมหรือไม่ในอนาคต ขณะเดียวกันหน่วยงานปกครองท้องถิ่นของบาหลีกำลังเตรียมรายชื่อโรงแรมสำหรับกักตัวโดยนักท่องเที่ยวต้องกักตัว 5 วันและต้องได้รับการตรวจหาเชื้อ (PCR Test) 2 ครั้งโดยดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้วยตนเอง

ณัฐินีฐิติ ภิญญาปิญชาน์ ผู้แทนภาคพื้นการท่องเที่ยวอินโดนีเซียประจำประเทศไทยและอินโดจีน กล่าวว่า ล่าสุดบาหลีครองแชมป์เป็นอันดับ 1 ของแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกค้นหามากที่สุดและอยากไปเยือนมากที่สุดในช่วงเดือน มิ.ย.-ต.ค.2564 จากการสำรวจโดยบริษัท Online Travel Agent (OTA) ชื่อดังอย่าง Skyscanner เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

ทางอินโดนีเซียสร้างความมั่นใจเตรียมรับนิวนอร์มอล (New Normal) ท่องเที่ยวปกติรูปแบบใหม่ชูมาตราการซีเอชเอส ความสะอาด สุขภาพอนามัยและความปลอดภัย (CHS Protocol: Cleanliness, Health, and Safety) ระดับสากล นำร่องที่แรกบาหลี บาตัม และบินตัน รวมถึงเมืองสำคัญอื่นๆ อาทิ จาร์กาตาร์ ยอร์กยาการ์ตาร์ และบันยูวังงี โดยขณะนี้ 8 ประเภทธุรกิจเกี่ยวเนื่องท่องเที่ยว ได้แก่ โรงแรมและที่พัก, ภัตตาคาร/ร้านอาหาร, สถานที่ท่องเที่ยว, ยานพาหนะ, สนามบิน, ห้างสรรพสินค้า, สนามกอล์ฟ, และร้านค้าของที่ระลึก ได้เข้าสู่มาตรการ CHS เต็มรูปแบบทั้งหมดแล้ว

ทั้งนี้สำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดนีเซียรายงานว่า เกาะบาหลีต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 700,000 คนต่อเดือนก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างไรก็ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนอินโดนีเซียลดลงราวร้อยละ 80-90% เมื่อปีที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากการระบาดใหญ่ดังกล่าว

162040041459

โดยเมื่อวันที่ 27 เม.ย.2564 ที่ผ่านมา อินโดนีเซียเดินหน้าฉีดวัคซีนให้ประชากรไปแล้วทั้งสิ้น 11,981,034 คน เฉลี่ยวันละ 135,000 คน โดย 7,178,768 คนได้รับโดสที่สองเรียบร้อยแล้ว ในกรุงจาการ์ต้า 1,822,711 คนได้รับโดสแรกในขณะที่ 1,104,607 ได้รับโดสที่สองเรียบร้อยแล้ว

รัฐบาลอินโดนีเซียคาดว่าภายในต้นปี 2565 ประชากร 2 ใน 3 ของประเทศหรือประมาณ 181.5 ล้านคน จะได้รับวัคซีนครบอย่างแน่นอน อินโดนีเซียได้วางแผนโครงการฉีดวัคซีนดังกล่าวเป็น 2 ระยะ ระยะแรก ระหว่างม.ค.-เม.ย.2564 ซึ่งครอบคลุมกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ประมาณ 1.6 ล้านคน กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐและบุคลากรบริการสาธารณะ (รวมท่องเที่ยว) ประมาณ 17.4 ล้านคน และกลุ่มผู้สูงอายุประมาณ 25 ล้านคน ส่วนระยะที่ 2 ระหว่าง เม.ย.2564-มี.ค.2565 เน้นฉีดกลุ่มบุคคลที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงสูงของการแพร่เชื้อประมาณ 63.9 ล้านคน และประชาชนกลุ่มอื่นๆ ประมาณ 77.4 ล้านคน โดยคาดว่าราวเดือน พ.ค.นี้จะมีประชาชนราว 38.5 ล้านคนที่ได้รับวัคซีนครบ ทั้งนี้รัฐบาลอินโดนีเซียยืนยันแล้วว่าเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมากลุ่มบุคลากรด้านบริการการท่องเที่ยวใน 10 พื้นที่ท่องเที่ยวหลักทั่วประเทศได้รับการจัดลำดับฉีดวัคซีนเป็นกลุ่มแรกเรียบร้อยแล้ว

รัฐบาลอินโดนีเซียทุ่มงบประมาณจำนวน 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในการจัดหาวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 จากบริษัทผู้ผลิตหลายรายรวม 329.5 ล้านโดส อาทิ จากซิโนวัค ไบโอเทค (Sinovac Biotech) จำนวน 125.5 ล้านโดส, โนวาแวกซ์ (Novavax) จำนวน 50 ล้านโดส, จากโคแวกซ์-กาวี (COVAX-GAVI) จำนวน 54 ล้านโดส, จากแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) จำนวน 50 ล้านโดส และไฟเซอร์ (Pfizer) อีก 50 ล้านโดส

นอกจากนี้รัฐบาลอินโดนีเซียยังเจรจาซื้อวัคซีนเพิ่มเติมจาก โมเดอร์นา (Moderna) และซิโนฟาร์ม จำนวน 20 ล้านโดสสำหรับโครงการฉีดวัคซีนในภาคเอกชนเพื่อเป็นทางเลือกและช่วยเหลือภาครัฐต่อสู้กับวิกฤติในครั้งนี้ โดยโครงการนี้กำลังได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนในการสนับสนุนจัดฉีดให้กับพนักงานขององค์กรหลายๆ แห่ง