โควิดฉุดกำลังซื้อหาย ธุรกิจรับสร้างบ้านหดตัว25%

โควิดฉุดกำลังซื้อหาย ธุรกิจรับสร้างบ้านหดตัว25%

พีดี เฮ้าส์ เผยพิษโควิดกระทบเศรษฐกิจ กำลังซื้อ ทำตลาดรับสร้างบ้านปีนี้หดตัว 25% เซกเมนต์บ้านราคา 2-5ล้านบาทกระทบหนักสุดถึง 40% คาดลามถึงปี64

นายพิศาล ธรรมวิเศษ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจรับสร้างบ้าน บริษัท พีดี เฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดกล่าวว่า ราคา5 -10ล้านบาทลดลง 25% และราคา10 ล้านบาทขึ้นไปลดลง15% ส่วนต่างจังหวัดกำลังซื้อลดลง10%โดยราคา2-5ล้านบาทลดลง20% ราคา5-10ล้านบาทลดลง 15% ส่วนราคา10 ล้านบาทขึ้นไปกำลังซื้อกลับเพิ่มขึ้น 10%

"แม้ภาพรวมธุรกิจชะลอตัวแต่มีผู้ประกอบการรายใหม่และรายย่อยเข้ามามากผ่านช่องทางออนไลน์จูงใจด้วยข้อเสนอราคาต่ำกว่าตลาดออกมาในตลาด "

นายพิศาล ประเมินว่า ธุรกิจรับสร้างบ้านในปี 2564 จะได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อผู้บริโภคลดลงตามภาวะเศรษฐกิจประเทศ ความไม่แน่นอนในสถานการเมือง และสถานการณ์โควิดระลอกสอง ทำให้คนที่ต้องการสร้างบ้านเกิดความกังวลชะลอการสร้างบ้าน ดังนั้นผู้ประกอบการเร่งปรับตัวให้สามารถอยู่รอดด้วยการมีจุดขายแตกต่างเพื่อสร้างความได้เปรียบคู่แข่ง สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่-พื้นที่ใหม่ ในระดับราคาที่ลูกค้ายอมรับได้

ในส่วนของบริษัทจึงได้ปรับโครงสร้างออกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก ธุรกิจรับสร้างบ้าน โดย ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่/ผู้ลงทุน ประกอบด้วย บริษัทในเครือ 14 บริษัท อาทิ ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป (ชลบุรี), ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป (พิษณุโลก), ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป (นครราชสีมา) ฯลฯ ภายใต้ ศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ หลังจากก่อนหน้านี้ ปทุมดีไซน์ฯ ได้เข้าไปซื้อกิจการหรือร่วมลงทุนโดยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่กับแฟรนไชส์รับสร้างบ้านรายเดิม เพื่อช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้ภาวะตลาดที่กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง รวมถึงสามารถขับเคลื่อนธุรกิจให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน


ส่วนกลุ่มที่สอง กลุ่มบริหารสิทธิ์ตราสินค้าและสนับสนุนธุรกิจรับสร้างบ้าน โดย ปทุมดีไซน์ ดีเวลลอป ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่/ผู้ลงทุน ประกอบด้วย บริษัทในเครือ 3 บริษัท ได้แก่ “พีดี เฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล” ทำหน้าที่บริหารแบรนด์พีดีเฮ้าส์, “พีดี สยามซัพพลาย แอนด์ เซอร์วิส” เป็นบริษัทในเครือที่ดูแลการซื้อวัสดุก่อสร้าง และ“เฌอ-วาด อาคิเทค”เป็นบริษัทออกแบบครบวงจร


นอกจากนี้ บริษัทยังเน้นเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่-พื้นที่ใหม่ รวมถึงทำการตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงเพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันมีแผนขยายสาขาเพิ่มอีก 3-4 สาขา ในไตรมาสแรกจะเปิดสาขาจังหวัดพิจิตร และนครนายก และมีแผนที่จะไปเปิดที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี, อุดรธานี, ราชบุรี และกรุงเทพฯโซนตะวันออก คาดว่าเป้ายอดขาย1,000 ล้านบาทใกล้เคียงกับปี 2563