'ศรีตรังโกลฟส์' เร่งลงทุนรับ New normal มุ่งขึ้นเบอร์ 2 ผู้ผลิตถุงมือยางโลก

'ศรีตรังโกลฟส์' เร่งลงทุนรับ New normal มุ่งขึ้นเบอร์ 2 ผู้ผลิตถุงมือยางโลก
17 กันยายน 2563
2,367

“ศรีตรังโกลฟส์” รับกระแส New normal ดันความต้องการถุงมือยางโต 20% ต่อปี เร่งขยายกำลังการผลิตลงทุน 2.4 หมื่นล้านบาท ตั้งโรงงานเพิ่ม 7 แห่ง ภายในปี 2569 ตั้งเป้ากำลังการผลิตทะลุ 1 แสนล้านชิ้นภายในปี 2575 เร่งวิจัยพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

นางสาวจริญญา จิโรจน์กุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากวิกฤติโควิด-19 ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมถุงมือยางมากพอสมควร

โดยช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 อัตราการเติบโตของตลาดถุงมือยางอยู่ในระดับ 12% ต่อปี มาโดยตลอด แต่ในปี 2020 ในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ความต้องการของตลาดโลกได้เพิ่มเป็น 20% ต่อปี โดยในปีหน้าตลาดอาจจะโตต่ำกว่า 20% อยู่เล็กน้อย แต่ก็จะไม่กลับไปที่ 12% อีกแน่นอน

สำหรับความต้องการของถุงมือยางในตลาดโลกจะอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพราะวิกฤติโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิด New normal โดยพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป จากเดิมถุงมือยางจะใช้มากในกลุ่มทางการแพทย์ ได้เปลี่ยนไปโดยกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ธุรกิจบริการ เช่น สายการบิน ร้านอาหาร ต่างก็หันมาใช้ถุงมือยางกันมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยทางสุขอนามัย 

รวมไปถึงวงการสาธารณสุขในประเทศกำลังพัฒนาก็ได้รับการปรับปรุงมาตรฐาน ทำให้มีความต้องการใช้ถุงมือยางเพิ่มขึ้น ตลอดจนความตื่นตัวด้านสาธารณสุขเพื่อรองรับโรคอุบัติใหม่ ก็จะยิ่งทำให้ความต้องการใช้ถุงมือยางโตขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ความต้องการของตลาดโลกจะเพิ่มไม่ต่ำกว่า 15% ไปอีกนาน

ในขณะที่ฝั่งการผลิตถุงมือยางทั้งโลกได้ขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นได้ไม่มากนัก เพราะอุตสาหกรรมนี้ใช้เงินลงทุนสูง หากจะตั้งโรงงานผลิตถุงมือยางที่มีกำลังการผลิต 2,000-3,000 ล้านชิ้นต่อปี ซึ่งเป็นขนาดโรงงานที่คุ้มค่าต่อการลงทุนจะใช้งบประมาณในการก่อสร้างสูงกว่า 2,000 ล้านบาท และใช้เวลาก่อสร้างรวมทั้งติดตั้งเครื่องจักร ประมาณ 2 ปี 

และจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี ในการตรวจสอบมาตรฐานของประเทศต่างๆ ทั้งมาตรฐาน ในยุโรป มาตรฐานของสหรัฐ มาตรฐานของญี่ปุ่น มาตรฐานของจีน รวมไปถึงมาตรฐานสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย เป็นต้น นอกจากนี้เทคโนโลยีการผลิตยังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากปรับตัวได้ช้าก็จะก้าวไม่ทันเทคโนโลยีและไม่สามารถจะแข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่ที่ครองตลาดอยู่ได้

อุตสาหกรรมผลิตถุงมือยางเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมาก โดยเมื่อ 30 ปี ก่อน เครื่องจักรมีกำลังการผลิต 5,000 ชิ้นต่อชั่วโมง แต่ปัจจุบันเครื่องจักรสำเร็จรูปมีกำลังการผลิต 30,000–40,000 ชิ้นต่อเครื่องต่อชั่วโมง

ในขณะที่บริษัทศรีตรังโกลฟส์ฯ สามารถเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นเป็น 5 หมื่นชิ้นต่อเครื่องต่อชั่วโมง ทำให้ผู้ผลิตหน้าใหม่แข่งขันกับรายใหญ่ได้ยาก เห็นได้จากในช่วงที่โรคเอดส์ระบาดหนักในช่วงปี 2523–2534 ทำให้มีความต้องการถุงมือยางสูง ส่งผลให้มีโรงงานผลิตถุงมือยางเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ก็ค่อย ๆ ล้มหายไปจนเหลือรายใหญ่ไม่กี่แห่ง เช่นเดียวกับในมาเลเซียที่เป็นประเทศผลิตถุงมือยางอันดับ 1 ของโลก ก็เหลือผู้ผลิตรายใหญ่เพียง 4-5 ราย

จากความต้องการของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นมากนี้ ทำให้ “ศรีตรังโกลฟส์” ต้องเร่งเพิ่มกำลังการผลิตจากระดับ 88-90% เพิ่มเป็น 95% และในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ศรีตรังโกลฟส์ ก็ได้ขยายกำลังการผลิตไปแล้วถึง 30% ในโรงงานทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานที่ จ.ตรัง จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.สงขลา และได้เร่งโครงการลงทุนที่ได้วางแผนไว้แล้วจากเดิมที่จะเริ่มลงทุนในปี 2564 ต่อเนื่องไป 8 ปี โดยได้ปรับแผนให้เริ่มลงทุนทันทีในปีนี้ และจะลงทุนต่อเนื่องภายใน 6 ปีข้างหน้า 

160023513064

สำหรับปี 2563 จะตั้งโรงงานเพิ่ม 4 แห่ง ใช้เงินลงทุน 7,000 ล้านบาท จะแล้วเสร็จโรงงานแรกในไตรมาส 1 ปี 2564 โรงงานแห่งที่ 2 จะสร้างเสร็จในไตรมาส 4 ปี 2564 โรงงานแห่งที่ 3 จะสร้างเสร็จในปลายไตรมาส 4 ปี 2564 และโรงงานแห่งที่ 4 จะก่อสร้างเสร็จในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2565 ซึ่งโรงงานใหม่ทั้ง 4 แห่งนี้ จะมีกำลังการผลิตรวม 37,000 ล้านชิ้นต่อปี 

รวมกำลังการผลิตของ ศรีตรังโกลฟส์ ทั้งสิ้นจะมีจำนวน 70,000 ล้านชิ้นต่อปี นอกจากนี้ตั้งแต่ปี 2565–2569 จะทยอยสร้างโรงงานเพิ่มอีก 3 โรง รวมแล้วจะต้องใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 24,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้มีกำลังการผลิตรวมสูงถึง 1 แสนล้านชิ้นต่อปี

“ความต้องการของตลาดโลกได้เพิ่มขึ้นสูงมากจนเกิดภาวะขาดแคลน โดย ศรีตรังโกลฟส์ มีคำสั่งซื้อไปจนถึงปี 2565 หากสั่งซื้อถุงมือยางธรรมชาติวันนี้จะส่งของได้ในไตรมาส 4 ของปี 2564 หรือหากจะสั่งถุงมือยางสังเคราะห์ ก็จะได้ของกลางปี 2565 

ดังนั้น จึงได้ปรับแผนเร่งลงทุนให้เร็วขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาด ซึ่งการลงทุนในปัจจุบันจะสามารถคืนทุนได้ภายใน 2 ปี จากเดิมที่ใช้เวลาคืนทุน 4-5 ปี โดยแผนการเพิ่มกำลังการผลิตนี้ จะทำให้ภายในปี 2569 บริษัทฯจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตถุงมือยางใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากมาเลเซีย จากปัจจุบันที่อยู่ในอันดับ 3 ของโลก

นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ “ศรีตรังโกลฟส์” มีศักยภาพเหนือกว่าคู่แข่งรายอื่น เพราะมีบริษัทแม่ที่เป็นผู้ผลิตน้ำยางพาราธรรมชาติครบวงจร และยังมีบริษัทในเครือที่เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมในการวิจัยค้นคว้าและผลิตติดตั้งเครื่องจักรได้เอง ทำให้มีข้อได้เปรียบทั้งในเรื่องวัตถุดิบและเทคโนโลยี 

ในปัจจุบัน “ศรีตรังโกลฟส์” ใช้น้ำยางถึง 1.2 – 1.3 แสนตันต่อปี ซึ่งบริษัทแม่จะต้องจัดหาน้ำยางพาราเพิ่ม 15-20% ต่อปี เพื่อรองรับการผลิตถุงมือยางที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่บริษัทวิศวกรรม ก็ต้องออกแบบติดตั้งเครื่องจักรให้ทันต่อการขยายกำลังการผลิต รวมทั้งทีมงานด้านโลจิสติกส์ก็ต้องขยับตัวตาม เพื่อให้ขนส่งสินค้าได้ทัน

สำหรับ ผลิตภัณฑ์ของ “ศรีตรังโกลฟส์” ในขณะนี้ มีอยู่ 4 กลุ่ม ได้แก่ 

1.ถุงมือยางธรรมชาติแบบมีแป้ง 

2.ถุงมือยางธรรมชาติแบบไม่มีแป้ง 

3.ถุงมือยางไนไตรล์ (ยางสังเคราะห์)ซึ่งจะมีคุณสมบัติคงทนต่อสารเคมีและน้ำมัน ทำให้เหมาะสมในหลายวงการทั้งทางการแพทย์ และอุตสาหกรรมต่างๆ 

4.ถุงมือยางทางการแพทย์แบบปราศจากเชื้อด้วยรังสีแกมมา เหมาะกับงานด้านการแพทย์ที่ต้องการการปลอดเชื้อเป็นพิเศษ 

สำหรับสินค้าหลัก คือ ถุงมือยางธรรมชาติแบบมีแป้ง มีสัดส่วน 38% รองลงมาเป็นถึงมือยางไนไตรล์ มีสัดส่วน 35% และธรรมชาติแบบไม่มีแป้ง 27% ซึ่งถุงมือยางทั้งหมดนี้จะส่งออก 90% ที่เหลืออีก 10% เป็นการจำหน่ายภายในประเทศ โดยตลาดส่งออกหลักจะเป็นประเทศสหรัฐ รองลงมาจะเป็นประเทศจีน ซึ่งทั้ง 2 ประเทศนี้มีสัดส่วนประเทศละกว่า 10%

160023516167

“เราได้ทำการวิจัยพัฒนาถุงมือยางให้มีคุณภาพสูงขึ้น โดยพัฒนาตั้งแต่คุณภาพน้ำยางสูตรปริมาณโปรตีนต่ำ เพื่อลดความเสี่ยงสำหรับผู้แพ้โปรตีนในยางธรรมชาติและสร้างโอกาสการขยายไปตลาดถุงมือยางสังเคราะห์ได้"

ทั้งนี้ในส่วนถุงมือยางสังเคราะห์ยังวิจัยและพัฒนาให้มีคุณภาพขึ้นควบคู่กัน เนื่องจากตลาดโลกมีความต้องการถุงมือยางสังเคราะห์สูง เพื่อนำไปใช้ในทางการแพทย์ และอุตสาหกรรมต่างๆ เพราะมีความคงทนต่อสารเคมีและน้ำมันสูง โดยมีราคาสูงกว่าถุงมือยางธรรมชาติ 30% จึงเป็นโอกาสในการขยายตลาดถุงมือยางสังเคราะห์ให้มากขึ้นเช่นกัน

ส่วนของความเสี่ยงในธุรกิจนี้ มองว่ามีไม่มาก โดยประเด็นหลักจะเป็นเรื่องวัตถุดิบยางสังเคราะห์ที่ส่วนใหญ่จะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะที่ถุงมือยางสังเคราะห์มีความต้องการในตลาดโลกเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีความมั่นใจในการบริหารจัดการเรื่องนี้ได้ เพราะโรงงานผู้ผลิตยางสังเคราะห์ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน มาเลเซีย เกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น ต่างเป็นพันธมิตรธุรกิจมานาน ซึ่งพันธมิตรเหล่านี้ทราบถึงความต้องการ และแผนการขยายกำลังการผลิตของบริษัทฯ มาตลอด ทำให้จัดเตรียมและส่งวัตถุดิบยางสังเคราะห์ให้ได้อย่างเพียงพอ

นอกจากจะวิจัยพัฒนาการผลิตถุงมือยางแล้วยังวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต เช่น เครื่องจักรอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ รวมถึงคลังสินค้าระบบอัตโนมัติ เพื่อสร้างสมรรถนะและประสิทธิภาพการผลิตให้รวดเร็วตอบสนองต่อปริมาณความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีคุณภาพและมาตรฐาน 

รวมถึงช่วยลดต้นทุนมากขึ้น โดยเฉพาะการนำระบบอัตโนมัติไปใช้ในส่วนของสายการผลิต ฝ่ายบรรจุ และคลังสินค้าอัจฉริยะ โดยจะเพิ่มเซ็นเซอร์ตรวจจับถุงมือยางที่มีตำนิ ซึ่งจะเริ่มใช้ในโรงงานใหม่ รวมแล้วใช้งบวิจัยทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาทต่อปี

สำหรับภาพรวมในอุตสาหกรรมผลิตถุงมือยางในขณะนี้ประเทศมาเลเซียครองตลาดอันดับ 1 ของโลก มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 67% รองลงมาเป็นประเทศไทย มีส่วนแบ่งตลาด 19% รองลงมาเป็นประเทศเวียดนาม จีน และอินโดนีเซีย

ส่วนประเทศที่ผลิตน้ำยางพารามากที่สุดในโลก คือ ประเทศไทย รองลงมาจะเป็นประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย และอินเดีย ดังนั้นไทยจึงยังมีโอกาสอีกมากในการขยายกำลังการผลิตถุงมือยางในอนาคต เพราะมีความได้เปรียบในเรื่องวัตถุดิบน้ำยางธรรมชาติ

“ศรีตรังโกลฟส์” จะเดินหน้าขยายและพัฒนาผลิตภัณฑ์ถุงมือยางที่มีคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่ต่อเนื่องต่อไป เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้ยางธรรมชาติภายในประเทศและขยายอุตสาหกรรมถุงมือยางไทยในระดับโลกมากขึ้น ตามเป้าหมายของเราที่จะส่งมอบการ “ปกป้องทุกสัมผัส ด้วยความห่วงใย” สู่ทุกชีวิตทั่วโลก

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง