‘เงินบาท’วันนี้เปิดตลาด’แข็งค่า’ที่29.95บาทต่อดอลลาร์

‘เงินบาท’วันนี้เปิดตลาด’แข็งค่า’ที่29.95บาทต่อดอลลาร์
21 มกราคม 2564
130

ตลาดหุ้นตะวันตกปรับตัวขึ้นสดใส ขานรับพิธีสาบานตนรับตำแหน่งใหม่ปธน. โจ ไบเดน ด้านเงินบาทระยะสั้นไม่ได้มีความเคลื่อนไหวมากนัก ตามทิศทางอ่อนค่าดอลลาร์ หากมีปัจจัยบวกต่อตลาดกลับมาเปิดรับความเสี่ยงหนุนเงินบาทมีโอกาสแข็งค่า

นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์หัวหน้าทีมกลยุทธ์ตลาดการเงินและวางแผนการลงทุน EASY INVEST ริบริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ (SCBS) เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ 29.95 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าจากช่วงปิดสิ้นวันทำการก่อน ที่ 29.95 บาทต่อดอลลาร์ประเมินกรอบเงินบาทระหว่างวัน 29.90-30.10 บาทต่อดอลลาร์

โดยช่วงคืนที่ผ่านมาตลาดหุ้นฝั่งตะวันตกปรับตัวขึ้นอย่างสดใส หลังพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของนายโจ ไบเดนเป็นไปอย่างเรียบร้อย ดัชนี S&P 500 ของสหรัฐ และดัชนี STOXX 600 ของยุโรปต่างปรับตัวขึ้น  1.39% และ  0.71% ด้วยแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม

ส่วนในตลาดเงินช่วงนี้ซื้อขายบนมุมมองการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ติดต่อกันเป็นวันที่สี่ โดยดอลลาร์แคนาดา(CAD) ปรับตัวขึ้นมาที่ 0.79 ดอลลาร์ทำระดับสูงสุดใหม่ในรอบสองปี และไม่ว่าจะเป็นเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่เป็นสกุลเงินปลอดภัย หรือสกุลเงินผันผวนอย่างดอลลาร์ออสเตรเลีย (AUD) ต่างแข็งค่า 0.3-0.6%

ฝั่งเงินบาทระยะสั้นไม่ได้มีความเคลื่อนไหวมากนัก โดยนักค้าเงินใช้การอ่อนค่าของดอลลาร์เป็นเหตุผลในการซื้อขายส่วนในวันนี้ มองว่าตลาดจะกลับไปจับตากับทิศทางการรับมือการระบาดของโคโรนาไวรัส ด้วยนโยบายการคลังของฝั่งสหรัฐก่อน ถ้าเริ่มเห็นมุมมองเชิงบวกและมีการผ่านงบประมาณเพิ่มเติม ก็จะเป็นแรงหนุนให้ตลาดการเงินเปิดรับความเสี่ยง (Risk On) และเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าได้ต่อ

นายพูน พานิชพิบูลย์  นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงินธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า กรอบค่าเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 29.90-30.05 บาทต่อดอลลาร์ ตลาดการเงินตอบรับการเข้าดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ด้วยการเปิดรับความเสี่ยงต็มที่ จากความหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯใหม่ และความกังวลต่อปัญหาความวุ่นวายการเมืองสหรัฐฯที่คลี่่คลายลง หลังประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศพร้อมสร้างความสามัคคีในชาติและยกเลิกนโยบายของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาทิ การสร้างกำแพงระหว่างพรมแดน เป็นต้น

ภาพดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดหุ้นในฝั่งสหรัฐฯปรับตัวขึ้นร้อนแรง โดยดัชนี S&P500 ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น 1.4% ซึ่งนับป็นการปรับตัวขึ้นที่ดีที่สุดภายในวันที่มีพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดี

นอกจากนี้ การเปิดรับความเสี่ยงของตลาด ยังช่วยให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวขึ้น 0.5% สู่ระดับ 53.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ สินทรัพย์ปลอดภัย อย่างเงินเยนก็อ่อนค่าลงเล็กน้อย 0.4% สู่ระดับ 103.5 เยนต่อดอลลาร์ ส่วนเงินดอลลาร์ยังคงทรงตัวอยู่เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ยกเว้น เงินดอลลาร์แคนาดา (CAD) ที่แข็งค่าขึ้นเกือบ 1% แตะระดับ 1.26 (USDCAD)


สำหรับวันนี้ ประเด็นสำคัญยังคงเป็นการผลักดันนโยบายต่างๆ ของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในช่วงระยะเวลา 100 วันแรกของการทำงาน อาทิ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงินกว่า 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ รวมถึงการแต่งตั้งคณะรัฐมนตี ซึ่งอาจสะท้อนแนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับชาติพันธมิตร รวมถึง ความสัมพันธ์สหรัฐฯกับจีนได้

นอกจากนี้ ตลาดจะติดตามการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งคาดว่า จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Balance rate) ไว้ที่ระดับ -0.1% ไปพร้อมกับควบคุมทิศทางตลาดบอนด์ ด้วยการคงเป้าบอนด์ยีลด์10ปี ไว้ที่ 0.0% และอัดฉีดสภาพคล่องด้วยการทำคิวอีต่อเนื่อง พื่อช่วยหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจที่ยังคงเผชิญปัญหาการระบาดของ COVID-19

ถัดมาในฝั่งยุโรป ตลาดคาดว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะยังคงใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวเศรษฐกิจ โดยตลาดมองว่า ECB จะคงอัตราดอกเบี้ย (Deposit Facility Rate) ไว้ที่ -0.50% และคงมาตรการซื้อสินทรัพย์เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงิน ซึ่งจะช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป

เราคงเชื่อว่า นโยบายการเงินที่ยังคงผ่อนคลายลงของทั้งสองธนาคารกลางหลัก จะยังคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จะมีผลต่อแนวโน้มเงินดอลลาร์ เพราะในขณะนี้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ก็ยังคงใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอยู่ ทั้งนี้ เรามองว่า ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ โดยเฉพาะ การผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลโจ ไบเดน อาจเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางของเงินดอลลาร์ในระยะถัดไป โดยเงินดอลลาร์อาจอ่อนค่าลงได้ ถ้ารัฐบาลสหรัฐฯ สามารถออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
อย่างไรก็ดี ต้องระวังความเสี่ยงของการปรับฐานของสินทรัพย์เสี่ยง หากตลาดผิดหวังกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนออกมาแย่กว่าคาด ซึ่งภาพดังกล่าวสามารถหนุนให้ เงินดอลลาร์พร้อมกลับมาแข็งค่าขึ้นได้

ส่วนในฝั่งเงินบาท ยังคงมีทิศทางเคลื่อนไหวในกรอบ เนื่องจากผู้เล่นส่วนใหญ่จะรอผลการประชุมของธนาคารแห่งประเทศไทยในสัปดาห์ ซึ่งเริ่มมีผู้เล่นบางส่วนมองว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย อาจมีการลดดอกเบี้ยลง เพื่อช่วยหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ส่วนในฝั่งผู้นำเข้าก็รอซื้อเงินดอลลาร์ หากเงินบาทใกล้ระดับ 30.00 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่ผู้ส่งออกก็รอขายเงินดอลลาร์ที่ระดับ 30.15-30.20 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้เงินบาทจะยังคงเคลื่อนไหวในกรอบใกล้ระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง