‘ดิเอโก้ มาราโดน่า’ รำลึกตำนานเทพลูกหนังแห่งศตวรรษ

‘ดิเอโก้ มาราโดน่า’ รำลึกตำนานเทพลูกหนังแห่งศตวรรษ
26 พฤศจิกายน 2563 | โดย ภานุพงศ์ วัฒนเสรีกุล
5,985

ทั่วโลกทั้งในและนอกวงการฟุตบอล ต่างร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของ “ดิเอโก้ มาราโดน่า” อัจฉริยะลูกหนังระดับตำนาน กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ขอพาทุกคนร่วมรำลึกมรดกบนฟลอร์หญ้า และเส้นทางชีวิตทั้งในและนอกสนามของเขา

“ผมเป็นคนที่ไม่ดำก็ขาวไปเลย ในชีวิตผมไม่เคยทำตัวสีเทา” คือคำพูดอันจริงใจไร้การปรุงแต่งที่ ดิเอโก้ มาราโดน่า เคยกล่าวไว้เมื่อหลายปีก่อน

เจ้าของฉายา “เสือเตี้ย” ชาวอาร์เจนตินาซึ่งเสียชีวิตด้วยวัย 60 ปีเมื่อวันพุธ (25 พ.ย.) แทบไม่เคยปิดบังบุคลิกด้านมืดและนิสัยเสียของตัวเอง และสำหรับแฟนบอลบางส่วน เขาอาจไม่ใช่ไอดอลลูกหนังที่เล่นใสสะอาดเหมือนกับนักเตะตำนานคนอื่น ๆ เช่น “เปเล่” ราชาฟุตบอลแห่งบราซิล

ย้อนไปช่วงกว่า 30 ปีก่อน มาราโดน่ากลายเป็นดาวเตะระดับโลกทันที หลังพาทีม “ฟ้าขาว” อาร์เจนตินาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1986 ที่เม็กซิโกเป็นเจ้าภาพ

160632810884

 

  • ศิลปินลูกหนังบนฟลอร์หญ้า

แม้มาราโดน่ามีรูปร่างเตี้ย ซึ่งดูจะเป็นข้อเสียเปรียบในการเล่นฟุตบอล แต่เขาชดเชยจุดนี้ด้วยความแข็งแกร่งและความว่องไวในสนาม

นอกจากนี้ มาราโดน่ายังเป็นผู้เล่นที่ดุดันและเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว เมื่อใดก็ตามที่ได้บอล เขาจะไม่ยอมให้ฝ่ายตรงข้ามหยุดง่าย ๆ แม้จะถูกรุมเล่นงานก็ตาม

เหนือสิ่งอื่นใด เสือเตี้ยยังมีทักษะลูกหนังจัดจ้านและมีช็อตมหัศจรรย์ให้แฟนบอลได้อ้าปากค้างอยู่เสมอ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง: ย้อนเหตุการณ์ 'หัตถ์พระเจ้า' ตำนานลูกหนัง ‘ดิเอโก้ มาราโดน่า’

“ไม่มีประสบการณ์ไหนดีไปกว่าการได้ดูลูกฟุตบอลเวลาอยู่กับเท้าซ้ายของเขาอีกแล้ว” ฮอร์เก บัลดาโน อดีตเพื่อนร่วมทีมชาติอาร์เจนตินากล่าวยกย่องมาราโดน่า

อย่างไรก็ตาม แม้มาราโดน่าจะถูกจดจำในฐานะเทพลูกหนัง แต่เขามีชื่อเสียงด้านลบในการควบคุมตัวเองทั้งในและนอกสนาม และเคยประสบปัญหาติดยาเสพติดโดยเฉพาะโคเคน รวมถึงปัญหาน้ำหนักเกินมาแล้ว

 

  • เริ่มต้นจากศูนย์

มาราโดน่า หรือชื่อเต็มว่า ดิเอโก้ อาร์มันโด้ มาราโดน่า เกิดเมื่อวันที่ 30 ต.ค. 1960 ในเมืองลานุส ไม่ไกลจากกรุงบัวโนสไอเรสและเติบโตในพื้นที่ยากจนที่สุดของเมืองหลวงอาร์เจนตินา

160633177712

ก่อนอายุครบ 16 ปีไม่กี่วัน เสือเตี้ยได้ลงเตะเกมฟุตบอลอาชีพครั้งแรกกับสโมสรอาร์เจนติโนส จูเนียร์สเมื่อปี 1976 และประเดิมสนามในนามนักเตะทีมชาติครั้งแรกเมื่อเดือน ก.พ. 1977 ซึ่งขณะนั้นเขาอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น

ตลอดชีวิตค้าแข้ง มาราโดน่าได้ร่วมทัพฟ้าขาวสู้ศึกฟุตบอลโลก 4 ครั้ง รวมถึงในปี 1986 ที่เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล

 

  • ฝันให้ไกลและไปถึง

“ผมมีความฝัน 2 อย่าง” มาราโดน่าเปิดใจกับสื่อท้องถิ่นตอนอายุ 17 ปี “อย่างแรกคือ ได้ลงเล่นฟุตบอลโลก และอย่างที่สองคือ คว้าแชมป์โลกให้ได้”

ปี 1979 มาราโดน่าพาทีมชาติอาร์เจนตินาชุดอายุไม่เกิน 20 ปี คว้าแชมป์โลกในญี่ปุ่น และเขายังได้รับรางวัล “ลูกบอลทองคำ” ในฐานะผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนท์นั้นด้วย

ต่อมา เสือเตี้ยลงเล่นฟุตบอลโลกครั้งแรกให้ทีมชาติชุดใหญ่ในปี 1982 ที่สเปนเป็นเจ้าภาพ แต่ครั้งนั้นไม่น่าจดจำนัก

160633731126

ในเกมรอบแบ่งกลุ่มรอบสองกับบราซิล มาราโดน่าโดนใบแดงไล่ออกจากสนาม เพราะไปนอกเกมใส่ฝ่ายตรงข้ามขณะทีมตามหลังอยู่ 0-3 หลังหัวเสียจากการถูกกองหลังแซมบ้าเสียบหนักตลอดทั้งเกม

ผลสุดท้ายอาร์เจนตินาพ่ายบราซิลไป 1-3 และตกรอบทันที ส่วนมาราโดน่าปิดฉากทัวร์นาเมนท์นี้ด้วยความทรงจำอันเจ็บปวด

อย่างไรก็ตาม เขามาล้างอายได้ในฟุตบอลโลกครั้งถัดมาในปี 1986 ที่เม็กซิโก โดยพาอาร์เจนตินาคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ หลังเอาชนะเยอรมนีตะวันตก 3-2 ในนัดชิงชนะเลิศ

160633180043

แต่เกมที่สร้างชื่อให้กับดาวเตะซ้ายพิฆาตไม่ใช่นัดชิงชนะเลิศที่เขามีส่วนแอสซิสต์ประตูชัย หรือนัดรองชนะเลิศกับเบลเยี่ยมที่เขาเหมา 2 ประตู แต่เป็นแมตช์รอบ 8 ทีมสุดท้ายกับทีม “สิงโตคำราม” อังกฤษ หนึ่งในเจ้าลูกหนังยุคนั้น ที่อาร์เจนตินาชนะ 2-1 จากการเหมายิงคนเดียวของมาราโดน่า

ประตูแรกเกิดขึ้นในนาที 51 ขณะที่ปีเตอร์ ชิลตัน ผู้รักษาประตูของอังกฤษกระโดดจะชกบอลแถวหน้าปากประตู มาราโดน่าซึ่งมีส่วนสูงน้อยกว่าชิลตัน 7 นิ้ว กลับกระโดดตัดหน้าพร้อมทำท่าเหมือนจะโหม่ง ก่อนอาศัยความไวและใช้ “มือ” สะกิดบอลสวนตัวชิลตันเข้าประตูไปแบบเนียน ๆ ชนิดที่ผู้ตัดสินยังมองไม่ทัน ยกเว้นกล้องถ่ายทอดสดที่จับภาพไว้ได้

จะว่าไป ถ้าหากยุคนั้นมี VAR คงไม่มีช็อตในตำนานให้กล่าวถึงจนทุกวันนี้

160633733281

จากนั้นอีก 4 นาที เสือเตี้ยก็โชว์ความเทพเลี้ยงบอลจากแดนตัวเองกระชากหนีผู้เล่นอังกฤษ 6 คนรวมถึงโกล์ ก่อนยิงประตูที่สองให้ทีมฟ้าขาว

หลังจบเกมที่ฟ้าขาวชนะสิงโตคำราม 2-1 มาราโดน่าบอกว่า ประตูแรกที่เขาทำได้ ส่วนหนึ่งมาจากศีรษะตัวเองและอีกส่วนหนึ่งจาก “หัตถ์พระเจ้า”

ขณะที่ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า (FIFA) ตั้งฉายาให้กับประตูที่มาราโดน่ารับบทพ่อเลี้ยงเดี่ยวยิงใส่ทีมอังกฤษอย่างเหนือชั้นว่า “ประตูแห่งศตวรรษ”

นอกจากนี้ มาราโดน่ายังรับรางวัลลูกบอลทองคำ และตำแหน่งรองดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนท์หลังยิงได้ 5 ประตู น้อยกว่าดาวซัลโวอย่าง “แกรี่ ลินนิเกอร์” ที่ยิงให้ทีมชาติอังกฤษไป 6 ประตู

 

  • ผู้เล่นแห่งศตวรรษ

ในช่วงเวลากว่า 25 ปีต่อมา มาราโดน่ามีโอกาสคุมทีมระดับสโมสร 6 ทีมทั้งในอาร์เจนตินา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเม็กซิโก และยังได้คุมทีมฟ้าขาวระหว่างปี 2008-2010 ด้วย

อย่างไรก็ตาม ผลงานของเสือเตี้ยในฐานะกุนซือทีมชาติไม่ได้สวยหรูตามความคาดหวังของแฟนบอล โดยเคยคุมทีมแพ้โบลิเวียด้วยสกอร์ขาดลอยถึง 1-6 และแม้จะพาทีมไปเล่นฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ แต่ก็โดน “อินทรีเหล็ก” เยอรมนีถล่มยับ 4-0 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

160633517235

ท่ามกลางวิบากกรรมทั้งในและนอกสนาม ทั้งช่วงเป็นนักเตะและโค้ช อย่างน้อย มาราโดน่ายังคงเป็นตำนานลูกหนังที่แฟนบอลรักและยกย่องอยู่เสมอ

ในปี 2000 ฟีฟ่าจัดผลสำรวจออนไลน์ให้แฟนบอลทั่วโลกโหวตเลือก “นักเตะแห่งศตวรรษ” และปรากฏว่า มาราโดน่าได้รับคะแนนโหวตท่วมท้นถึง 54% ขณะที่เปเล่ได้ 18% ตามมาเป็นอันดับ 2

แต่สุดท้ายแล้ว ฟีฟ่าเลือกถนอมน้ำใจ 2 ตำนานด้วยการประกาศให้ทั้งคู่ได้ตำแหน่งนักเตะแห่งศตวรรษร่วมกัน

ถึงแม้โลกฟุตบอลยุคปัจจุบันจะมีนักเตะระดับโลกรุ่นใหม่อย่าง “คริสเตียโน โรนัลโด” และ “ลิโอเนล เมสซี” รันวงการอยู่ แต่แฟนบอลจำนวนมากทั่วโลก จะไม่มีวันลืมชื่อ ดิเอโก้ มาราโดน่า ได้อย่างแน่นอน

“Rest in Peace, Legend.”

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง