ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกทะลุหลัก 14 ล้านคน เมื่อวันศุกร์ เป็นครั้งแรกที่ติดเชื้อใหม่ 1 ล้านคนภายในเวลา 100 ชั่วโมง นักเศรษฐศาสตร์ชี้ เศรษฐกิจโลกยังเปราะบาง เสี่ยงฟื้นรูป W
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานวานนี้ (18 ก.ค.) ว่า นับตั้งแต่รายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายแรกในจีนเมื่อต้นเดือน ม.ค. ต้องใช้เวลาถึง 3 เดือนกว่าจำนวนจะทะลุหลัก 1 ล้านคน แต่ 1 ล้านคนล่าสุดจาก 13 ล้านคนเมื่อวันที่ 13 ก.ค.เพิ่มเป็น 14 ล้านคนในเวลาเพียง 4 วัน
สหรัฐ ที่มีผู้ติดเชื้อยืนยันแล้วกว่า 3.6 ล้านคน ยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันพุ่งขึ้นมากในการระบาดของโควิด-19 ระลอกแรก ตัวเลขวันพฤหัสบดี (16 ก.ค.) อยู่ที่วันละกว่า 77,000 คน สูงที่สุดในโลก ขณะที่สวีเดนมีผู้ติดเชื้อรวมตั้งแต่เริ่มระบาด 77,281 คน
แม้จำนวนผู้ติดโควิดในสหรัฐจะพุ่งสูงขึ้นมาก แต่ผู้คนก็เห็นต่างกันมากขึ้นทุกทีเรื่องการสวมหน้ากากเพื่อชะลอการแพร่ระบาด มาตรการป้องกันที่หลายประเทศใช้กันแล้ว
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และผู้สนับสนุนไม่รับรองการบังคับสวมหน้ากาก ทั้งยังเรียกร้องให้กลับมาทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามปกติรวมทั้งเปิดเรียนแม้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อสูงมากก็ตาม
สถานการณ์ในขณะนี้ หลายประเทศที่เคยระบาดหนักชะลอจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ได้แล้ว และกำลังผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ แต่อีกหลายๆ ที่ เช่น บาร์เซโลนาและเมลเบิร์น ต้องกลับมาปิดเมืองรอบ 2
องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) เผยว่า จำนวนผู้ติดโควิด-19 ทั่วโลกมากกว่าผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่รุนแรงในแต่ละปี
ผ่านไปเกือบ 7 เดือน โควิดคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 590,000 คน เกือบเท่าจำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกจากไข้หวัดใหญ่ใน 1 ปี ผู้เสียชีวิตจากโควิดคนแรกเมื่อวันที่ 10 ม.ค.ในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน จากนั้นการติดเชื้อและเสียชีวิตพุ่งสูงในยุโรปตามด้วยสหรัฐ
รอยเตอร์รวบรวมข้อมูลจากรายงานรัฐบาลพบว่า โควิดระบาดเร็วมากในทวีปอเมริกา ติดเชื้อกว่าครึ่งหนึ่งของโลกและเสียชีวิตครึ่งหนึ่งของทั้งโลก
ในบราซิล ประชาชนกว่า 2 ล้านคนตรวจโควิดได้ผลเป็นบวก รวมทั้งประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนาโร ผู้เสียชีวิตกว่า 76,000 คน
อินเดีย เป็นอีกเพียง 1 ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อเกิน 1 ล้านคน สัปดาห์ก่อนมีผู้ติดเชื้อใหม่ถึงเกือบ 30,000 คนต่อวัน
ประเทศเหล่านี้เป็นสาเหตุหลักทำให้เมื่อวันศุกร์ (17 ก.ค.) ดับเบิลยูเอชโอรายงานตัวเลขผู้ติดโควิดทั่วโลกวันเดียวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 237,743 คน เนื่องมาจากในประเทศมีศักยภาพตรวจหาเชื้อจำกัด ตัวเลขที่ปรากฏจึงเป็นเพียงเศษส่วนหนึ่งของทั้งหมดเท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญเผยว่า เป็นไปได้ที่ตัวเลขทางการทั้งการติดเชื้อและเสียชีวิตต่ำกว่าความเป็นจริง
ด้านนักเศรษศาสตร์จากบริษัทวิจัยไอเอชเอสมาร์กิต เผยว่า ผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในเขตเศรษฐกิจใหญ่อย่างสหรัฐ บราซิล และอินเดีย ตอกย้ำการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังเปราะบาง และเสี่ยงฟื้นเป็นรูป W
นายนริมาน เบรเวส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ไอเอชเอสมาร์กิต และน.ส.ซายา จอห์นสัน ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายเศรษฐกิจโลก เผยในรายงานเวิล์ดแฟลช ประจำเดือน ก.ค.ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้ขึ้นเล็กน้อย เป็นหดตัว 5.5% ข้อบ่งชี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายตัวฟื้นขึ้นมากในเดือน พ.ค.และมิ.ย. หลังจากดิ่งหนักและเข้าสู่ภาวะถดถอยครู่หนึ่ง คาดว่าในปี 2564 เศรษฐกิจจะกลับมาโต 4.4%
“กระนั้น ตรรกะเบื้องหลังการคาดการณ์ของเราที่ว่า ‘ขึ้นแล้วลง’ ยังไม่เปลี่ยน ผู้บริโภคและภาคธุรกิจยังคงระวังตัว จนกว่าหน่วยงานด้านการเงินการคลังจะมีมาตรการกระตุ้นเพิ่ม ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญไม่ให้การฟื้นตัวหายไปในเร็ววัน” เบรเวสและจอห์นสันกล่าว
เว็บไซต์ซีเอ็นบีซีรายงานว่า ตั้งแต่วิกฤติโควิดเริ่มต้นรัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกต่างออกมาตรการกระตุ้นทางการเงินและการคลังในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ไอเอชเอสมาร์กิตคาดว่า เศรษฐกิจยูโรโซนจะเสียหายหนักสุด ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ลดลง 8.6% เมื่อวันศุกร์ (17 ก.ค.) ผู้นำยุโรปรวมตัวกันที่กรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียม เริ่มการเจรจากองทุนฟื้นฟูหลังโควิด มูลค่า 7.5 แสนล้านยูโร
อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อเพิ่มในสหรัฐยังเป็นความกังวลหลัก หลายรัฐจำเป็นต้องล็อกดาวน์บางส่วนอีกครั้งเพื่อสกัดไวรัส แต่จำนวนผู้ติดเชื้อยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
หลายประเทศก็ทำแบบเดียวกัน เช่น ออสเตรเลีย จีนแผ่นดินใหญ่ เยอรมนี อิสราเอล ญี่ปุ่น และสเปน ข้อมูลรูปแบบการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคที่ไอเอชเอสมาร์กิตพบมากคือ ชะลอการใช้จ่าย ส่งสัญญาณว่าผู้บริโภคระมัดระวังมากขึ้นอีกแล้ว
“การติดเชื้อระลอกใหม่ลดความเป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวรูปตัว Vเพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจดิ่งลึกสองรอบเป็นรูป W” รายงานของไอเอสเอสมาร์กิตระบุ เชื่อว่าสถานการณ์นี้มีความเป็นไปได้ราว 20% แต่ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบการติดเชื้อ ที่เสี่ยงขยายวงในไม่กี่เดือน
“โอกาสเศรษฐกิจขาลงรอบ 2 น่าจะเป็นปลายปีนี้หรือต้นปี 2564 และการหดตัวทางเศรษฐกิจอาจรุนแรงพอๆ กับภาวะถดถอยที่เราเพิ่งผ่านพ้น สุดท้ายแล้วด้วยความเป็นไปได้แบบเลวร้ายสุดๆ การฟื้นตัวของโลกยังคงอ่อนแอและเกิดความเสี่ยงขาลงต่อไปอีก” รายงานสรุป


