การเงิน

หุ้นชวนคิด ‘เถ้าแก่น้อย” เจ้าของโกยเงินขายหุ้นต่อเนื่อง

ตลาดหุ้นมักจะมีกระแสข่าวทั้งจริงและไม่จริงมาตลอดจนทำให้ราคาหุ้นมีการเปลี่ยนแปลงทั้งบวกด้วยแรงซื้อจำนวนมาก และลบจากแรงขายจำนวนมากเช่นกัน    ซึ่งกระแสข่าวที่เกิดขึ้นกับ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง  จำกัด (มหาชน) หรือ TKN  ถือว่ามีนัยสำคัญ

ตามกระแสข่าวที่เกิดขึ้นกับ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง  จำกัด (มหาชน) หรือ TKN  ถือว่ามีนัยสำคัญกับราคาหุ้นเพราะเกี่ยวข้องกับการขายหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่นั้นเอง

ธุรกิจ TKN เป็นที่รู้จักกันดีว่าเกิดจากไอเดียของเด็กหนุ่มที่คิดใหญ่ฝันไกลและสามารถทำความคิดอออกมากลายเป็นธุรกิจจนได้สมญานาม อายุน้อยร้อยล้าน”     จากการเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายขนมขบเคี้ยวประเภทสาหร่ายทั้งในและต่างประเทศภายใต้ตราสินค้า "เถ้าแก่น้อย" รวมถึงขนมขบเคี้ยวและผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ

ด้านผลประกอบการเติบโตจนเข้ามาอยู่ในตลาดหุ้นไทยได้ในปี  2558 ซึ่งรายได้และกำไร ล่าสุดในช่วง 9 เดือนแรกปี 2563 มีรายได้  3,100 ล้านบาท   ทำกำไรขั้นต้นได้ที่  844 ล้านบาท  และมีกำไรสุทธิ  299.4 ล้านบาท  ซึ่งตัวเลขดังกล่าวแม้จะมีอัตราเติบโตที่ลดลงจากผลกระทบโควิด-19 แต่ก็ต้องยอมรับว่าถ้าไม่มีประเด็นดังกล่าวบรรดานักท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวจีนล้วนแต่ ต้องซื้อสินค้าของ TKN ติดไม้ติดมือกลับบ้านเกิดแทบทุกคน

ดังนั้นตลาดนักท่องเที่ยวหรือตลาดต่างประเทศถือว่าเป็นช่องทางการสร้างรายได้มหาศาลเพราะจากยอดขายของ TKN  นั้น 40 % มาจากชาวจีน  จึงทำให้บริษัทกล้าที่จะขยายสำนักงานขายไปที่จีนและสหรัฐท่ามกลางกำลังการผลิต  8,250 ตันต่อปี (ณ. สิ้นปี 2562 )

สถานการณ์ธุรกิจที่ไม่ได้เติบโตปีที่ผ่านมาและยังต้องรอภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัว แต่ราคาหุ้นของ  TKN  กลับมีการปรับตัวขึ้นในเดือนม.ค. 2564 แตะที่ 12.20  บาท  (20 ม.ค. ) ตามมาด้วยการใช้เกณฑ์ซื้อขายเงินสด หรือ Cash Balance ทันที ตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค. -  5 มี.ค. 2564   ซึ่งในช่วงที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น (20-22 ม.ค.) การรายงานขายหุ้นของครอบครัว พีระเดชาพันธ์ เจ้าของและผู้ถือใหญ่ออกมาไล่กัน

โดยมีการรายงานขายหุ้นรวม 11.75 ล้านหุ้น มูลค่า 136 ล้านบาท เมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2564 ประกอบไปด้วย  “ต๊อบ อิทธิพัทธ์  พีระเดชาพันธ์  จำนวน  5.7 ล้านหุ้น มูลค่า 65 ล้านบาท  ,อรพันธ์  พีระเดชาพันธ์  2.5 ล้านหุ้น มูลค่า 30 ล้านบาท และ ณัชชัชพงศ์  พีระเดชาพันธ์  3.55 ล้านหุ้น มูลค่า 41 ล้านบาท

ท่ามกลางกระแสข่าวว่าผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทเตรียมทิ้งหุ้น ขายหุ้นให้กับพันธมิตร และเพิกถอนบริษัทออกจาตลาดหุ้น จนบริษัทต้องชี้แจงอย่างเป็นทางการว่าไม่เป็นความจริงและผู้ถือหุ้นใหญ่ถือในสัดส่วน 50 % ไม่มีการขายหุ้นออกมาตามข่าวเพราะยังเห็นโอกาสของธุรกิจที่เติบโต

จากกระแสข่าว ตามมาด้วย ราคาหุ้นพุ่งสูง มีการเปิดเผยผู้ถือหุ้นใหญ่ขายหุ้น และสุดท้ายเจอมาตรการ Cash Balance  กลายเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำในหุ้น TKN อย่างไม่น่าเชื่อ  ย้อนไปช่วงเดือน ต.ค. ปี 2563 ราคาหุ้นปรับตัวสูงจนทำสถิติใหม่ที่ 12.80 บาท  เพิ่มขึ้น 26 %  (7 ต.ค.)  ถือว่าสูงสุดในรอบ 2 ปี  จากกระแสข่าวว่ามีเครื่องดื่มน้ำดำของโลกเข้ามาเจรจาซื้อหุ้นเพื่อเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ

พร้อมกับการขายหุ้นออกมาในช่วงนั้นของ “อรพันธ์ พีระเดชาพันธ์”  2  ล้านหุ้นที่ราคา 12.14 บาท มูลค่า  24.28 ล้านบาท   และตามสูตรเดิมถือเข้าเกณฑ์ Cash Balance ทันทีระหว่างวันที่  8 ต.ค. -28 ต.ค. 2563  ซึ่งสุดท้ายประเด็นดังกล่าวก็ได้รับการปฎิเสธจากผู้บริหารไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

และปี 2562 ที่มีการเกิดดีลขึ้นจริงเพื่อขายหุ้นบางส่วนในกลุ่ม “พีระเดชาพันธ์ออกไปเพื่อให้กับพันธมิตรที่เป็นตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศ  เป็นการขายออกมาจำนวน 48.30 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า 483 ล้านบาท  ในช่วงดังกล่าวหุ้น TKN ต้องเจอมาตรการ Cash Balance ระหว่าง 2 ก.ย.  – 11 ต.ค.  2562

ปรากฎการณ์ดังกล่าวอาจจะเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นในเวลาที่ใกล้เคียงกัน และการซื้อขายย่อมเป็นไปตามความต้องการซื้อและขาย เมื่อมีนักลงทุนจำนวนมากคิดเห็นในทางเดียวกันย่อมพลักดันราคาหุ้นให้ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งได้ เมื่อราคาขึ้นร้อนแรงย่อมเข้ามาตรการ Cash  Balance เช่นหุ้นตัวอื่น

ส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่หรือเจ้าของจะมีการซื้อขายหุ้นของตัวเองออกมาก็ไม่แปลกเพราะย่อมต้องการเงินสดไว้ใช้ เพียงแต่ช่วงเวลาดันบังเอิญจนน่าคิดว่าโกยกำไรจากช่วงราคาหุ้นขึ้นแรงไปกันไม่น้อยและยังเป็นการช่วยกระพือข่าวเจ้าของทิ้งหุ้นไม่ให้หายไปจากใจนักลงทุนได้ซักที