background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ส่อง ‘ทราเวล บับเบิ้ล’ สิงคโปร์ มาตรการรับนักท่องเที่ยวยุคโควิด เตรียมตัวอย่างไร ใช้เงินเท่าไรถึงจะได้ไป?

ส่อง ‘ทราเวล บับเบิ้ล’ สิงคโปร์ มาตรการรับนักท่องเที่ยวยุคโควิด เตรียมตัวอย่างไร ใช้เงินเท่าไรถึงจะได้ไป?

สิงคโปร์เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว ผ่านโครงการ ‘ทราเวลบับเบิ้ล’ (Travel Bubble) การกักตัวรูปแบบใหม่ที่ไม่ทรมานแต่ต้องมีเงิน หวังกลุ่มคนรวยต่างชาติช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ! ถ้าอยากไปสิงคโปร์ตอนนี้ต้องใช้เงินเท่าไหร่?

แวดวงการท่องเที่ยวเริ่มกลับมาครึกครื้นอีกครั้ง เมื่อล่าสุดประเทศอย่างสิงคโปร์เตรียมเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าสู่ประเทศด้วย “ทราเวลบับเบิ้ล” (Travel Bubble) โครงการที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศให้ดีขึ้น 

ถ้าอยากไปสิงคโปร์ด้วยทางเลือกนี้ต้องใช้เงินเท่าไหร่ มีนวัตกรรมและการคิดเชิงออกแบบอะไรบ้างที่ประเทศไทยน่าเอามาปรับใช้เพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตามไปดูกัน

  • โครงการทราเวลบับเบิ้ลสิงคโปร์เป็นอย่างไร?

ความน่าสนใจของโครงการนี้อยู่ที่ สิงคโปร์ได้ออกแบบที่พักในช่วงเฝ้าระวังอาการ 14 วัน ที่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการทรมานจากการกักตัว ทั้งความเครียด ความน่าเบื่อ และความอึดอัด จากการถูกจำกัดให้อยู่ในพื้นที่แคบ โดยหากเลือกเข้าโครงการนี้ จะได้สิทธิพิเศษที่จะไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับการกักตัวตามมาตรการของภาครัฐฯ 

สถานที่ของโครงการนี้มีชื่อว่า “คอนเนคแอทชางงี” (Connect@Changi) ถูกสร้างขึ้นภายใต้ศูนย์ประชุมสิงคโปร์เอ็กโป (Singapore Expo) มีพื้นที่โดยรวมประมาณ 1 ล้านตารางฟุต เดินทางจากสนามบินชางงีถึงในไม่เกิน 5 นาที

โครงการนี้ได้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของบริษัทเทมาเส็ค (Temasek Holdings) ชางงีแอร์พอร์ตกรุ๊ป (Changi Airport Group) ชีแอเรียส์-เฮลท์แคร์กรุ๊ป (Sheareas Healthcare Group) และบริษัทรายใหญ่ๆ อื่นๆ ด้วย ซึ่งใช้เวลาแค่ 3 เดือนเท่านั้น (จากเดือนธันวาคม ปี 2563) ในการเปิดตัว

  • ต้องใช้เงินเท่าไหร่

ในช่วงเวลาที่เข้ากักตัวแบบพิเศษกับโครงการทราเวลบับเบิ้ลนี้ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการควรเตรียมเงินโดยประมาณ 150,000-180,000 บาท ไว้สำหรับเป็นค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่นสั่งอาหารข้างนอกเพิ่มเติมหรือใช้ห้องประชุมที่ไม่ได้รวมในแพคเกจด้วย

โดยค่าห้องพัก ตั้งต้นที่ราวแสนบาทเศษๆ 1.2 แสนบาท สำหรับห้องพักแบบ Executive ในแพคเกจที่พักรวมสิ่งอำนวยความสะดวกในห้องให้ใช้ฟรี รวมถึงอาหารทุกมื้อ โทรศัพท์ออกข้างนอก ใช้บริการยิมและออกไปพักผ่อนในสวนใจกลางโครงการซึ่งมีเครื่องชงกาแฟอัตโนมัติให้บริการด้วย

ขณะเดียวกันก็มีบริการให้ใช้ห้องประชุมซึ่งไม่ได้รวมในแพ็คเกจ โดยต้องจ่ายเพิ่มต่างหากต่อครั้ง มีให้เลือกทั้งห้องเล็กและห้องใหญ่ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 350-3,500 บาทต่อชั่วโมง

161596039634

เครดิตภาพ: Business Insider

  • เตรียมพร้อมอะไรบ้างเพื่อร่วมโครงการ?

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการต้องเข้าไปลงทะเบียนที่เว็บไซต์ Connect@Changi แล้วรอการอนุมัติ จากนั้นบริษัทจะประสานงานกับรัฐบาลสิงคโปร์เพื่อนุมัติวีซ่ากรณีพิเศษให้ (ยกเว้นประเทศอังกฤษและแอฟริกาใต้ที่สุ่มเสี่ยงมาก)

เมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว ต้องตรวจโควิด-19 ด้วยวิธีพีซีอาร์ (PCR) ก่อนไฟลท์บิน 72 ชั่วโมง และเมื่อบินมาถึงสิงคโปร์แล้วก็ต้องตรวจอีกครั้งหนึ่ง

หลังจากนั้นทางโครงการจะพาไปส่งยัง Connect@Changi ด้วยชัทเติ้ลบัส และเมื่อมาถึงแล้วยังต้องตรวจโควิดอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นต้องอยู่ในห้องพักของตนเองจนกว่าจะได้รับผลตรวจ (ไม่เกิน 6-12 ชั่วโมง) หากผลเป็นลบจะสามารถออกมาใช้ชีวิตในพื้นที่ต่างๆ ของโครงการได้ แต่หากผลเป็นบวกจะต้องถูกส่งไปดูแลโดยสถานพยาบาลของสิงคโปร์ที่ควบคุมโดยกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ระหว่างที่พักอาศัยภายใต้โครงการนี้ยังคงต้องตรวจโควิดอีก 3 ครั้ง (ในวันที่ 3, 7, และ 14)

  • ลักษณะห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวก

ทางด้านห้องพัก ตอนนี้มีพร้อมเปิดให้บริการ จำนวน 150 ห้อง และอีก 660 ห้องคาดว่าจะเปิดให้บริการเดือนพฤษภาคม กลางปีนี้ ซึ่งจะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้เกือบถึง 1,000 คน

เมื่อพักอยู่ที่นี่ สามารถทำทุกอย่างผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนได้ตั้งแต่ สั่งอาหาร  (ซึ่งอาหารจะมาส่งที่ลิ้นชักเล็กๆ ที่หน้าห้อง Cubbyhole) จองห้องประชุม และจองยิม เพื่อป้องกันการติดเชื้อทั้งสองฝ่าย ดังนั้นทั้งผู้พักอาศัยและสตาฟผู้ให้บริการจะไม่ต้องเผชิญหน้ากัน

161596002041

เครดิตภาพ: Business Insider

ห้องพักมีด้วยกัน 3 รูปแบบ และมีค่าใช้จ่ายรวมภาษีแล้วดังนี้ 1.Executive Twin room (ประมาณ 122,810 บาท) 2. Executive King room (ประมาณ 122,810.32 บาท) และ 3. Premier King (ประมาณ 138,161 บาท) ทุกห้องมีเตียงคิงไซส์ และสามารถมองเห็นวิวทุ่งหญ้า “ลาลัง” จำลองซึ่งออกแบบมาเพื่อเป็นจุดพักสายตากับธรรมชาติ

ในส่วนของสิ่งอำนวยความสะดวกมีจัดเตรียมไว้ให้เพียบพร้อม โทรศัพท์ในห้องพักสามารถโทรออกในพื้นที่ทั่วไปของสิงคโปร์ได้ ห้องน้ำเป็นแบบฝักบัว มีตู้เย็นขนาดจิ๋ว กาน้ำร้อน และไมโครเวฟ และที่วัดอุณหภูมิห้อง(ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ผู้พักควรปรับอุณหภูมิห้องตามความสบายตัว เพราะประเทศสิงคโปร์มีอากาศร้อนชื้นมาก)

ในขณะเดียวกัน ภายในห้องก็มีต้นไม้ที่ทำงานด้วยเทคโนโลยีไอออไนซ์ (Ionizing) วางอยู่โต๊ะข้างเตียง ซึ่งช่วยฟอกอากาศและคลายความกังวลในห้องได้

161595965564

เครดิตภาพ: Business Insider

  • การจัดเตรียมอาหาร

ในส่วนอาหาร ผู้พักจะได้รับอาหารสามมื้อต่อวัน โดยสามารถเลือกเมนูอาหารได้ตามใจชอบ มีหลากหลาย ทั้งอาหารเอเชีย อาหารฝรั่ง และอาหารแบบวีแกน โดยจะบริการส่งไว้ที่ช่องเล็กๆ หน้าห้องพักแต่ละคน (ในส่วนนี้ดูแลโดย SingEx-Sphere ซึ่งบริหารศูนย์ประชุมสิงคโปร์เอ็กโป)

แต่ถ้าไม่อยากกินอาหารที่จัดบริการให้ก็สามารถสั่งอาหารร้านอื่นๆ ในสนามบินชางงีได้ ผ่านแอพฯ ของโครงการ หรือจะสั่งร้านทั่วไปด้วยการใช้แอพฯ บริการส่งอาหารอย่างแกร็บหรือฟู้ดแพนด้าเองก็ได้

  • พื้นที่ธรรมชาติและชุมชนส่วนกลาง

พื้นที่ตรงใจกลางโครงการที่จำลองทุ่งหญ้าลาลัง มีชื่อว่า ซิตี้อินการ์เด้น (City in Garden) ซึ่งจำลองพื้นที่กลางแจ้งเขตร้อนของสิงคโปร์ พื้นประดับด้วยหญ้าปลอมทั้งหมด แต่ต้นไม้รอบๆ สวนพื้นที่ใจกลางประดับด้วยต้นไม้จริงทั้งหมด

นอกจากนี้ในพื้นที่ส่วนกลางใจกลางสวนยังมีพื้นที่ให้ออกมานั่งทำงานได้ที่ ศาลาโดมไม้โปร่ง ซึ่งมีอากาศไหลเวียน ออกแบบมาเพื่อให้ความรู้สึกที่ไม่เครียดในการทำงาน รวมถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ตฟรีครอบคลุมทุกพื้นที่ ผู้พักอาศัยสามารถมาทำงานตรงนี้ รวมถึงพูดคุยกับแขกผู้พักคนอื่นๆ ได้ แต่ต้องรักษาระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตรและใส่หน้ากากอยู่เสมอด้วย

พื้นที่ตรงนี้ออกแบบมาให้ผู้พักแต่ละคนได้สร้างคอนเนคชั่นทางธุรกิจขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ในโครงการด้วย เช่น หากว่าคุณมาจากเยอรมัน คุณอาจได้เพื่อนร่วมงาน ร่วมโปรเจ็กต์คนใหม่ที่มาจากสวิตเซอร์แลนด์ก็เป็นได้

ทั้งนี้พื้นที่นี้มีข้อกำหนดว่า สามารถใช้งานได้ไม่เกิน 30 คน เพื่อไม่ให้คนอยู่กันอย่างแน่นหนาจนเกินไป นอกจากนี้ใจกลางสนามหญ้ายังมีมุมพักผ่อน ร้านสตาร์บัคส์ที่เป็นเครื่องทำกาแฟอัตโนมัติให้บริการอีกด้วย

ไอเดียการออกแบบพื้นที่ส่วนนี้ของโครงการ มีจุดประสงค์ที่สำคัญก็เพื่อเป็นประโยชน์ควบ 2 ต่อ ทั้งการพักด้วยความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนธุรกิจ 

161595990719

เครดิตภาพ: Business Insider

  • พื้นที่การประชุมและทำธุรกิจ

โครงการได้ออกแบบพื้นที่ในส่วนของการทำธุรกิจที่ยังคงคำนึงถึง “ความปลอดภัยและการปลอดโรค” เป็นสำคัญ สามารถนัดมาเซ็นเอกสารสำคัญ คุยกับว่าที่ผู้ร่วมงานในอนาคต หรือทำการประชุมกับคนในพื้นที่ได้ ซึ่งสอดคล้องกับส่วนหนึ่งของจุดประสงค์โครงการที่ต้องการกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศสิงคโปร์เองด้วย

สำหรับส่วนของห้องประชุม ได้มีการจัดสรรพื้นที่ห้องประชุมเป็นจำนวนกว่า 40 ห้อง คละขนาดเล็ก-ใหญ่ และกลางปีนี้จะมีเพิ่มขึ้นถึง 170 ห้องด้วย โดยห้องพวกนี้ถูกออกแบบมาไม่ให้มีหน้าต่างเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวในการทำงาน โดยสามารถจองผ่านแอพฯ ของโครงการได้ โดยที่จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ประมาณ 15-150 ดอลลาร์สิงคโปร์ ต่อชั่วโมง ตามขนาดของห้องประชุมที่ต้องการใช้ 

161595950521

เครดิตภาพ: Business Insider

ในส่วนของห้องเล็ก แขกสามารถใช้งานได้เฉยๆ เท่านั้น แต่หากเป็นห้องประชุมใหญ่ จะสามารถพบปะแขกคนอื่นๆ ภายในประเทศได้ โดยห้องประชุมแบบใหญ่ถูกออกแบบมาด้วยนวัตกรรมกระจกกั้นกลาง (Air-tight glass) เพื่อป้องกันการสัมผัสกัน สามารถรองรับผู้เข้าร่วมประชุมได้ถึง 11 คน ทั้งนี้ยังมีช่องระหว่างกลางห้องประชุมที่เอาไว้ส่งเอกสารกันได้ด้วย โดยมีเทคโนโลยีแสงยูวีฆ่าเชื้อโรค (UV Sanitizing) ให้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังเอกสารด้วย

นอกจากนี้ยังมีบริการเสิร์ฟอาหารให้ทานในที่ประชุมได้ด้วย ซึ่งอนุญาตให้ผู้พักในโครงการถอดหน้ากากได้เมื่อรับประทานอาหารและกลับมาสวมใส่หน้ากากเหมือนเดิมเมื่อรับประทานเสร็จแล้ว

161595950515

เครดิตภาพ: Business Insider

  • ยิมสำหรับออกกำลังกาย

สำหรับผู้ที่ต้องการออกกำลังกาย ทางโครงการก็ได้สร้าง ยิมพ็อด (Gym Pod) เล็กๆ ขึ้นเพื่อให้ได้ออกกำลังกายอย่างเป็นส่วนตัว โดยภายในมีเครื่องเล่นออกกำลังกายพร้อม ทั้งลู่วิ่ง เครื่องปั่นจักรยาน และเครื่องยกน้ำหนัก 

สามารถใช้บริการได้ด้วยการจองผ่านแอพฯ ของโครงการ (ซึ่งสามารถใช้บริการครั้งหนึ่งได้ไม่เกิน 2 คน) และสามารถปลดล็อคประตูเข้ายิมพ็อดได้ด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ดผ่านแอพฯเช่นกัน 

161595957678

เครดิตภาพ: Business Insider

  • ด้านอนามัยที่โครงการให้ความสำคัญ

ในส่วนของการตรวจโควิดในระหว่างที่อยู่ในโครงการ ภายในสถานที่ได้จัดเก้าอี้เว้นระยะห่างที่ชัดเจน 

เจ้าหน้าที่ที่ดูแลงานบริการภายในโครงการทุกภาคส่วนต้องสวมชุดพีพีอี (PPE) อย่างเต็มรูปแบบเพื่อป้องกันเชื้อไวรัส รวมถึงก่อนหน้านี้ทุกคนต้องได้รับการตรวจโควิดมาก่อนด้วยเช่นกัน 

สำหรับคนท้องถิ่นสิงโปร์ที่เข้ามาเพื่อทำธุรกิจกับผู้ที่อาศัยอยู่ในโครงการนี้ ทางโครงการได้ออกแบบทางเข้าพิเศษจัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งแยกกับทางเข้าของคนต่างประเทศที่มาอยู่ในโครงการนี้

  • ความแตกต่างที่ไม่เหมือนโรงแรมและที่พักกักตัวอื่นๆ

โครงการนี้ถือเป็นโมเดลที่ปลดล็อคข้อยุ่งยาก ความไม่สะดวกสบายจากการกักตัวแบบเดิมๆ ด้วยการคำนึงถึงปัญหาสำคัญที่ผู้กักตัวทุกคนต้องเผชิญ อย่าง “ความรู้สึกไม่สบายตัวและอึดอัด” ซึ่งโดยปกติแล้วการกักตัวทั่วไปจะถูกจำกัดอิสระในการไปไหนมาไหน แต่โครงการนี้ได้ออกแบบมาเพื่อเป็นทางเลือกในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

แม้โครงการนี้อาจจะดูไม่เหมือนโรงแรมเพราะไม่มีบาร์ค็อกเทลและสระว่ายน้ำ แต่เป็นโครงการทางเลือกที่ทำให้อาจจูงใจให้คนต่างชาติตัดสินใจมายังประเทศสิงคโปร์ได้ง่าย เพราะคนที่มีความสามารถในการจ่ายเพื่ออยู่โครงการนี้ อาจเลือกที่จะตัดสินใจอยู่ในโครงการนี้ มากกว่าต้องทนกักตัวตามภาครัฐฯ โดยที่ไม่มี “สิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ และพื้นที่กว้างๆ ในการใช้ชีวิต” หรือไม่ก็ต้องทนอยู่แต่ในประเทศของตัวเอง

ในปลายปี 2564 นี้คาดว่าจะสามารถรับนักท่องเที่ยวเพิ่มได้อีกถึง 1,300 คน โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการที่ต้องการเดินทางมายังประเทศสิงคโปร์นี้ โครงการนี้มีราคาห้องพักเริ่มต้นปี 384 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 8,770 บาท ทั้งหมดนี้รวมที่พักอาศัย อาหาร สิ่งอำนวยความสะดวก และการตรวจโควิด-19 หมดแล้ว

อ้างอิง: BUSINESS INSIDER, SFGATE, Flipboard, CNBC, Connect@Changi