วันพุธ ที่ 1 เมษายน 2569

Login
Login

EICมองเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าคาดปีนี้โต2.6%

EICมองเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าคาดปีนี้โต2.6%

EIC ปรับเพิ่มจีดีพีปีนี้เป็น 2.6% จาก 2.2% จากการส่งออกที่ดีตามเศรษฐกิจโลก พร้อมประเมินภาพรวมเศรษฐกิจระยะต่อไปจะฟื้นตัวช้าและมีความเสี่ยงที่จะเกิด permanent output loss ขนาดใหญ่ แนะภาครัฐอัดฉีดเม็ดเงินเพิ่มเข้าระบบเศรษฐกิจ ชี้ยังมีช่องกู้เงินเพิ่มได้

นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงาน Economic Intelligence Center(EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ (จำกัด)มหาชนเปิดเผยว่า EIC ได้ปรับประมาณการจีดีพีของไทยในปีนี้เป็น 2.6% จากเดิมที่ 2.2% ตามแนวโน้มการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ดีกว่าที่คาด และจากเม็ดเงินภาครัฐที่สนับสนุนเศรษฐกิจต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศยังมีข้อจำกัดทางด้านรายได้ภาคการท่องเที่ยวต่างประเทศที่จะฟื้นตัวช้าและผลของแผลเป็นเศรษฐกิจที่กระทบต่อรายได้และงบดุลของ SMEsและภาคครัวเรือน

อย่างไรก็ดี ในภาพรวมเศรษฐกิจนั้น มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าและมีความเสี่ยงที่จะเกิดpermanent output loss ขนาดใหญ่ สะท้อนการพึ่งพาภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวช้าและแผลเป็นเศรษฐกิจที่ค่อนข้างลึก ซึ่งอาจกระทบต่ออัตราการขยายตัวเศรษฐกิจในระยะยาวได้
โดยจากการศึกษาของ EIC พบว่า ระดับจีดีพีของไทยจะกลับไปสู่ระดับก่อนเกิด COVID-19 ได้ในช่วงปลายปี 2565 หรือต้นปี 2566 ซึ่งถือว่าค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับประเทศส่วนใหญ่ สะท้อนการพึ่งพาของเศรษฐกิจไทยต่อภาคท่องเที่ยวในระดับสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก (12% ของ GDP) และการคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัวอย่างช้า ๆ จนกว่าการฉีดวัคซีนจะกระจายจนทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ทั้งในไทยและในประเทศที่เป็นแหล่งนักท่องเที่ยวหลักของไทย

นอกจากนั้น มีโอกาสสูงที่จีดีพีของไทยจะไม่กลับไปสู่ระดับของ trend เดิม และจะเกิด permanent output loss ขนาดใหญ่ โดยพิจารณาจากส่วนต่างในช่วงของระดับ จีดีพีในกรณีที่ไม่มี COVID-19 เกิดขึ้นเทียบกับระดับจีดีพีตามการคาดการณ์ล่าสุดของ IMF และ EIC ในช่วง 3 ปีข้างหน้า พบว่า ระดับส่วนต่างของ GDP ระหว่าง 2 กรณีของไทย (output shortfall) อยู่ที่ประมาณ 8-9% ซึ่งถือว่า เป็นช่องว่างที่ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

ทั้งนี้ การที่เศรษฐกิจอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าระดับศักยภาพค่อนข้างมากต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะทำให้รายได้ การจ้างงาน และกำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวได้อย่างช้า ๆ ขณะที่ ปัญหางบดุลและฐานะทางการเงินของภาค SME และภาคครัวเรือนจะต้องใช้เวลานานขึ้นในการซ่อมแซม

ปัจจัยด้านอุปสงค์เหล่านี้ จะทำให้ปัญหาการว่างงานและการทำงานต่ำระดับระยะยาวมีมากขึ้น รวมทั้ง การลงทุนของภาคธุรกิจชะลอลงทำให้การนำเทคโนโลยี
และนวัตกรรมมายกระดับประสิทธิภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันมีจำกัด ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อจำกัดด้านอุปทานและการลดลงของอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวได้”

เขากล่าวด้วยว่า EIC ประเมินว่า ภาครัฐอาจพิจารณาใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อลดระดับแผลเป็นทางเศรษฐกิจและ output loss ในระยะสั้น ผ่านการเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนและการประสานงานการเปิดการท่องเที่ยวระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรการเยียวยาและฟื้นฟูให้กับ SME และแรงงานที่มีลักษณะเจาะจงและเชื่อมโยงมากขึ้นทั้งการช่วยเหลือทางการเงิน การสร้างงานและการจับคู่งาน และการลดข้อจำกัดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ

ตลอดจนผลักดันมาตรการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในการรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและโอกาสด้านธุรกิจใหม่ ๆ ภายหลัง COVID-19 จบลง ผ่านการลงทุนและการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการปรับทักษะแรงงาน (upskill/reskill) และการเพิ่มศักยภาพของ SME โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี่ดิจิทัลมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เรามองว่า ภาครัฐยังมีRoom ในการกู้เงินเพื่อนำมาใช้ในการฟื้นฟูและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้อีก โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะยังอยู่ในกรอบความยั่งยืนการคลัง และ หากจะปรับสูงขึ้นอีกก็สามารถทำได้ เพราะถือเป็นช่วงของเศรษฐกิจที่ไม่ปกติ”