ต่างประเทศ

รางวัล 3 สิ่งที่รออยู่ สำหรับผู้ชนะการเลือกตั้งสหรัฐ

ไม่ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ หรือโจ ไบเดน ใครจะได้นั่งเก้าอี้ผู้นำสหรัฐ มี 3 สิ่งที่จะต้องเจออย่างแน่นอน นั่นคือสถานการณ์โควิด-19 ในสหรัฐที่ยังคงรุนแรง รวมถึงผลจากการใช้มาตรการ QE ขณะเดียวกับต้องเผชิญประเทศคู่แข่งอย่างจีนที่กลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

ศึกเลือกตั้งของประธานาธิบดีสหรัฐ ก็มาสู่ช่วงสุดท้ายกันแล้ว โดยนักวิเคราะห์ต่างก็มองว่า ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะก็คงไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดมากนัก เพราะนโยบายของแต่ละคนก็สนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมแตกต่างกันไป อีกทั้งในภาวะที่เศรษฐกิจฟื้นตัว หากโจ ไบเดนได้รับชัยชนะก็จะยังไม่รีบขึ้นภาษีหรือใช้นโยบายที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวช้าลงไป โดยกว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวและดำเนินนโยบายได้เต็มรูปแบบนั้นคงต้องรอถึงไตรมาส 2 ปีหน้า

ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะสิ่งที่รออยู่สำหรับประธานาธิบดีสหรัฐ ก็คือรางวัลที่อาจไม่อยากได้เท่าไรนัก 3 อย่าง นี้

1.COVID-19 - ปัจจุบันสหรัฐก็ยังเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตสูงสุด ถึงแม้ว่าเราจะเห็นอัตราการเสียชีวิตที่ค่อนข้างต่ำและมีวิธีการรักษาจาก COVID-19 จากข่าวที่ ปธน.ทรัมป์ ได้รับเชื้อและสามารถรักษาหายได้ก็ตาม แต่วัคซีนที่เป็นความหวังในการฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนนั้นยังมีความคืบหน้าที่ล่าช้าจากผลข้างเคียงที่เกิดกับอาสาสมัครและถึงแม้จะยังสามารถคิดค้นได้สำเร็จกระบวนการผลิตและกระจายวัคซีนก็ต้องใช้เวลา โดยยิ่งวัคซีนออกมาช้าเท่าไหร่เศรษฐกิจก็ยิ่งฟื้นตัวช้าเท่านั้น

2.Rise of China - จากปัญหา COVID-19 ส่งผลให้หลายอุตสาหกรรมของสหรัฐกระทบอย่างรุนแรง ในขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างจีนกลับฟื้นตัวได้รวดเร็วเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และเริ่มบุกหนักขึ้นโดยจากนโยบาย “Dual circulation” ที่จะเน้นภายในทั้งด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและกระตุ้นการบริโภคกับภายนอกที่จะยังเปิดประเทศให้มีการค้าขายทั่วโลกและดึงดูดให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในจีน โดยจะเห็นได้ชัดว่าทางฝั่ง Asia ที่ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตสินค้า ร้านค้าออนไลน์ หรือสื่อต่างๆ นั้นจะเป็นบริษัทจีนที่มีความนิยมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Lazada, Shopee หรือ Xiaomi เป็นต้น

หากจีนยังสามารถเติบโตได้ด้วยความรวดเร็วเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง ผมมองว่าเราจะเห็นพันธมิตรของประเทศจะแบ่งเป็นสองด้านที่ชัดเจนมากขึ้น ระหว่างตะวันตกคือ สหรัฐ ญี่ปุ่น และกลุ่มประเทศในยุโรป ในฝั่งตะวันออกคือ จีน และพันธมิตรฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางประเทศ

3.Debt - หลังจากการแก้ปัญหาด้วยการใช้มาตรการ QE ตั้งแต่ยุค Hamburger crisis ก็ดูเหมือนจะเป็นเครื่องมือที่ใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้รวดเร็วทันใจ แต่แม้การทำ QE จะแก้ปัญหาระยะสั้นในปัจจุบันได้ดี แต่ก็สร้างปัญหาในระยะยาวให้กับสหรัฐเช่นกัน โดยสัดส่วนอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (Debt to GDP) จากที่เคยอยู่ระดับ 60% ก็เพิ่มขึ้นมาระดับ 100% ในช่วงปี 2008 -2010 ที่มีการใช้ QE เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งในขณะที่หนี้ก้อนเก่ายังไม่สามารถลดได้ การมาของ COVID-19 ก็ทำให้เราเห็นตัวเลขดังกล่าวในระดับ 135% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดของสหรัฐ

การกู้มานั้นไม่ใช่เรื่องผิดถ้าหาก Productivity ของประเทศยังโตเร็วกว่าหนี้สิน หากเทียบให้เข้าใจง่ายคือ การที่ดอกเบี้ยของหนี้ดังกล่าวอยู่ที่ 2% แต่ GDP มีการเติบโต 3% ก็จะมีส่วนต่างมาลดภาระหนี้ตรงนี้ได้ปีละ 1% แต่แน่นอนว่าปีนี้ GDP คงติดลบจากผลกระทบโควิด-19 นอกจากนั้นธุรกิจในสหรัฐ อุตสาหกรรมต่างๆ ก็อาจไม่ฟื้นตัวไปอีก 1-2 ปีข้างหน้า สหรัฐจะยังคงสามารถเพิ่ม Productivity หรือลดภาระหนี้ได้หรือไม่ ระหว่างที่จีนก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นเรื่องที่ผู้ชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ต้องปวดหัวไม่น้อยเลยทีเดียว

จากรางวัล 3 อย่างที่ผู้ชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ หากมองในมุมของการลงทุน เราก็จะเห็นได้ว่า แม้สหรัฐจะยังต้องแก้ปัญหาในประเทศอีกสักระยะ แต่กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ที่เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มเดียวที่มีการเติบโตเพียงพอจะเป็นอาวุธในการต่อกรกับประเทศคู่แข่งอย่างจีน และเป็นกลุ่มที่จะทำให้ GDP สหรัฐเติบโตต่อเนื่องต่อไปนั้น จะยังเป็นกลุ่มที่ผู้ชนะในการเลือกตั้งคงยังไม่เข้าไปแตะจนกว่าจะแก้ปัญหาผู้ติดเชื้อ และวัคซีน COVID-19 ได้

เหตุผลเหล่านี้จึงทำให้เรายังคงมุมมองเป็นบวกต่อการลงทุนในจีนและกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐ เพราะในโลกการลงทุนแม้ Noise หรือข่าวการเลือกตั้งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รายวัน แต่ปัจจัยพื้นฐานนั้นไม่สามารถเปลี่ยนได้ชั่วข้ามคืนครับ