ผลักดัน EPR ความรับผิดชอบผู้ผลิต สู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

ผลักดัน EPR ความรับผิดชอบผู้ผลิต สู่เศรษฐกิจหมุนเวียน
12 มีนาคม 2564
518

ปัจจุบัน แม้จะมีโครงการเรียกคืนบรรจุภัณฑ์เพื่อนำไปรีไซเคิล เช่น ขวด PET ฝาขวด กล่อง UHT แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ นำมาซึ่งการผลักดัน EPR ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตของไทยและทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้สำเร็จ

วารสารสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบาย ถึง “หลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility : EPR)” เอาไว้ว่าเป็นเครื่องมือในการจัดการขยะและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน โดย EPR ได้รับการนำเสนอเป็นครั้งแรกในช่วงปี 1990 โดย Dr.Thomas Lindhqvist แห่ง Lund University ประเทศสวีเดน

ประเทศที่พัฒนาแล้ว ภาครัฐจะใช้เครื่องมือเชิงนโยบายโดยส่วนใหญ่จะออกเป็นกฎหมาย เพื่อกำหนดให้ผู้ผลิต เจ้าของแบรนด์ทุกเจ้าทุกรายในอุตสาหกรรมนั้นๆ ช่วยจัดระบบเรียกคืน (Take-back system) ขยะบรรจุภัณฑ์หรือซากผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นหลังการบริโภค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการขยะ และช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาลท้องถิ่นที่ต้องจัดการขยะบรรจุภัณฑ์และซากผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด

ทั้งนี้แม้ชื่อหลักการจะเน้นไปที่ผู้ผลิต แต่ในการออกกฎหมาย รัฐบาลจะกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้ช่วยรวบรวมด้วย เช่น ร้านค้าปลีก รัฐบาลท้องถิ่น รวมไปถึงหน้าที่ของผู้บริโภคที่ต้องส่งคืนขยะบรรจุภัณฑ์หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้แล้วยังจุดที่ผู้ผลิตจัดไว้ให้

“ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี” นักวิจัยสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า การจัดการปัญหาขยะ หลักการพื้นฐานที่ใช้ทั่วโลก โดยเฉพาะยุโปรซึ่งใช้มากว่า 46 ปี คือ “3R” Reduce-Reuse-Recycle ขณะที่ทุกวันนี้มี Circular Economy ในเชิงเศรษฐกิจมากขึ้น ในต่างประเทศ มีการใช้หลักการ ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pay Principle) ทุกคนเป็นคนก่อขยะต้องร่วมรับผิดชอบ อย่างน้อยช่วยกันลดและคัดแยกขยะ ส่งคืนขยะเข้าสู่ระบบการจัดดการ ร่วมจ่ายค่ารีไซเคิล จัดการขยะ คำถาม คือ คนไทยพร้อมมากน้อยแค่ไหน

 “ประเทศไทยมีขยะมูลฝอย 28 ล้านตันต่อปี กว่า 60% เป็นขยะอินทรีย์ แต่สัดส่วนพลาสติกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขยะพลาสติก 1.9 ล้านตันต่อปี รีไซเคิลได้ 25% ระบบการจัดการของภาครัฐตามไม่ทันกับปริมาณขยะที่เพิ่มอย่างรวดเร็ว หากเปรียบเทียบความเข้มข้นของกฎหมายในหลายประเทศ เช่น เยอรมัน ชิลี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม มีกฏหมายหลักที่กำหนดให้ประชาชนต้องแยกขยะ เป็นหน้าที่ของพลเมืองที่ต้องทำ แต่ของไทยยังเป็นกฏหมายลูก”

หากมองเพื่อนบ้านอาเซียน การเคลื่อนไหว EPR ใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ กฎหมาย มาตรการค่าธรรมเนียม กฏหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน และกฎหมายที่ใช้หลัก EPR นำหน้าเราไปโดยเฉพาะเวียนดนาม และสิงคโปร์ ดังนั้น ข้อเสนอต่อการขับเคลื่อน Circular Economy (CE) ใน ระยะสั้น คือ “ภาคเอกชน” รวมกันจัดตั้งกลไก EPR ด้าน ตลาดหลักทรัพย์ตั้งเกณฑ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับ CE / EPR ในหุ้นยั่งยืน ให้รางวัลห้างค้าปลีกที่มีการผลักดัน

ส่วน “ภาครัฐ” เสนอให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานระหว่างกระทรวงมาศึกษาความเป็นไปได้ ในการยกร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการหมุนเวียนทรัพยากรสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (CE Law) ร่วมกับผู้แทนภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ส่วน “กระทรวงอว. และ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)” ตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญยกร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์ CE และศูนย์ทดสอบและรับรองมาตรฐาน รวมทั้งระบบการรับรองการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)

“กระทรวงการคลัง” มีมาตรการทางการเงินการคลัง สร้างแรงจูงใจ ให้มีการจัดซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลหรือธุรกิจใช้ซ้ำ ด้าน BOI /ธนาคาร” มีมาตรการส่งเสริมการลงทุน การให้เงินกู้ดอกต่ำ สำหรับผู้ประกอกบการที่จะลงทุนในธุรกิจที่สอดคล้องกับ CE

ขณะที่ข้อเสนอ ระยะกลางและยาว ได้แก่ 1) ผลักดันให้มีการออก พ.ร.บ.ส่งเสริมการหมุนเวียนทรัพยากรสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (CE Law) และหน่วยงานกลางที่มีอำนาจหน้าที่ในการให้แรงจูงใจ กำกับดูแล สร้างความรู้และตระหนัก 2) ให้มีการออกกฏหมายลำดับรอง กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการในการจัดระบบ EPR สำหรับผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์เป้าหมาย และ 3) ศธ. อว. และอปท. ให้สถานศึกษาในสังกัดสร้างความตระหนักรู้เรื่องขยะและ CE แก่เยาวชนรวมถึงสื่อมวลชนทุกแขนงร่วมรณรงค์ต่อเนื่อง

"ดร.กาญจนา วานิชกร" รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ระบุว่า เรื่องของเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นหนึ่งในวาระแห่งชาติ BCG Economy ซึ่งกลุ่มของนักวิชาการพยายามผลักดันแนวคิด BCG ตั้งแต่ปี 2561 หากติดตามในเรื่องการค้าในต่างประเทศจะเห็นว่าภาคเอกชนขับเคลื่อนนำหน้าเราไปเยอะมาก เป็นที่มาของการพยายามมองในเชิงระบบในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน

โดยการดำเนินการ 2 ปีที่ผ่านมา มีการออกแบบโปรแกรม 4 โปรแกรม คือ CE Champions สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนภาคเอกชน , CE Platforms พัฒนา Solution Platform เพื่อรองรับผู้เล่นกลุ่มต่างๆ , CE R&D ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม และ CE Citizen ที่เน้นการสร้างคนและตลาดเศรษฐกิจหมุนเวียน

“สเต็ปต่อไปอยากจะดูเชิงลึก โดยเจาะลึกว่าทำอย่างไรให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียน เริ่มจากบรรจุภัณฑ์พลาสติก กล่องยูเอชที โดยสร้างเครือข่าย ผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ ทั้งในมุมการจัดการขยะ และเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมกับการสร้างเครือข่ายในต่างประเทศ เพราะหลายประเทศใช้กฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน ถึงเวลาหรือยังที่ไทยจะส่งเสริมเรื่องนี้” ดร.กาญจนา กล่าวทิ้งท้าย

  • เอกชน เดินหน้าตั้งจุดรับคืน

สุวิทย์ กิ่งแก้ว ที่ปรึกษาอาวุโส คณะเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซีพี ออลล์ และ กรรมการ บริษัท แวลู ครีเอชั่น จำกัด ระบุว่า เซเว่นสนใจที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมทั้งการ “ลด” ในโครงการนำแก้วมาราคาพิเศษ งดให้ ช้อน ส้อม (ต้องร้องขอ) หรือ ม.ธรรมศาสตร์ ขายหลอดให้กับนักศึกษาที่ต้องการ ฯลฯ “ทดแทน” ด้วยถุงกระดาษ กระดาษหุ้มหลอด ฝายกดื่ม แก้วกระดาษเคลือบ PBS และ ไม้คนกาแฟร้อน/หลอดย่อยสลายได้ (PLA) ในปี 2563 สามารถลดถุงพลาสติก 1,935 ล้านใบ ลดหลอด 1,001 ล้านชิ้น ลดช้อน ส้อม แก้ว 28 ล้านชิ้น และ ลดพลาสติกถ้วยข้าวสวย 305 ตันต่อปี

Refun Machine” รับขวดพลาสติกโดยให้คูปองเพื่อแลกซื้อเครื่องดื่มในเครือ Pepsi ได้ เครื่องจะทำการอัดขวดพลาสติก เมื่อเครื่องเต็มจะส่ง SMS ไปยังผู้จัดการร้านและรวบรวมส่งเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ปัจจุบัน มีจำนวน 10 เครื่อง ในมหาวิทยาลัยและอาคารสำนักงาน ถัดมา คือ “ถังคัดแยกขยะ” รับขยะสะอาดประเภทขวดพลาสติก กระป๋องเครื่องดื่ม วางไปแล้ว 300 สาขา ตั้งเป้าไตรมาส 3/2564 วางครบทุกสาขาทั่วประเทศ

“กล่องวิเศษ” ร่วมกับ บริษัท เอส ไอ จี คอบบินล็อค จำกัด , บริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง จำกัด และบริษัท เต็ดตร้าแพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด รับกล่อง UHT ไปผลิตโต๊ะ เก้าอี้ บริจาคให้กับพื้นที่ขาดแคลน ยอดบริจาคสะสม ม.ค.62 – ธ.ค. 63 จำนวน 78,176 กล่อง ทำโต๊ะเก้าอี้ได้ 31 ชุด

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง