background-default

วันพุธ ที่ 14 มกราคม 2569

Login
Login

'Kitchen Therapy' สุขภาพจิตดี เพราะ 'ทำอาหาร' บ่อย

'Kitchen Therapy' สุขภาพจิตดี เพราะ 'ทำอาหาร' บ่อย

ทำความรู้จักแนวคิด "Kitchen Therapy" หรือ "ครัวบำบัด" การผ่อนคลายที่ไม่ใช่แค่อิ่มท้อง แต่ยังช่วยให้ "สุขภาพจิตดี" ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เราอาจเคยได้ยินเรื่องการบำบัดโรคด้วยน้ำ หรือ "วารีบำบัด" การบำบัดจิตใจด้วยธรรมชาติ ฯลฯ นอกจากสิ่งเหล่านี้ยังมีเรื่องใกล้ตัวที่สามารถช่วยบำบัดหรือเยียวยาจิตใจด้โดยไม่ต้องเดินทางไปไหนไกลๆ หรือไม่ต้องไปสถานบำบัดสุขภาพ เพียงแค่เดินเข้าครัว” 

"กรุงเทพธุรกิจออนไลน์" พาไปทำความรู้จักกับ "Kitchen Therapy" หรือ "ครัวบำบัด" กุญแจดอกสำคัญที่ทำให้คุณหลีดกหนีจากความเหนื่อยล้าสะสม และทำให้หลายเป็นคน "สุขภาพจิตดี" ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

หลายคนชอบทำอาหารรับประทานเอง แม้ว่าอาชีพการงานของพวกเขาจะไม่ได้ข้องเกี่ยวกับด้านอาหารเลยก็ตาม (พูดง่ายๆ ว่าไม่ใช่เชฟหรือพ่อครัว) สาเหตุที่ทำให้คนกลุ่มนี้ขลุกอยู่กับครัวทุกครั้งที่มีเวลาว่าง หรืออยู่ในห้วงวันหยุดสุดสัปดาห์ นั่นเป็นเพราะ "ห้องครัว" และ "อาหาร" ทำให้พวกเขารู้สึกผ่อนคลาย หายเหนื่อย แม้หลายคนจะส่ายหัวและมองว่าการทำอาหารเป็นเรื่องเหนื่อยหนัก

"หลังวันทำงานอันยาวนาน หนึ่งในวิธีที่ฉันชอบที่สุดในการผ่อนคลายคือการหั่นผักสำหรับมื้อเย็น การสับมีดลงกับเขียงทำให้จิตใจของฉันสงบลงและปลอบประโลมจิตวิญญาณ การทำอาหารคือการทำสมาธิ และหลังจากนั้นเราจะได้รับประทานอาหารที่ดี"

Ellen Kanner นักเขียนด้านอาหารผู้เขียนบทความเรื่อง Feeding the Hungry Ghost กล่าวใน Phychology Today ถึงสาเหตุที่เธอกลายเป็นคนรักการทำอาหารตัวยง จนต้องเข้าครัวทำอาหารกินเองหลังเลิกงานเป็นประจำ เพราะเธอสัมผัสถึงพลังบำบัดเวลาเข้าครัวมานานแล้ว

“การเตรียมอาหารไม่เหมือนอย่างอื่นที่ฉันทำในแต่ละวัน มันเป็นการบำรุงและเป็นศูนย์กลางที่ทำให้ฉันชะลอตัวและมีสมาธิ” เอลเลน แคนเนอร์ กล่าว

แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับ เอลเลน แคนเนอร์ แต่ยังยืนยันได้ในทางการแพทย์ ซึ่งปัจจุบันการบำบัดด้วยการทำอาหารเป็นวิธีการรักษาที่คลินิกสุขภาพจิตและในสำนักงานนักบำบัดจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ 

160224203621_1

"Kitchen Therapy" หรือ "ครัวบำบัด" หรือ "การบำบัดด้วยการทำอาหาร" ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาภาวะสุขภาพจิตและพฤติกรรมที่หลากหลาย รวมถึงภาวะซึมเศร้า, ความวิตกกังวล, ความผิดปกติของการกิน, สมาธิสั้น, และการเสพติดต่างๆ 

แน่นอนว่า "Kitchen Therapy" ไม่ใช่แค่เดินเข้าไปในครัวแล้วหยิบอาหารมากิน แต่หมายถึงการ "ปรุงอาหาร" หรือ "ทำอาหาร" ด้วยตัวเอง เพื่อรับประทานเอง หรือรับประทานกับครอบครัว "ครัวบำบัด" จะช่วยบำรุงสุขภาพจิตใจของผู้ที่จดจ่ออยู่กับมันในทุกๆ กระบวนการ เริ่มตั้งแต่การหาวัตถุดิบ เตรียมวัตถุดิบ ปรุงอาหาร ชิมรส และรับประทานอาหาร โดยสิ่งที่เกิดขึ้นชัดเจนหลังจากบำบัดจิตใจด้วยการทำอาหาร พบว่ามีข้อดีมากมาย ดังนี้

  • ช่วยคลายเครียด 

การพยายามจดจ่อในกระบวนการทำอาหารอาจไม่ได้ทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นได้โดยตรง แต่จะเกิดในทางอ้อม เมื่อคุณจดจ่อกับช่วงเวลานี้คุณจะไม่ครุ่นคิดถึงเรื่องราวในอดีต หรือกังวลเกี่ยวกับปัญหาในอนาคต นับเป็นอีกหนึ่งการบริหารจิต ที่ช่วยให้มีสติ ช่วยลดความเครียดในชีวิตได้แบบบางคนอาจไม่รู้ตัว

Jackson Connor อธิบายไว้ใน galoremag ว่า “การทำอาหารช่วยบรรเทาความเครียดและความวิตกกังวลได้แทบจะในทันที อาหารเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากชีวิตประจำวันของมนุษย์ได้ อย่างไรก็ตาม.. ความรู้สึกง่ายๆ ของการมีเนื้อสัตว์และผักที่ร้อนระอุบนกระทะก็ส่งผลกระทบต่อฉันในระดับอารมณ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น”

ยิ่งไปกว่านั้นการบำบัดด้วยการทำอาหาร ยังช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ สะท้อนจาก Norman Sussman ผู้อำนวยการโครงการรักษาอาการซึมเศร้าที่ NYU School of Medicine เขาอธิบายว่า "การพยายามมีส่วนร่วมกับคนที่รู้สึกหดหู่ ด้วยการทำอาหารเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยม ในช่วงเวลาที่คุณลงมือทำอาหารจะช่วยหลีกเลี่ยงสภาวะซึมเศร้าได้จริงๆ เช่น ความเฉื่อย, การขาดพลังงาน, การขาดโฟกัส, การขาดความสนใจ" 

160224203621

  • ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ได้ความภูมิใจ 

คนที่ชอบทำอาหาร มักจะมีทักษะในการทำอาหารเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ และผลพลอยได้ที่จะตามมาจากการเข้าครัวบ่อยๆ อีกอย่างก็คือ ทำให้มี "ความคิดสร้างสรรค์" มากขึ้นตามไปด้วย เกิดทักษะในการคิดเมนูอาหารใหม่ๆ จากวัตถุดิบที่จำกัด การปรุงแต่งรสชาติทีเหมาะสมได้โดยไม่ต้องเปิดสูตร รวมไปถึงการจัดจานที่น่ารับประทานไม่แพ้ร้านอาหารที่ช่วยกระตุ้นให้คนร่วมโต๊ะมีความสุขตามไปด้วย

Ellen Kanner บอกอีกว่า "ผู้คนเริ่มเบื่อกับการทำสูตรอาหารที่พยายามทำให้มันออกมาเหมือนในช่องสอนทำอาหาร ไม่มีใครบอกว่าคุณจำเป็นต้องทำแบบนั้น จงสนุกกับกระบวนการนี้และไม่ต้องกังวลกับความสมบูรณ์แบบ"

นั่นหมายความว่า การทำอาหารคือการเรียนรู้ การลองผิดลองถูก ยอมรับความผิดพลาด และพยายามแก้ไขปัญหาอย่างมีสติ ซึ่งแน่นอนว่าซอฟต์สกิลเหล่านี้จะช่วยให้คนที่ทำอาหารบ่อยๆ นำไปประยุกต์ใช้กับงานอื่นๆ ได้ด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น สุขภาพจิตของคนที่ทำอาหารเองจะดีขึ้นอีก เมื่อรู้สึกพอใจกับอาหารที่ทำ และได้รับคำชมเชยจากคนที่ได้ลิ้มลอง ที่ยิ่งกระตุ้นให้อยากทดลองทำอาหารบ่อยๆ เกิดความคิดสร้างสรรค์​ใหม่ๆ ที่อาจจะไม่ได้จำกัดแค่ในห้องครัว แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้

  • สุขภาพกายที่ดี 

อาหารดี สุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี ปฏิเสธไม่ได้ว่าธรรมชาติสร้างให้กายและใจของมนุษย์ทำงานอย่างสอดคล้องกัน คนที่ชอบทำอาหารส่วนใหญ่ รู้ดีว่าวัตถุดิบที่ใช้ปรุงอาหารแต่ละเมนูมาจากไหน ปลอดภัยต่อสุขภาพหรือไม่ ซึ่งการปรุงอาหารเอง เป็นทางเลือกที่ทำให้ควบคุมคุณภาพอาหารได้ในราคาที่ต่ำกว่าร้านอาหาร ซึ่งหากทำอาหารได้รสชาติดี ถูกปาก แถมทำจากวัตถุดิบที่ดีต่อสุขภาพบ่อยๆ สิ่งที่ตามมาคือสุขภาพกายที่ดี ที่จะส่งเสริมให้สุขภาพจิตใจดีขึ้นตามไปด้วย

เชฟ Mariah Carey และ Pierce Brosnan และผู้เขียน Recipe for a Delicious Life ให้นิยามข้อดีในการทำอาหารในมุมมองของพวกเขาว่า "หัวใจหลักของการทำอาหารคือการทำสมาธิในทุกๆ ขั้นตอน พร้อมกับการรับประกันว่าจะได้รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพเป็นรางวัล" 

160224203615

  •  ความสัมพันธ์ที่ดี 

สิ่งที่อย่างไม่น่าเชื่ออีกอย่างที่ได้จากการทำอาหารบ่อยๆ ก็คือ "ความสัมพันธ์ที่ดี" ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว เพื่อน เพื่อนร่วมงาน คนข้างบ้าน ฯลฯ เช่น การทำอาหารร่วมกับคู่หู ไม่ว่าจะเป็นสามีภรรยา ลูก หรือเพื่อนร่วมห้อง สามารถกระตุ้นการสื่อสารและความร่วมมือ "การรับประทานอาหารบนโต๊ะหมายถึงการละทิ้งความแตกต่างและความไม่พอใจและมุ่งเน้นไปที่งานที่ทำอยู่" Ellen Kanner นักเขียนด้านอาหารกล่าว 

นอกจากนี้ หากในครอบครัวคุณชอบอาหารไม่เหมือนกัน คุณยังจะได้ฝึกฝนทักษะการแก้ปัญหาความขัดแย้งขณะคิดเมนูอาหารได้อีกด้วย โดยคุณอาจจะพูดว่า "ฉันรู้ว่าคุณชอบมันฝรั่ง คืนนี้เราจะทำเมนูจากมันฝรั่งกันดีกว่า แต่คราวหน้าฉันอยากให้เรากินควินัว ความปรารถนาที่จะกินในไม่ช้าก็เร็วเป็นแรงจูงใจที่มีประสิทธิภาพในการประนีประนอม

ยิ่งไปกว่านั้น การแบ่งปันอาหารให้กับเพื่อนร่วมงานหรือคนใกล้ตัว นอกจากจะช่วยฝึกฝีมือในการทำอาหารให้พัฒนายิ่งๆ ขึ้นไปแล้ว ยังสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน ทำให้มีปฏิสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากการช่วยแนะนำเรื่องรสชาติอาหาร หรือขอบคุณน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ด้วย