จับตาทิศทาง 'การลงทุน' ในปี 2564 จะเป็นอย่างไร?

จับตาทิศทาง 'การลงทุน' ในปี 2564 จะเป็นอย่างไร?
25 ธันวาคม 2563 | โดย ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ | คอลัมน์ ทาลิส โฟกัส
1,289

ทิศทางการลงทุนในปี 2564 น่าจะมีแนวโน้มสดใสขึ้นมากกว่าปี 2563 และหากเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง ก็มีโอกาสที่จะทำให้ SET Index ปรับตัวขึ้นถึงระดับ 1,600 จุด ได้อีกครั้ง

หลังจากในปี 2563 ที่โลกได้ผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คาดว่าในปี 2564 นี้ มนุษย์จะมีวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 โดยปัจจุบันมีหลายบริษัทที่พัฒนาวัคซีนที่มีประสิทธิผลในการทดลองดี เช่น บริษัท Moderna บริษัท Pfizer-BioNTech และบริษัท AstraZeneca หลายประเทศเริ่มมีการจองซื้อวัคซีนให้กับประชาชนของตน โดยมีบางประเทศ เช่น สหรัฐ จีน และรัสเซีย ได้เริ่มฉีดวัคซีนให้กับบุคคลกลุ่มเสี่ยงแล้ว

คาดว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 นี้การฉีดวัคซีนในประเทศพัฒนาแล้วน่าจะครอบคลุมประมาณ 40-50% ของประชากรได้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจน่าจะฟื้นกลับมาได้เร็วสำหรับประเทศที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสรุนแรง จากเดิมที่จำเป็นต้อง Lock Down บางส่วนเป็นรอบๆ ก็สามารถกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติได้

ภาคธุรกิจที่เคยได้รับผลกระทบรุนแรงจะเริ่มกลับมาดำเนินธุรกิจและมีการจ้างงานอีกครั้ง สำหรับประเทศไทยนั้น คาดหวังนักท่องเที่ยวเริ่มทยอยกลับมาเที่ยวในช่วงกลางปี 2564 เป็นต้นไป แต่คงต้องใช้เวลากว่าที่นักท่องเที่ยวจะกลับไปที่ระดับก่อนการระบาดของโควิด-19 ที่ 40 ล้านคนต่อปี โดยในปี 2564 คาดการณ์นักท่องเที่ยวกลับมาประมาณ 6-7 ล้านคน

แม้ว่าวิกฤติจะเริ่มคลี่คลาย แต่รัฐบาลแต่ละประเทศยังคงต้องดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป โดยในฝั่งของสหรัฐนั้น แม้จะมีการเปลี่ยนผ่านประธานาธิบดีจากนายโดนัลด์ ทรัมป์มาสู่นายโจ ไบเดน แต่ยังคงคาดว่ารัฐบาลสหรัฐจะยังคงมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ออกมา มูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์

ส่วนในฝั่งของ FED นั้น นายพาวเวลล์ได้ส่งสัญญาณว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับต่ำต่อไป และทางธนาคารกลางจะยังคงมาตรการซื้อสินทรัพย์อย่างต่อเนื่องตามแผนการเดิม คือ เข้าซื้อตราสารหนี้ 8 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน และ MBS (Mortgage Backed Securities) 4 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน จนกว่าจะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ชัดเจน

เช่นเดียวกับในฝั่งของยุโรป ที่แต่ละประเทศยังคงมีมาตรการทางการคลังออกมาต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือธุรกิจและลูกจ้าง ในขณะที่ ECB เองมีแนวโน้มเพิ่มวงเงินการเข้าซื้อสินทรัพย์อีก 4 แสนล้านยูโร เพื่อเสริมสภาพคล่องแก่ระบบเศรษฐกิจ

สำหรับในประเทศไทยนั้น รัฐบาลได้มีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เช่น มาตรการคนละครึ่ง ที่ขยายระยะเวลาและเพิ่มจำนวนผู้ได้รับสิทธิรวมเป็นทั้งหมด 15 ล้านคน วงเงิน 3,500 บาทต่อคน รวมทั้งสองเฟส ใช้เม็ดเงิน 97,500 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.4% ของจีดีพี ซึ่งมาตรการดังกล่าวได้รับผลการตอบรับที่ดีทั้งจากประชาชนและร้านค้า จึงมีแนวโน้มที่รัฐบาลอาจเพิ่มมาตรการเฟสที่ 3 และ 4

ส่วนมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว “เราเที่ยวด้วยกัน” ที่ให้ส่วนลดค่าที่พัก และค่าตั๋วเครื่องบิน 40% รวมถึงให้คูปองค่าอาหารวันละ 600-900 บาท แม้จะยังไม่ได้รับผลการตอบรับมากนัก แต่ก็สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการในบางพื้นที่ที่เคยต้องพึ่งพิงนักท่องเที่ยวต่างชาติได้บ้าง ส่วนในฝั่งนโยบายการเงิน เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย น่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำต่อไป เนื่องจากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวดี และหากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นรวดเร็วเกินไป อาจเห็นแทรกแซงค่าเงินจาก ธปท.ได้ในระยะสั้น

ตลาดหุ้นไทยเริ่มเห็น Fund Flow ไหลกลับเข้ามาอีกครั้งตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ย. หลังจากที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยนักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยแล้วกว่า 4 หมื่นล้าน การกลับเข้ามาซื้อของนักลงทุนต่างชาติรอบนี้ น่าจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นไทย เนื่องจากเริ่มเห็นการปรับคำแนะนำของบริษัทหลักทรัพย์ต่างชาติที่เริ่มมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยมากขึ้น เนื่องจากแม้ว่า SET Index จะปรับตัวขึ้นมากในเดือนที่ผ่านมา

แต่ตลาดหุ้นไทย ณ ระดับปัจจุบันยังต่ำกว่าตอนต้นปี 2563 ที่ระดับ 1,580 จุด ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเช่น เวียดนาม ดัชนีหุ้นในปัจจุบันสูงกว่าระดับตอนต้นปีไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าปัจจุบันราคาหุ้นไม่ได้ถูกมาก ค่า PER ของตลาดหุ้นไทยในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 19 เท่า แต่การที่นักลงทุนยอมรับราคาหุ้นที่สูงขึ้นนั้น มาจากการคาดหวังการฟื้นตัวของผลประกอบการ อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ และสภาพคล่องในตลาดการเงินที่ยังมีอยู่สูง ทำให้นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนการลงทุนสูงมีทางเลือกในการลงทุนลดลง

การกลับมาระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย แม้ว่ามีแนวโน้มที่ผู้ติดเชื้อในรอบใหม่นี้จะสูงกว่าในรอบแรก แต่จากการที่กลุ่มผู้ติดเชื้ออยู่เป็นกลุ่มก้อน คนไทยมีความตื่นตัวและระมัดระวังต่อการแพร่เชื้อสูง รวมทั้งความคาดหวังวัคซีนที่น่าจะเริ่มมีใช้ในปี 2564 มาตรการ Lock down ที่ภาครัฐจะใช้ก็น่าจะเป็นการ Lock down บางพื้นที่หรือบางธุรกิจ ไม่ได้ Lock down เต็มที่เหมือนในช่วงการระบาดรอบแรก และนักลงทุนมีประสบการณ์จากการระบาดรอบแรกแล้ว ทำให้ผลกระทบจากการระบาดรอบนี้ต่อตลาดหุ้นไม่น่าจะรุนแรงมากนัก

โดยภาพรวมแล้ว การลงทุนในปี 2564 น่าจะมีแนวโน้มสดใสขึ้นมากกว่าปี 2563 และหากเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง ก็มีโอกาสที่จะทำให้ SET Index ปรับตัวขึ้นถึงระดับ 1,600 จุด ได้อีกครั้ง โดยหุ้นของบริษัทที่มีการเติบโตดี มีการฟื้นตัวอย่างชัดเจนจากปี 2563 น่าจะเป็นหุ้นกลุ่มที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากที่สุด

แต่นักลงทุนควรระมัดระวังในการเลือกลงทุน โดยเลือกลงทุนในหุ้นที่มีการฟื้นตัวแล้วผลประกอบการมีกำไร ไม่ว่าจะเป็นจากขาดทุนแล้วกลับมามีกำไรหรือมีกำไรน้อยแล้วกำไรเติบโตขึ้นมาก มากกว่าหุ้นที่มีการฟื้นตัวจากขาดทุนมากเป็นขาดทุนน้อย เพราะบริษัทเหล่านี้อาจจะยังมีความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่องทางการเงิน หรืออาจจะต้องใช้เวลามากขึ้นกว่าผลประกอบการจะกลับมาเป็นกำไร และหากตลาดมีความผันผวน หุ้นกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะปรับตัวลงได้มากกว่าหุ้นกลุ่มที่ผลประกอบการมีกำไร

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง