“พุทธิพงษ์”หวังปั้นเบียดดีแทคขึ้นเบอร์ 3
ทั้งนี้ ปัจจุบันลูกค้าทีโอที โมบาย มีอยู่ 1.8 แสนราย ส่วน มาย บาย แคท อยู่ที่ 2.5 ล้านราย เมื่อนำมาบริหารจัดการร่วมกันรวมเป็น “ เอ็นที โมบาย” ก็มีความคาดหวังจะเข้าไปมีบทบาทสำคัญที่จะแข่งขันกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ และในระยะยาวตั้งเป้าขึ้นอันดับ 3 แทนบมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) โดยแนวทางการรวมเป็นแบรนด์เดียวจะไม่ให้ลูกค้าได้รับผลกระทบแต่อย่างใด ซึ่งแม้ว่าลูกค้าจะถือซิมของใครอยู่ระบบจะโรมมิ่งเบ้าหากันและจะสามารถใช้งานได้ปกติ ส่วนลูกค้าบรอดแบนด์ปัจจุบัน ทีโอทีมีลูกค้า 1.5 ล้านราย ส่วนกสทฯมีอยู่ 2-3 แสนราย ก็พร้อมนำมาขายพ่วงหรือบันเดิลไปกับโทรศัพท์มือถือได้ ซึ่งก็จะพยายามรักษาฐานลูกค้าและส่วนแบ่งทางการตลาดเอาไว้ให้ได้
“การร่วมเป็นเอ็นทีวันที่ 7 ม.ค.นี้ ความชัดเจนของธุรกิจโมบายต้องมีแล้ว ซึ่งตอนนี้ดูว่าเราจะนำ คลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ ที่เหลือคาปาซิตี้ 30% และคลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์ เหลือคาปาซิตี้ 40% จะมาร่วมกับคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ ของกสทฯที่มีคาปาซิตี้ เหลืออยู่ 30% รองรับได้ 10 ล้านเลขหมาย ดังนั้นการทำตลาดก็คงเน้นไปที่กลุ่มลูกค้ารัฐ ราชการ หรือขายไปพร้อมกับเน็ตบ้าน”
รัฐมนตรีดีอีเอส กล่าวอีกว่า ภาพในอนาคตของเอ็นทีหลังจากควบรวมแล้ว จะเป็นบริษัทที่มีโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรมากที่สุด โดยมีมูลค่าสินทรัพย์มากถึง 300,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.เสาโทรคมนาคมรวมกันกว่า 25,000 ต้นทั่้วประเทศ 2.เคเบิ้ลใต้น้ำระหว่างประเทศ 9 ระบบ 3.ถือครองคลื่นความถี่หลักเพื่อให้บริการรวม 6 ย่านมีปริมาณ 600 เมกะเฮิรตซ์ 4.ท่อร้อยสายใต้ดินมีระยะทางรวม 4,000 กิโลเมตร 5.สายเคเบิ้ลใยแก้วนำแสง 4 ล้านคอร์กิโลเมตร 6.ดาต้า เซ็นเตอร์ 13 แห่ง และ 7.ระบบโทรศัพท์ระหว่างประเทศที่เข้าถึงได้จากทุกเลขหมายในโลก
ดังนั้น ดีอีเอสจะผลักดันอย่างเต็มที่ และจะร่วมวางนโยบาย โดยเฉพาะด้านการพัฒนาทักษะบุคลากรแก่พนักงานเดิมให้สามารถทำงานภายใต้บทบาทและโครงการใหม่ๆ โดยเมื่อควบรวมเสร็จแล้ว เอ็นทีจะกลายเป็นบริษัทโทรคมนาคมที่มีศักยภาพในการให้บริการโดยเฉพาะเรื่อง โมบาย ธุรกิจ 5จี และ ดาวเทียม โดยหลังจากควบรวมเสร็จในเดือนม.ค.2564 และโครงสร้างการบริหารลงตัวทุกอย่างแล้ว ภายในก.พ.-มี.ค.จะเริ่มเห็นบริการอย่างเป็นรูปธรรมจากเอ็นที





