วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

กูรูเตือน ‘ทองคำ’ ใกล้จบรอบ แนะจับตา ‘3 สัญญาณ’ เสี่ยงถูกขายทำกำไร

กูรูเตือน ‘ทองคำ’ ใกล้จบรอบ แนะจับตา ‘3 สัญญาณ’ เสี่ยงถูกขายทำกำไร

“ทองคำ” ในประเทศพุ่งทำ “นิวไฮ” แตะระดับ 27,650 บาทต่อบาททองคำ หลัง “อีซีบี” อัดฉีดเงินกว่า 7.5 แสนล้านยูโร นักวิเคราะห์ประเมินราคาตลาดโลกมีลุ้นทะลุไฮเดิม 1,920 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะจับตา 3 สัญญาณเสี่ยงกดราคาในอนาคตวูบ

ความเคลื่อนไหวราคาทองคำในประเทศวานนี้ (22 ก.ค.) อิงจากสมาคมค้าทองคำ พุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 27,650 บาทต่อบาททองคำ โดยก่อนหน้านี้ราคาทองคำในประเทศเคยพุ่งขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 27,000 บาทต่อบาททองคำ เมื่อ 6 ก.ย. 2554 ซึ่งการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในประเทศเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของราคาทองคำโลกที่แตะจุดสูงสุดในรอบเกือบ 9 ปี ที่ระดับ 1,860 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ทั้งนี้ สาเหตุที่ราคาทองคำในประเทศทำจุดสูงสุดใหม่ แต่ราคาทองคำโลกยังไม่ทะลุจุดสูงสุดเดิมที่ราว 1,920 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นผลจากค่าเงินบาทในปัจจุบันที่อ่อนค่าลงเทียบกับเมื่อปี 2554 โดยราคาทองคำปัจจุบันอิงกับค่าเงินบาทที่ 31.61 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ปี 2554 ค่าเงินบาทอยู่ที่ 29.91 บาทต่อดอลลาร์

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า ราคาทองคำในประเทศขึ้นมาทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่บาทละ 27,750 บาท ทุบสถิติเก่าที่เคยทำไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนนักลงทุนที่คาดหวังว่าราคาจะขึ้นไปแตะระดับ 30,000 บาทต่อบาททองคำ โดยส่วนตัวมองว่ามีความเป็นไปได้ยาก เนื่องจากราคาในขณะนี้ขึ้นมาสูงมากแล้ว เบื้องต้นจึงต้องลุ้นขึ้นไปแตะระดับ 28,000 บาทต่อบาททองคำก่อน แต่ขณะเดียวกันต้องระวังแรงขายทำกำไรออกมาในช่วงนี้ด้วย

ด้านราคาทองคำตลาดโลกปัจจุบันอยู่ที่ราว 1,860 ดอลล์ต่อออนซ์ ประเมินแนวโน้มอาจจะขึ้นไปที่ 1,875 ดอลล์ต่อออนซ์ ส่วนจะทะลุ All New High เดิมได้หรือไม่นั้น ยังต้องรอประเมินอีกครั้ง

นางสาวเบญจมา มาอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจัยหนุนราคาทองคำในขณะนี้เป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งทางด้านการเงินและการคลัง โดยคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจส่งสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้า ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปได้อนุมัติกองทุนฟื้นฟู ด้วยวงเงินอัดฉีด 7.5 แสนล้านยูโร

“เมื่อเม็ดเงินเข้ามาในระบบมากขึ้น ทำให้ตลาดเริ่มคาดการณ์ว่าจะกระตุ้นให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น กดดันต่ออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงให้ติดลบ คล้ายกับปี 2552 – 2554 ซึ่งมีการวิตกว่า มาตรการ QE จะทำให้เกิดเงินเฟ้ออย่างรุนแรง (Hyper inflation) ส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งขึ้นแรง”

นอกจากนี้ เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 2 รวมถึงความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหรัฐและจีน เป็นส่วนที่สนับสนุนให้เกิดแรงซื้อเข้ามาในทองคำมากขึ้น อย่างกองทุนทองคำ SPDR นับแต่ต้นปีที่ผ่านมา เข้าซื้อทองคำไปแล้วถึง 326.05 ตัน ทำให้รวมถือครอง 1,219.75 ตัน โดยการเข้าซื้อรวมในปีนี้ใกล้เคียงกับปี 2552 ทั้งปี ซึ่งกองทุน SPDR เข้าซื้อ 353.39 ตัน

“แรงซื้อที่เข้ามาหนุนราคาทองคำขณะนี้ มีโอกาสจะผลักดันให้ราคาทองคำขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่ 1,920 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ในระยะสั้นอาจจะเกิดแรงขายออกมาได้ เมื่อพิจารณาจากสัญญาณทางเทคนิคซึ่งเกิดภาวะ ‘ซื้อมากเกินไป’ (Overbought)”

ทั้งนี้ นักลงทุนควรจะติดตามปัจจัยที่สำคัญ 3 ส่วน ซึ่งอาจจะเป็นสัญญาณเตือนได้ว่าการพุ่งขึ้นของราคาทองคำใกล้จะจบรอบ ได้แก่ การถือครองทองคำของกองทุน SPDR หากลองพิจารณาในอดีตเมื่อปี 2555 จะเห็นว่ากองทุน SPDR เริ่มลดสัดส่วนการถือครองทองคำลงอย่างมีนัยสำคัญ และลดต่อเนื่องในปี 2556 หากเป็นเช่นนี้ ราคาทองคำก็มีโอกาสจะปรับฐานลงมาได้

ถัดมาคือ การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ อาทิ การลดขนาดวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือการประกาศจะยุติการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งสถิติในอดีตที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเหล่านี้เป็นแรงหนุนสำคัญต่อการเพิ่มขึ้นของราคาทองคำ

ประการสุดท้าย คือ การคิดค้นวัคซีนและยารักษาโควิด-19 หากประสบความสำเร็จและสามารถกระจายวัคซีนได้อย่างทั่วถึง เชื่อว่าเศรษฐกิจทั่วโลกจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาดี และทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) จะเริ่มถูกเทขายทำกำไรออกมา

โดยภาพรวมแล้ว ประเมินว่าราคาทองคำยังมีโอกาสปรับขึ้นได้ต่อ โดยนักลงทุนอาจจะพิจารณาหาจังหวะเข้าสะสมหากราคาลดลงมาทดสอบแนวรับแรกบริเวณ 1,795 – 1,803 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือราว 26,800 บาทต่อบาททองคำ ส่วนแนวรับถัดไปคือ 1,763 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือราว 26,350 บาทต่อบาททองคำ