การฟื้นตัวของกำไรของ 'บริษัทจดทะเบียน'

การฟื้นตัวของกำไรของ 'บริษัทจดทะเบียน'
25 กันยายน 2563 | โดย ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ | คอลัมน์ ทาลิส โฟกัส
688

หลังวิกฤติโควิด-19 ในไทย ลดทอนความรุนแรงลง กิจกรรมและกิจการต่างๆ กลับมาดำเนินการแทบจะเข้าสู่ภาวะปกติทั้งหมด บริษัทจดทะเบียนหลายแห่งเริ่มฟื้นตัวกลับมาทำกำไร โดยการฟื้นตัวนี้มีตั้งแต่ฟื้นอย่างรวดเร็วจนถึงช้าสุด แล้วสำหรับนักลงทุนควรจะเลือกอย่างไร?

เป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 การปิดเมืองและการเว้นระยะห่างทางสังคม ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลงไปค่อนข้างมาก ส่งผลกระทบไปทั่วทุกภาคธุรกิจ ทว่า ประเทศไทยค่อนข้างควบคุมการติดต่อของโรคได้ดี ทำให้ไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และยังควบคุมการแพร่ระบาดรอบ 2 ได้ค่อนข้างดี ประชาชนจึงเริ่มกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปรกติในปัจจุบัน

สำหรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเชิงลบนั้น การฟื้นตัวจะไม่พร้อมกัน กลุ่มธุรกิจที่ฟื้นตัวได้เร็วเนื่องจากได้รับผลกระทบไม่มากนักคือ กลุ่มเงินทุนหลักทรัพย์ในหมวดสินเชื่อทะเบียนรถยนต์และอื่นๆ ที่กำไรในครึ่งปีแรกก็ยังคงเติบโตในระดับ 2 หลัก และในครึ่งปีหลังน่าจะยังเติบโตได้มากกว่าครึ่งปีแรก จากสินเชื่อที่ยังเติบโตได้ดี จากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง และอัตราการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญไม่ได้สูงมากอย่างที่คาดไว้เดิม เนื่องจากลูกค้าของบริษัทในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ยังสามารถชำระค่างวดได้ มีเพียงส่วนน้อยที่เข้าโครงการพักชำระหนี้หรือลดค่างวด ทำให้กำไรสุทธิในปีนี้และปีหน้ายังมีแนวโน้มเติบโตสูง

อีกกลุ่มที่ฟื้นตัวได้เร็ว จากการที่ได้รับผลกระทบโดยตรงในไตรมาส 2 คือกลุ่มค้าปลีก ที่จำเป็นต้องปิดบริการบางสาขาในช่วง Lock Down แต่เมื่อเปิดให้บริการอีกครั้ง ดีมานด์ที่อั้นมาโดยเฉพาะสินค้าในกลุ่ม IT และวัสดุก่อสร้าง ทำให้ยอดขายกลับมาอย่างรวดเร็ว หลายๆ บริษัทมีผลประกอบการเป็นกำไรแม้จะถูกปิดสาขาไปกว่า 1.5 เดือน สำหรับแนวโน้มกำไรในปีหน้าน่าจะยังเติบโตและกลับมาสูงกว่าฐานกำไรในปี 2019 ได้

กลุ่มธุรกิจที่ภาพการฟื้นตัวเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ได้แก่ กลุ่มสื่อสาร ที่รายได้มีแนวโน้มค่อยๆ เพิ่มขึ้น แต่ยังไม่สู่ระดับปรกติ จากยอดเติมเงินและยอดขายซิมของนักท่องเที่ยวที่หายไป กลุ่มพลังงาน จากราคาน้ำมันที่แม้จะฟื้นจากไตรมาส 2 มาอยู่ที่ระดับ 42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (Brent) แต่ยังต่ำกว่าราคาในปี 2019 ที่ 60 ดอลลาร์มากนัก และแนวโน้มราคาน้ำมันในปีหน้าน่าจะยังอยู่ระดับบริเวณ 45-50 ดอลลาร์ จากภาวะ Oversupply ที่ยังกดดัน และปริมาณความต้องการใช้น้ำมันน่าจะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

ส่วนกลุ่มที่มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้า คือ กลุ่มท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร สปา โรงแรม หรือสายการบิน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสทั่วโลกยังคงแย่ลง ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันยังอยู่ในระดับกว่า 3 แสนราย ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อทั่วโลกมีรวมกันกว่า 30 ล้านคน ทำให้เป็นการยากมากที่ประเทศไทยจะเปิดรับนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้าประเทศได้อย่างเสรีเหมือนก่อน และแม้จะมีโครงการเปิดรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวระยะยาวและต้องกักตัว 14 วัน แต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามายังคงมีปริมาณน้อยมากและไม่มีนัยสำคัญ ทำให้แม้โรงแรมหลายๆ แห่งจะกลับมาเปิดให้บริการ แต่คงยังไม่สามารถมีจำนวนห้องพักที่ถึงจุดคุ้มทุนได้ อีกทั้งยังต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาที่ทุกคนต่างลดลงมาเพื่อดึงดูดให้มีลูกค้าเข้าบริการมากที่สุด กำไรของผู้ประกอบการโรงแรมจึงน่าจะฟื้นตัวได้ช้า

เช่นเดียวกับธุรกิจสายการบิน ที่ ณ ปัจจุบัน ยังไม่สามารถเปิดบริการเที่ยวบินต่างประเทศที่เป็นรายได้หลักได้ อีกทั้งปริมาณผู้โดยสารในแต่ละเที่ยวบินก็ลดจำนวนลงอย่างมากโดยเฉพาะในช่วงวันธรรมดา สายการบินจึงน่าจะยังมีผลประกอบการขาดทุน และต่อเนื่องไปยังธุรกิจสนามบิน เนื่องจากรายได้กว่าครึ่งแปรผันตรงกับจำนวนเที่ยวบินและจำนวนผู้โดยสาร ส่วนรายได้ที่มาจากค่าเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ก็ลดลงไปมากเช่นกันจากการลดค่าเช่าและค่าส่วนแบ่งรายได้ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการชั่วคราว

กลุ่มที่คาดว่าน่าจะฟื้นตัวได้ช้าที่สุด คือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากทุกกลุ่มธุรกิจเป็นลูกค้าหรือลูกหนี้ของธนาคาร และธนาคารมีการให้ความช่วยเหลือในการเว้นการเก็บค่างวด หรือลดค่างวดการผ่อนลงเพื่อเป็นการเยียวยาและชะลอการเกิดหนี้เสียในระบบ อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์แบบนี้ที่หลายๆ ธุรกิจต้องปิดตัว และคนหลายล้านคนต้องตกงาน จึงเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าธนาคารพาณิชย์จะต้องเผชิญกับปริมาณหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำในปัจจุบัน อัตราการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์น่าจะยังถูกกดดัน และกำไรอาจจะใช้เวลาถึง 3-4 ปีกว่าจะฟื้นกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับในปี 2019

SET Index ค่อย ๆ ซึมลงในระยะ 1-2 เดือนที่ผ่านมา หลังจากที่มีการดีดตัวกลับอย่างร้อนแรงในช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคม เนื่องจากตลาดหุ้นไทยขาดปัจจัยบวกใหม่ๆ อีกทั้งยังมีประเด็นการเมืองในประเทศที่ยังคอยกดดัน SET Index อยู่เป็นระยะ แม้ว่าหุ้นหลายๆตัว ราคาอาจไม่สัมพันธ์กับปัจจัยพื้นฐาน แต่การลงทุนในระยะนี้จึงควรเน้นลงทุนในหุ้นที่คาดว่ากำไรจะฟื้นตัวกลับมาได้เร็ว เพราะการลงทุนในบริษัทที่มีกำไรจะเป็นเกราะป้องกันนักลงทุนในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงครับ

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง