ไทยเตรียมหารือวัคซีนโควิด19กับบริษัทไฟเซอร์ฯปลายพ.ย.นี้

ไทยเตรียมหารือวัคซีนโควิด19กับบริษัทไฟเซอร์ฯปลายพ.ย.นี้
10 พฤศจิกายน 2563
495

สถาบันวัคซีนฯเผยวัคซีนโควิด-19ของไฟเซอร์ประสิทธิผล 90 % ถือว่าสูง ฮูตั้งเป้าแค่ 50 % นักวิทย์ทั่วโลกติดตามต่อประสิทธิผลจะอยู่นานแค่ไหน ระบุไทยมีแผนหารือร่วมบริษัทไฟเซอร์ฯปลายพ.ย.นี้ ขณะที่ส่งผลดีต่อวิจัยวัคซีนของจุฬฯเป็นชนิดเดียวกัน สามารถเทียบเคียง-

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีบริษัทไฟเซอร์ อิงค์ของประเทศสหรัฐอเมริกา และไบโอเอ็นเท็คเยอรมนี เปิดเผยความสำเร็จในการผลิตวัคซีนโควิด-19 ที่มีประสิทธิผลในการป้องกันโรคมากกว่า 90% ว่า ข้อมูลนี้บอกใน 4 เรื่องได้แก่ 1.เพิ่มความหวังอย่างมากที่จะมีวัคซีนใช้ในเร็ววัน จากที่การวิจัยวัคซีนชนิด mRNAของบริษัท ไฟเซอร์ฯมีแนวโน้มที่ดี 2.วัคซีนโควิด-19 ชนิดmRNAมีความหวังมากขึ้น จากที่ต้นทางใกล่จะถึงจุดบอกความสำเร็จ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้คาดหวังประสิทธิผลสูงถึง 90 % ซึ่งองค์การอนามัยโลกตั้งเป้าประสิทธิผลเพียง 50 % โดยบริษัทจะต้องติดตามในอาสาสมัครอีกประมาณครึ่งหนึ่งอย่างต่อเนื่องให้เห็นประสิทธิผลชัดเจน เพื่อนำสู่การขึ้นทะเบียนวัคซีนในประเทศสหรัฐอเมริกามากขึ้น


3.วัคซีนมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง และมีความน่าเชื่อมั่น เพราะจากอาสาสมัคร 43,000 คน ได้วัคซีนครบแล้วกว่า 38,000 คน ซึ่งมีข้อมูลความปลอดภัยเป็นที่น่าพอใจ และ4.จากนี้บริษัทฯต้องมีการติดตามประสิทธิผลอีกระยะหนึ่งให้มั่นใจประสิทธิผลของวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดตามว่าประสิทธิผล 90 % ของวัคซีนจะลดลงหรือไม่ อยู่นานเท่าไหร่ และเมื่อฉีดครบ 2 เข็มแล้วต้องฉีดกระตุ้นหรือไม่


“ในส่วนของประเทศไทยมีการวิจัยวัคซีนชนิดmRNAรูปแบบเดียวกับของบริษัทไฟเซอร์ฯเช่นกัน ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเตรียมที่จะมีการวิจัยในมนุษย์ราวเดือนม.ค.-ก.พ. 2564 ซึ่งการที่บริษํทไฟเซอร์ฯวิจัยมาถึงขั้นนี้จะเป็นการค้นพบว่าภูมิคุ้มกันตัวไหนที่เป็นตัวกำหนดป้องกันโรค ทำให้การวิจัยในไทยสามารถตรวจเลือดเทียบเคียงภูมคุ้มกันที่เป็นตัวกำหนดได้ชัดเจนขึ้น เป็นการทำให้งานวิจัยในไทยเดินหน้าได้อย่างมั่นใจมากขึ้น นอกจากนี้ ในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพ.ย.นี้ ไทยจะมีการหารือกับบริษัทไฟเซอร์ณฯเกี่ยวกับข้อมูลเชิงลึกของวัคซีนนี้ ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถตัดสินใจเชิงนโยบายได้ชัดเจนมากขึ้น “นพ.นครกล่าว


ด้าน พญ.สุชาดา เจียมศิริ ผู้อำนวยการกองโรคป้องกันด้วยวัคซีน กรมควบคุมโรค กล่าวว่า คร. อยู่ระหว่างการจัดเรียงความสำคัญกลุ่มเสี่ยงที่ต้องได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในกรณีมีวัคซีนแล้ว ซึ่งแน่นอนว่า กลุ่มแรกที่จะได้รับ คือ บุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยง ส่วนกลุ่มอื่นๆ อยู่ระหว่างการพิจารณา ต้องมีข้อมูลทั้งอัตราการป่วย อัตราการเสียชีวิต โดยจะนำข้อมูลจากต่างประเทศมาประกอบ คาดว่าทั้งหมดจะชัดเจนภายในสิ้นเดือน ธ.ค.นี้ จากนั้นจึงจะเสนอต่อคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติพิจารณาต่อไป และเนื่องจากประเทศไทยจัดหาวัคซียนให้ครอบคลุม 50 %ของประชากร หรือ 30 ล้านคน ซึ่งกลุ่มที่จะมีการจัดลำดับการให้วัคซีนจะไม่ถึงจำนวน 30 ล้านคน เพราะฉะนั้น มีความเป็นไปได้ที่ประชาชนที่ไม่ใช่กลุ่มแรกที่อยู่ในลำดับการให้วัคซีนอาจจะขอติดต่อรับวัคซีนได้ แต่ขึ้นอยู่กับปริมาณวัคซีนที่จะเข้าประเทศด้วย
//////////////

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง