เยียวยารอบใหม่อุ้ม 51 ล้านคน นายกฯ หวังดันเศรษฐกิจ 4.7 แสนล้าน

เยียวยารอบใหม่อุ้ม 51 ล้านคน นายกฯ หวังดันเศรษฐกิจ 4.7 แสนล้าน
6 พฤษภาคม 2564
2,685

ครม.เคาะเยียวยาโควิดระลอก 3 เพิ่มเงิน “เราชนะ-ม.33 เรารักกัน” คนละ 2,000 บาท ใช้จ่ายถึง มิ.ย.นี้ ลดค่าน้ำ-ค่าไฟ 2 เดือน พ.ค.-มิ.ย. เตรียมดันคนละครึ่งเฟส 3 “ยิ่งใช้ยิ่งได้” ให้อีวอยเชอร์ใช้จ่าย 7,000 บาท

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้หารือการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ที่เกิดขึ้น ซึ่งมีผู้ได้รับผลกระทบมากเพราะต้องออกมาตรการปิดสถานที่และกระทบประชาชนจำนวนมาก จึงสั่งให้กระทรวงการคลังและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณามาตรการเยียวยาประชาชนเพิ่มเร่งด่วน โดยสรุปได้เป็นมาตรการเป็น 2 ระยะได้แก่ 

มาตรการระยะที่ 1 มี 3 มาตรการหลัก ที่สามารถดำเนินการได้ทันที ได้แก่ 

1.มาตรการด้านการเงิน มี 2 มาตรการย่อย คือ มาตรการสินเชื่อสู้ภัย COVID-19 วงเงินรวม 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ทั้งประชาชน ผู้ประกอบการและเกษตรกร โดยธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้สินเชื่อแก่ประชาชนรายละ 10,000 บาท ด้วยหลักเกณฑ์ที่ผ่อนปรนกว่าสินเชื่อปกติ ดอกเบี้ย 0.35% ต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 ปี ปลอดชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยใน 6 เดือนแรก

มาตรการพักชำระหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจหรือ SFIs โดยให้ SFIs ขยายระยะเวลาพักชำระเงินต้นให้แก่ลูกหนี้ ออกไปจนถึงสิ้นปีนี้ เพื่อลดภาระ และนำเงินที่จะต้องชำระหนี้ไปเป็นเสริมสภาพคล่อง ซึ่งจะจากผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อดูแลลูกหนี้ได้อย่างเหมาะสม

2.มาตรการด้านการบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย โดยภาครัฐจะลดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้า และน้ำประปาของประชาชน และกิจการขนาดเล็กทั่วประเทศ ในช่วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2564 เพื่อเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและกิจการที่ถูกปิด โดยประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าไม่ถึง 90 หน่วยให้ใช้ฟรี ส่วนกิจการขนาดเล็กให้ใช้ฟรี 50 หน่วยแรก ส่วนค่าน้ำให้ลดลง 10% เฉพาะบ้านที่อยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก

ต่อมาตรการเราชนะ-เรารักกัน  

3.มาตรการต่อเนื่องด้านการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ประกอบด้วย 2 โครงการ วงเงินรวมประมาณ 85,500 ล้านบาท ได้แก่ การเพิ่มวงเงินโครงการเราชนะ อีกสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ โดยให้สิ้นสุดเวลาการใช้จ่ายในเดือนมิถุนายน 2564 วงเงินรวมประมาณ 67,000 ล้านบาท และการเพิ่มเงินช่วยเหลือผู้ประกันตนโครงการ ม.33 เรารักกัน อีกสัปดาห์ละ 1,000 บาท เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ โดยให้สิ้นสุดเวลาการใช้จ่ายในเดือนมิถุนายน 2564 วงเงินรวมประมาณ 18,500 ล้านบาท

“ในส่วนของมาตรการระยะที่ 1 นั้น ครม.มีมติได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการในส่วนของมาตรการด้านการเงินทั้ง 2 เรื่องตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และเห็นชอบให้ดำเนินมาตรการลดค่าใช้จ่ายน้ำประปา และไฟฟ้า ในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย.แล้วครับ สำหรับการเพิ่มเงินในโครงการเราชนะ และโครงการ ม.33 เรารักกัน หน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการจะเร่งนำเสนอโครงการให้พิจารณาตามขั้นตอน ซึ่งผมได้กำหนดให้นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้าต่อไป”

เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการรัฐ

สำหรับมาตรการระยะที่ 2 คาดว่าจะเริ่มใช้ในช่วงเดือน ก.ค.-ธ.ค.2564 รัฐบาลยังได้วางแผนช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องไปอีกถึงอย่างน้อยสิ้นปีนี้ ในกรอบวงเงินประมาณ 1.4 แสนล้านบาท ได้แก่ 

มาตรการลดภาระค่าครองชีพ ประกอบด้วย 2 โครงการ ได้แก่ โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 โดยให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมเดือนละ 200 บาท ระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่ ก.ค.-ธ.ค.2564 ครอบคลุมประชาชนประมาณ 13.6 ล้านคน  โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ โดยให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมเดือนละ 200 บาท ระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือน ก.ค.-ธ.ค.2564 ครอบคลุมประชาชนประมาณ 2.5 ล้านคน

ดัน "คนละครึ่ง-ยิ่งใช้ยิ่งได้"

มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยการกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนกลุ่มที่มีรายได้ปานกลาง และรายได้สูง ประกอบด้วย 2 โครงการ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 31 ล้านคน ให้สิทธิ์ใช้จ่ายที่รัฐจะสมทบได้วันละไม่เกิน 150 บาท วงเงินคนละ 3,000 บาทต่อคน

รวมทั้งจะมีโครงการ “ยิ่งใช้ยิ่งได้” ที่เป็นโครงการใหม่ ซึ่งภาครัฐจะสนับสนุนบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Voucher) ให้แก่ผู้ที่ได้รับสิทธิโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ เมื่อชำระเงินผ่าน g-Wallet บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” กับผู้ประกอบการร้านค้าและบริการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งติดตั้งแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ที่เข้าร่วมโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ 

โครงการนี้จะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศผ่านผู้มีกำลังซื้อสูงให้นำเงินออกมาใช้จ่ายและสนับสนุนผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยรัฐสนับสนุน E-Voucher ให้กับประชาชน ที่ใช้จ่ายซื้อสินค้า และค่าอาหารเครื่องดื่มและค่าบริการกับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไม่เกิน 5,000 บาทต่อคนต่อวันสูงสุดไม่เกิน 7,000 บาทต่อคน โดยประชาชนใช้จ่ายจะได้รับการสนับสนุน E-Voucher จากภาครัฐในช่วง ก.ค. - ก.ย.2564 ไปใช้จ่ายในเดือน ส.ค. -ธ.ค.2564 ทั้งนี้คาดว่าประชาชนจะเข้าโครงการประมาณ 4 ล้านคน

คาดดันเศรษฐกิจ 4.7 แสนล้าน

“มาตรการในระยะที่ 2 ทั้ง 4 โครงการข้างต้นจะครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายกว่า 51 ล้านคน และคาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 473,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถมีโอกาสในการขายสินค้า และบริการได้มากขึ้น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ส่วนมาตรการอื่น ได้แก่ มาตรการต่อเนื่อง เช่น การช่วยเหลือลูกหนี้ กยศ. โดยการขยายระยะเวลามาตรการช่วยเหลือผู้กู้ยืมสู้ภัยโควิดออกไปจนสิ้นปีนี้ และลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0.01% ซึ่งจะมีผู้ได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ประมาณ 3 ล้านคน รวมทั้งการชดเชยผู้ประกันตนตาม ม.33 ที่ต้องกักตัวหรือต้องหยุดทำงานให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดในขณะนี้

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง