background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

โค้งสุดท้ายปลายปี 'ลดหย่อนภาษี' ปี 63 'ช้อปดีมีคืน SSF และ RMF'

โค้งสุดท้ายปลายปี 'ลดหย่อนภาษี' ปี 63 'ช้อปดีมีคืน SSF และ RMF'

เปรียบเทียบชัดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขระหว่างมาตรการ "ช้อปดีมีคืน" กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เพื่อมองหาการลงทุนช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี 2563 "ลดหย่อนภาษี"

เมื่อใกล้ถึงสิ้นปี ก็เริ่มเข้าสู่การเตรียมตัวเพื่อวางแผนการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดา ซึ่งปีนี้รัฐบาลก็ได้ออกมาตรการและสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านโครงการ “ช้อปดีมีคืน” โดยสามารถนำค่าสินค้าและค่าบริการภายในประเทศมาใช้สิทธิค่าลดหย่อนภาษีเงินได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุด 30,000 บาท

นอกจากนี้ในกลุ่มของค่าลดหย่อนหมวดการลงทุน ก็ยังได้มีมาตรการส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบการออม นั่นก็คือกองทุนรวมเพื่อการออม (Super Savings Fund : SSF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF) ซึ่งการลงทุนดังกล่าวก็สามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาได้เช่นกัน ในบทความนี้จะขอสรุปหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในกลุ่มค่าลดหย่อน ดังกล่าวข้างต้น เพื่อให้ได้พิจารณาวางแผนการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับปีภาษี 2563

  • “ช้อปดีมีคืน” ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอย่างไร?

- โครงการช้อปดีมีคืน ให้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทย (ไม่รวมคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญ) และผู้ใช้สิทธิในโครงการช้อปดีมีคืนจะต้องไม่ได้เป็นผู้รับสิทธิ์ตามโครงการคนละครึ่งหรือโครงการให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

- กำหนดมูลค่าการซื้อสินค้าบริการสูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท สามารถนำมูลค่าสินค้าและบริการนี้มาหักจากเงินได้ที่ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2563 (ซึ่งจะยื่นเสียภาษีในเดือนมีนาคมปี 2564)

*เงื่อนไขที่สำคัญ

•ผู้ขายต้องออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ซื้อบุคคลธรรมดาได้ ยกเว้น สินค้า 3 ประเภทที่ไม่ต้องมีใบกำกับภาษีแต่มีเพียงใบเสร็จรับเงินก็สามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้คือ หนังสือเป็นเล่ม, หนังสือแบบ e-book และสินค้า OTOP

•ค่าสินค้าหรือค่าบริการดังกล่าว จะไม่รวมถึง

1.สุรา เบียร์ ไวน์

2.ยาสูบ

3.น้ำมันและก๊าซสำหรับเติมพาหนะ

4.ค่าซื้อรถยนต์ ซื้อรถจักรยานยนต์ และซื้อเรือ

5.ค่าซื้อหนังสือพิมพ์และนิตยสาร 

6.E-Magazine และ E-Newspaper

7.ค่าบริการจัดนำเที่ยวที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์

8.ค่าที่พัก โรงแรม

*ก่อนใช้สิทธิควรพิจารณาว่าตนเองอยู่ในกลุ่มผู้เสียภาษีที่ฐานภาษีเท่าใดเพราะเงื่อนไขการคืนภาษีของ โครงการช้อปดีมีคืนนั้นจะได้มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับว่ารายได้เราตกอยู่ในฐานภาษีเท่าใดนั่นเอง

 

หลักเกณฑ์และเงื่อนไขในกลุ่มกองทุนรวมเพื่อการลดหย่อนภาษี ปี 2563 สรุปได้ดังนี้ 

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ 

(Retirement Mutual Fund : RMF)

เงื่อนไขการลงทุนเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับ RMF ที่ซื้อตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป

กองทุนรวมเพื่อการออม 

(Super Savings Fund : SSF)

-จำนวนเงินลดหย่อนภาษี 

ลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 500,000 บาท ทั้งนี้ เมื่อรวมกับกลุ่มกองทุนสำหรับเกษียณ ได้แก่ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.), กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน, เบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ, กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) หรือ กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

ลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท  ทั้งนี้ เมื่อรวมกับกลุ่มกองทุนสำหรับเกษียณ ได้แก่ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.), กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน, กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF), เบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ หรือกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

-เงินลงทุนขั้นต่ำ

ไม่มีกำหนดจำนวนขั้นต่ำในการซื้อกองทุน ฯแต่ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี โดยต้องไม่ระงับการซื้อหน่วยลงทุนเกินกว่า 1 ปีติดต่อกัน

ไม่มีกำหนดจำนวนขั้นต่ำในการซื้อกองทุนฯไม่ต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี ซื้อปีไหนก็ลดหย่อนภาษีปีนั้น  

-ระยะเวลาการถือครอง

ต้องถือครองไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ซื้อหน่วยลงทุนครั้งแรก และถือจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์

ถือครองไม่น้อยกว่า 10 ปีนับตั้งแต่วันที่ซื้อหน่วยลงทุน

-นโยบายการลงทุน

ลงทุนหลักทรัพย์ได้ทุกประเภท