การเข้าถึงวัคซีน COVID-19 กับผลกระทบทางเศรษฐกิจ

การเข้าถึงวัคซีน COVID-19 กับผลกระทบทางเศรษฐกิจ
15 กุมภาพันธ์ 2564 | โดย ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล คอลัมน์ โอกาสแห่งอนาคต
159

ด้วยความจำกัดของวัคซีน แต่ละประเทศมีโอกาสได้รับวัคซีนไม่พร้อมกัน บางประเทศได้เร็ว บางประเทศได้ช้า

ท่ามกลางสถานการณ์ COVID-19 วัคซีนคือหัวใจใช้รับมือการแพร่ระบาด ประเทศใดจัดหาวัคซีนได้เร็ว ในจำนวนที่เพียงพอ ย่อมลดความสูญเสีย ทั้งผู้เจ็บป่วยและเสียชีวิต ตลอดจนทำให้เศรษฐกิจกลับมาดำเนินการตามปกติหรือใกล้เคียงปกติได้

ทั้งนี้ นับแต่เกิด COVID-19 IMF ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกปี 2020 หดตัวไปแล้ว 4.4% โดยคาดว่าปี 2021 จะกลับมาโตได้ที่ 5.2% ปัจจัยหลักของการเติบโตมาจากเศรษฐกิจอินเดียและจีนที่คาดว่าจะโตที่ 8.8% และ 8.2% ตามลำดับ

นอกจากนี้ ตามที่ ดร.แอนโธนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งชาติสหรัฐฯ ให้ความเห็น การฉีดวัคซีนให้ได้เร็วและครอบคลุมมากสุด ยังช่วยชะลอการเกิดขึ้นของไวรัสกลายพันธุ์ด้วย

อย่างไรก็ตาม ด้วยความจำกัดของวัคซีน แต่ละประเทศมีโอกาสได้รับวัคซีนไม่พร้อมกัน บางประเทศได้เร็ว บางประเทศได้ช้า Duke Global Health Innovation Center ประเทศสหรัฐอเมริกา ประมาณการว่า อย่างเร็วสุด ต้องใช้เวลาอีก 3 ปี หรือเข้าปี 2024 โลกถึงจะผลิตวัตซีนได้เพียงพอ

แต่ละประเทศจะได้วัคซีนเมื่อไร

ล่าสุด (28 ม.ค. 2021) นิตยสาร The Economist เผยแพร่บทความเรื่อง “Vaccine nationalism means that poor countries will be left behind” พูดถึงสถานการณ์การเข้าถึงวัคซีนในแต่ละประเทศทั่วโลก

ในบทความ พูดถึงผลวิเคราะห์ของ Economist Intelligence Unit (EIU) ที่คาดการณ์ช่วงเวลาที่แต่ละประเทศจะได้รับวัคซีน โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม

กลุ่มแรก ประเทศฐานะดี เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ สหภาพยุโรป ประชากรกลุ่มเสี่ยงสามารถได้รับวัคซีนตั้งแต่กลาง มี.ค. 64 ยกเว้นสหภาพยุโรปที่อาจเลื่อนออกไปเล็กน้อย จากความล่าช้าในการส่งมอบวัคซีนจาก AstraZeneca

กลุ่มสอง ประเทศฐานะดีอื่นๆ ทยอยได้รับภายใน มิ.ย. 64

กลุ่มสาม ประเทศรายได้ขั้นกลางส่วนใหญ่ ไม่ได้รับวัคซีนจนปลายปีหน้า (ปี 2565) ในรายงานระบุว่ายกเว้นรัสเซียที่มีวัคซีน Sputnik V ของตัวเอง ส่วนจีนและอินเดีย แม้ผลิตวัคซีนได้เอง แต่อาจไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับปริมาณประชากร อย่างไรก็ตาม แม้น้อยหรือไม่ครอบคลุม อินเดียยังวางแผนฉีดวัคซีนให้ได้ 300 ล้านคนภายใน ก.ค. ปีนี้ (2021)

กล่มสี่ ประเทศรายได้ต่ำ กว่าได้วัคซีนในจำนวนที่เพียงพอกับประชากรตัวเอง เพื่อให้สังคมกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ ต้องรอถึงปี 2566 หรือ อีก 2 ปีเป็นอย่างน้อย

ประเทศส่วนใหญ่ที่ได้วัคซีนเร็ว จองซื้อไว้ตั้งแต่ปีก่อน (2563) เพราะประเมินได้ว่า ภายใต้ความต้องการทั่วโลกที่สูง แต่กำลังการผลิตมีจำกัด เมื่อวัคซีนผลิตออกมาสำเร็จ ต้องไม่เพียงพอแน่ๆ

ทั้งนี้พบว่า จาก 12,500 ล้านโดสที่บริษัทผู้ผลิตวัคซีน คาดว่าจะผลิตในปีนี้ (2564) เกินครึ่งหรือกว่า 6,400 ล้านโดสถูกจองโดยประเทศร่ำรวยไปตั้งแต่อยู่ในช่วงทดลองแล้ว หลายประเทศจองซื้อเกินความจำเป็นจากจำนวนกลุ่มเสี่ยงที่ประเทศตนเองต้องใช้ในระยะแรกด้วยซ้ำ

สอดคล้องกับ Duke Global Health Innovation Center ที่ประเมินว่า นับถึงกลางเดือน ม.ค. 2564 กลุ่มประเทศร่ำรวยไม่กี่ประเทศ ที่มีประชากรรวมเพียง 16% ของประชากรโลก ซื้อวัคซีนไปแล้วถึง 60% ของที่ผลิตออกมา

Vaccines Nationalism (วัคซีนชาตินิยม)

จากความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงวัคซีน ดร.เทดรอส อาดานอม เกเบรเยซัส (Tedros Adhanom Ghebreyesus) ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกมาเตือนว่า ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงวัคซีนของแต่ละประเทศ ส่งผลให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ยาวนานขึ้น ส่งผลร้ายต่อทั้งสุขภาพมนุษย์และเศรษฐกิจโดยรวม

บางคนเรียกสถานการณ์นี้ว่า Vaccines Nationalism หรือวัคซีนชาตินิยม กล่าวคือ ประเทศใดประเทศหนึ่งเร่งจัดหาวัคซีนเป็นจำนวนมากให้เพียงพอกับประชาชนในประเทศตัวเอง เช่น ทำข้อตกลงจัดซื้อล่วงหน้าระหว่างรัฐบาลกับบริษัทผู้ผลิตวัคซีนไว้ก่อนเป็นจำนวนมาก โดยมุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ประเทศตนเองเป็นหลัก

สำหรับประเทศยากจนหลายประเทศ ต้องพึ่งโครงการ COVAX (Covid-19 Vaccines Global Access Facility) หรือโครงการเพื่อการเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 ระดับโลก ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการพัฒนา จัดซื้อ และส่งวัคซีนไปยังประเทศต่างๆ โดยมี WHO เป็นผู้นำ ร่วมกับองค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีน (The Vaccine Alliance หรือ Gavi) ที่ก่อตั้งโดยบิลและเมลินดา เกตส์ และกลุ่มพันธมิตรความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อรับมือโรคระบาด (Coalition for Epidemic Preparedness Innovations หรือ Cepi) ปัจจุบัน COVAX มีประเทศเข้าร่วมกว่า 180 ประเทศ

อย่างไรก็ตามจำนวนวัคซีนที่ COVAX จัดหาให้ประเทศเหล่านี้ดูไม่เพียงพอ เพราะจัดหาให้ได้ คิดเป็นเพียง 20% ของประชากรในแต่ละประเทศ โดยอาจไม่ได้รับในทีเดียว ต้องใช้เวลานานและหลายครั้งในการส่งมอบ

นิตยสาร The Economist สรุปว่า ตราบใดที่ประเทศฐานะดียังได้วัคซีนไม่ครบตามที่ต้องการ ประเทศยากจนก็ยังต้องรอวัคซีนต่อไป

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ในแง่ผลกระทบทางเศรษฐกิจ EIU ประเมินว่า จากการที่ประเทศรายได้สูงได้รับวัคซีนก่อนจะช่วยให้เศรษฐกิจครึ่งหลังของปี 2564ประเทศเหล่านี้ดีขึ้น ช่วยฉุด GDP โลกขึ้น อย่างไรก็ตามประเทศรายได้ต่ำยังคงต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์หรือควบคุมต่อไป ซึ่งส่งผลต่อการค้าโลก เศรษฐกิจรวมของโลกอยู่ดี

RAND Europe ประเมินผลกระทบของวัคซีนต่อเศรษฐกิจ ภายใต้สถานการณ์ต่างๆ พบว่า

- หากเกิด Vaccine nationalism รุนแรง ที่ต่างคนต่างแย่งวัคซีน และมีแต่ประเทศฐานะดี ที่ได้วัคซีน ประเทศฐานะไม่ดี เข้าไม่ถึงวัคซีน จะก่อต้นทุนต่อเศรษฐกิจ (GDP) โลก 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

- กรณีเฉพาะประเทศกลุ่มรายได้ต่ำสุดเข้าไม่ถึงวัคซีน ก่อต้นทุนต่อเศรษฐกิจ (GDP) โลก 60,000 - 340,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

ผลการศึกษาที่น่าสนใจของ RAND Europe คือ มันคุ้มค่าสำหรับประเทศร่ำรวยในการสนับสนุนประเทศยากจนให้เข้าถึงวัคซีน เพราะทุก 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ประเทศร่ำรวยสนับสนุนค่าวัคซีนให้ประเทศยากจน ประเทศร่ำรวยจะได้ผลประโยชน์คืนกลับมา 4.8 ดอลลาร์สหรัฐฯ

ในทางตรงข้าม หากปล่อยให้ประเทศยากจนเข้าไม่ถึงวัคซีน จะเป็นผลร้ายต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม งานวิจัยของ NBER เรื่อง The Economic Case for Global Vaccinations: An Epidemiological Model with International Production Networks วิเคราะห์ว่า หากประเทศรวยได้วัคซีนครบภายในกลางปี 2564 แต่ประเทศยากจนส่วนใหญ่ยังไม่ได้วัคซีน เศรษฐกิจโลกจะได้รับผลกระทบที่ 9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยประเทศร่ำรวยอย่างสหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ คือผู้จ่ายต้นทุนนี้

ผลกระทบต่อประเทศไทยจากการมีวัคซีนเร็วหรือช้า

ประการสุดท้าย ตามรายงานข่าวที่โฆษก ศบค. การที่ประเทศมีวัคซีนเร็วหรือช้าไม่ต่างกัน สิ่งที่น่าคิดคือ ถ้าไม่ต่างกัน ทั่วโลกจะแย่งวัคซีนกันทำไม

การได้วัคซีนเร็ว และครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่ ช่วยให้ประชาชนประเทศนั้นลดความเสี่ยงเสียชีวิต และที่สำคัญ ช่วยให้คนกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ รักษาเศรษฐกิจไว้ได้

วัคซีนสำคัญต่อเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในหลายมิติ

1. ลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขทั้งของรัฐและประชาชน

2. ลดความสูญเสียต่อชีวิตและการเจ็บป่วย ซึ่งส่งผลต่อผลิตภาพทางเศรษฐกิจรวมของประเทศ และการหารายได้ของแต่ละครัวเรือน

3. ลดต้นทุนด้านงบประมาณที่รัฐต้องใช้เพื่อเยียวยาหรือรักษาเศรษฐกิจ

4. ช่วยให้ผู้คนและเศรษฐกิจกลับไปใช้ชีวิตได้เหมือนเดิม หรือใกล้เคียงเดิมมากสุด

..ที่เคยค้าขาย ก็กลับไปค้าขายได้ ที่เคยเป็นแอร์ สจ๊วต นักบิน พนักงานโรงแรม หมอนวด นักดนตรี พนักงานเสิร์ฟ ใครทำอาชีพอะไร ก็กลับไปทำอาชีพตนเองได้ ชีวิตมีคุณค่า นายจ้างเลี้ยงลูกน้องไหว ลูกน้องมีงานทำ เลี้ยงครอบครัวได้ เพราะตราบใดที่เราไม่มีวัคซีนเพียงพอ หลายอาชีพ หลายธุรกิจ เช่น สายการบิน โรงแรม ไม่มีทางกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ

ดังนั้นรัฐบาลไทยต้องเร่งจัดหาวัคซีน เพื่อลดผลกระทบทางสุขภาพและเศรษฐกิจ และประการสำคัญสุดคือ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน

 

 

 

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง