รู้จัก 6 ทักษะเพื่ออนาคต

รู้จัก 6 ทักษะเพื่ออนาคต
13 ธันวาคม 2563 | โดย แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ  | คอลัมน์ Think out of the box
2,439

รู้จัก 6 ทักษะแห่งอนาคต แนวทางสำคัญที่จะทำให้เราปรับตัวรอดได้ โดยเฉพาะเมื่อประสบกับภาวะวิกฤติและความไม่แน่นอน ซึ่งทำให้เจ้าของธุรกิจและผู้บริหารจำเป็นต้องปรับตัวขนานใหญ่

ทุกวันนี้หากมีโอกาสสอบถามเด็กรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบมาสัก 5-10 ปีว่า ได้ใช้ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาในการทำงานยุคปัจจุบันนี้มากน้อยเพียงใด คำตอบที่ได้มักจะคล้ายคลึงกันนั้นคือ “น้อยมาก” เพราะทฤษฎีหรือวิชาการที่เรียนรู้มานั้นไม่ค่อยทันกับสถานการณ์ความเป็นไปของโลกธุรกิจในทุกวันนี้สักเท่าไรนัก

เช่นเดียวกับคนที่เรียนจบมานานกว่า เช่น 10-20 ปีที่ให้คำตอบคล้ายกันว่า ความรู้ในด้านวิชาการนั้นสู้เรื่องของความคิดเชิงตรรกะที่สมเหตุสมผล รวมถึงเรื่องทัศนคติเชิงบวกไม่ได้เลย ซึ่งสถาบันการศึกษาบ้านเรา ที่สร้างสมดุลเรื่องเหล่านี้ได้ดีย่อมบ่มเพาะบัณฑิตให้เติบโตมาเป็นคนคุณภาพในสังคมจนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานทุกวันนี้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกสถาบันที่ทำเช่นนั้นได้ เพราะส่วนใหญ่แล้วเรายังเคยชินกับการนำเอาเนื้อหาความรู้ในอดีตมาสอนนิสิตนักศึกษาปัจจุบัน เพื่อหวังให้เขานำเอาความรู้ที่ได้ไปใช้งานในอนาคต ซึ่งแนวคิดแบบนี้อาจถูกต้องและเหมาะสมกับยุคก่อนหน้านี้ที่สังคมยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก

ลองจินตนาการถึงยุคร้อยกว่าปีที่แล้ว ที่สถาบันการศึกษาในวันนั้นต่างก็ใช้องค์ความรู้ที่ได้รับมาจากผู้ทรงภูมิปัญญาในอดีต เมื่อลูกศิษย์ลูกหาได้รับการถ่ายทอดความรู้ต่างๆ แล้วก็สามารถนำไปใช้ในการทำงานได้ทันทีเพราะโลกในยุคนั้นมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก

วิวัฒนาการที่เกิดขึ้นจากยุคพ่อมาสู่ยุคลูกแทบจะไม่มีการเปลี่ยนสาระความรู้ใดๆ ความรู้จากรุ่นพ่อ จึงสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อรุ่นลูกมากมาย การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญๆ ที่ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นนานๆ ครั้ง จนในหนึ่งชั่วอายุคนแทบจะไม่เจอการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่พลิกชีวิตของแต่ละคนให้เปลี่ยนแปลงได้เลย

ตรงข้ามกับทุกวันนี้ที่ความรู้ในอดีตเมื่อ 10-20 ปีที่แล้วในบางสาขาวิชาชีพแทบจะใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เพราะภูมิทัศน์ทางธุรกิจ สังคม และอุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ทฤษฎีต่างๆ ที่เคยใช้ได้ผลกลับกลายเป็นสูญเปล่าเพราะมีสิ่งใหม่ๆ เข้ามาแทนที่

เหลือเพียงความคิดเชิงตรรกะที่นิสิตนักศึกษาได้รับทางอ้อมจากการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น ที่ช่วยให้เขาปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าคนอื่น ขณะที่คนที่ขาดความคิดในเชิงตรรกะจะปรับตัวได้ยากและถูกคนรุ่นใหม่แซงหน้าไปเรื่อยๆ 

การพัฒนาความคิดเชิงตรรกะสามารถทำได้ทุกช่วงทุกวัย ไม่จำกัดว่าต้องบ่มเพาะในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น ขอเพียงมีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นด้านวิชาการแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องสำคัญที่เราสามารถเรียนรู้ควบคู่ไปได้นั่น คือ 

ประการแรก การทำงานเป็นทีมหรือ Co-operation ซึ่งโลกในยุคปัจจุบันสะท้อนให้เราเห็นแล้วว่า คนที่ประสบความสำเร็จล้วนต้องอาศัยทีมงานที่แข็งแกร่ง และต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมอย่างเหนียวแน่น ซึ่งในทุกวันนี้ครูบาอาจารย์ก็พยายามสอนให้เด็กรุ่นใหม่ทำงานเป็นทีมได้ตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อปลูกฝังแนวคิดดังกล่าว

สำหรับบางคนที่ถนัดในการทำงานด้วยตัวคนเดียวก็ต้องปรับทัศนคติให้เปิดรับการทำงานร่วมกับผู้อื่นก่อนเป็นอันดับแรก นั่นคือต้องมั่นใจว่า 2 แรงย่อมได้ผลคุ้มค่ากว่าแต่การจะเริ่มทำเช่นนั้นได้ต้องเปิดใจรับการเปลี่ยนแปลง และยอมรับผู้อื่นให้ได้เสียก่อนการเปลี่ยนแปลง และยอมรับผู้อื่นให้ได้เสียก่อน

ประการที่ 2 คือการสื่อสารหรือ Communication เพราะหากมั่นใจว่าเรามีความคิดและแผนงานที่ดีเยี่ยมแล้ว การจะทำให้สำเร็จได้ก็จำเป็นต้องถ่ายทอดให้คนอื่นรับรู้ได้อย่างทะลุปรุโปร่งซึ่งต้องอาศัยการถ่ายทอดความคิดซึ่งก็คือการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ

สองข้อแรกนี้มีความสัมพันธ์กันเพราะหากมั่นใจว่าตัวเองเก่งแต่เพียงลำพัง ก็มักจะคิดว่าไม่จำเป็นต้องสื่อสารกับใคร สุดท้ายแล้วแนวคิดของเราก็ไม่มีวันได้รับการผลักดันเพราะไม่มีใครเห็นความสำคัญจนค่อยๆ จมหายไปในที่สุด

ทักษะที่สาม นั่นคือเนื้อหาสาระหรือ (Context) ซึ่งจะเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้มีคนเข้ามาหาตัวเราเพื่อพบปะพูดคุยอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยเรื่องทั่วไป หรือเรื่องงาน ซึ่งเราจะเห็นคนบางคนมีบุคลิกลักษณะที่ชวนให้มีคนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยเสมอ

บุคลิกดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ย่อมมาจากคนที่เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นผู้อื่นอยู่เสมอ และยังรู้จักเรียบเรียงความคิดเพื่อถ่ายทอดต่อให้ผู้อื่นฟังได้ง่ายๆ ทำให้คนที่มาแลกเปลี่ยนความคิดด้วยเกิดความสบายใจและอยากพูดคุยด้วยบ่อยๆ

ทักษะประการที่สี่คือ ความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ซึ่งต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และมีกระบวนการสังเคราะห์ความคิดที่ดี ไม่ใช่การคิดสะเปะสะปะไปทุกอย่างจนขาดแนวทางที่ชัดเจน

เพราะความคิดของคนปกติทั่วไปจะเป็นการคิดแบบกระจัดกระจาย ไม่ได้เชื่อมโยงความคิดในแต่ละส่วนเข้าด้วยกัน การคิดเชิงวิพากษ์จะทำให้เราคิดเรียงลำดับก่อนหลังและเล็งเห็นผลว่าหากคิดและทำเช่นนี้แล้วผลที่ได้จะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นเป็นทอด ๆ

ทักษะที่ห้าคือ มีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทักษะที่ต้องอาศัยประสบการณ์และการบ่มเพาะมายาวนาน แม้บางคนจะชอบใช้ทางลัดด้วยการทำตามอย่างคนอื่นซึ่งเห็นผลเร็วกว่าเพราะ ไม่ต้องลงทุนลงแรงคิดค้นอะไรใหม่ ๆ แต่การเลียนแบบคนอื่นจะสร้างความสำเร็จได้ในระยะสั้นเท่านั้น

การมีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์เป็นของตัวเอง ย่อมสร้างความได้เปรียบอย่างยั่งยืนมากกว่าเพราะย่อมได้รับโอกาสใหม่ๆ ก่อนคนอื่น ในขณะที่คนเลียนแบบทำได้เพียงเป็นผู้ตามในลำดับที่ 2, 3, 4 ...ซึ่งไม่ใช่ตัวเลือกแรกของผู้บริโภคแน่นอน

เจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารที่มีทักษะในการสร้างนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ย่อมมีความสามารถในการนำองค์กรด้วยสิ่งแปลกใหม่ และแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ได้เสมอและไม่หวั่นแม้จะมีบริษัทอื่นเลียนแบบเพราะเขาย่อมมีแนวทางใหม่เป็นของตัวเองได้ตลอดเวลา

ทักษะที่หกคือ มีความสามารถในการสร้างความเชื่อมั่น หรือ Confident เพราะหากเราไม่มั่นใจในตัวเองแล้ว โอกาสที่จะสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าหรือนักลงทุนก็คงน้อยลงไปเรื่อยๆ ดังนั้น ก่อนที่จะขายความเชื่อมั่นให้กับใครเราจึงต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งและเชื่อมั่นในตัวเองให้ได้เสียก่อน

เราจะเห็นความเชื่อมั่นในตัวเองของเด็กรุ่นใหม่ที่สะท้อนตัวตนออกมาเป็นธุรกิจใหม่ๆ ที่สำเร็จได้เพราะความเชื่อมั่นของตัวเอง จนหล่อหลอมกลายเป็นความมุ่งมั่นที่พร้อมเอาชนะปัญหาและอุปสรรคมากมายได้สำเร็จ

โดยเฉพาะในทุกวันนี้ที่เรากำลังประสบกับภาวะวิกฤติมากมาย ทั้งโรคโควิด-19 และความผันผวนจากภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทำให้เจ้าของธุรกิจและผู้บริหารจำเป็นต้องปรับตัวขนานใหญ่ ซึ่งทักษะแห่งอนาคตทั้ง 6 ประการนี้จะเป็นแนวทางสำคัญให้เราปรับตัวรอดได้

แม้จะเป็นภาวะที่ยากลำบาก แต่เราก็ย่อมหาหนทางที่ไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้ในที่สุดหากมองหาแก่นแท้ของตัวเองให้เจอและปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงให้เร็วที่สุด

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags: