background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

สอวช. ชงโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก พุ่งเป้าขจัดความยากจนแบบตรงจุด

สอวช. ชงโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก พุ่งเป้าขจัดความยากจนแบบตรงจุด

สอวช. ชงโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก พุ่งเป้าขจัดความยากจนแบบตรงจุด ดึงภาครัฐ มหาวิทยาลัยท้องถิ่นเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง “สุวิทย์” แนะบูรณาการข้อมูลทุกภาคส่วนเพื่อแก้ปัญหาจริงจัง

วานนี้ (25 พฤษภาคม) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรแห่งชาติ (สอวช.) ประชุมคณะกรรมการอํานวยการ สอวช. ครั้งที่ 5/2563 โดยมี ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธาน โดยในที่ประชุมมีการนำเสนอประเด็นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก กำหนดทิศทางการวิจัยออกแบบนโยบายขจัดความยากจนแบบตรงจุด 

ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ เปิดเผยว่า กรอบแนวคิดนโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เพื่อขจัดความยากจนแบบตรงจุด เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยเชิงระบบ โดยมุ่งไปที่ประเด็นเศรษฐกิจฐานราก ซึ่ง สอวช. ดำเนินการริเริ่มทำนโยบายลงลึกเชิงสังคมโดยใช้องค์ความรู้ด้าน อววน. มาเป็นกลไกในการบริหารจัดการ ทั้งนี้ เศรษฐกิจฐานราก เป็นประเด็นการพัฒนาที่สำคัญของประเทศไทยมาโดยตลอด และได้ถูกบรรจุเป็นแผนแม่บทประเด็นที่ 16 ของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มุ่งเน้นการเพิ่มพูนองค์ความรู้ในการเป็นผู้ประกอบการธุรกิจ และการสร้างระบบนิเวศน์ของการประกอบการ

โดยในปี 2564 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณบูรณาการการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากไว้ 8,900 ล้านบาท นอกจากนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและลดความเหลื่อมล้ำยังเป็นหลักการสำคัญของนโยบายบีซีจี (Bio-Circular-Green Economy) ที่ต้องการให้นำนวัตกรรมเข้าไปช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรและท่องเที่ยวอีกด้วย ทั้งนี้ นโยบายและยุทธศาสตร์ อววน. ยังได้บรรจุประเด็นดังกล่าวไว้ในแพลตฟอร์มการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ และได้จัดสรรงบประมาณกองทุนจำนวน 720 ล้านบาท

 

“กรอบแนวคิดนโยบายฯ ที่นำเสนอในครั้งนี้ ได้มอบหมายให้ สอวช. ไปทำรายละเอียดเพิ่มเติมจากความเห็นที่ประชุม ทั้งการนำกรณีศึกษาการขจัดความยากจนจากประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากประเทศจีนที่ สอวช. นำมาวิเคราะห์แล้วมาศึกษาเป็นข้อมูลประกอบเพิ่มเติม เพื่อดูการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ซึ่งความจริงแล้วประเทศไทยเองมีกลไกในการบริหารจัดการที่แก้ไขปัญหาความยากจนอยู่แล้วหลายส่วน ทั้งกองทุนหมู่บ้าน โอท็อป และ ธกส. แต่ยังขาดการบูรณาการข้อมูลเพื่อมาใช้แก้ปัญหาอย่างจริงจัง ทั้งนี้ การแก้ปัญหาความยากจนต้องตั้งต้นตั้งแต่การเปลี่ยนแนวคิดว่าเป็นเรื่องของโอกาสมากกว่าเป็นการแก้ปัญหา เรามีตัวช่วยทั้งเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรม"

"แต่จะทำอย่างไรให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงง่ายและจับต้องได้ ในด้านการจัดการก็ต้องดูว่าจะทำแบบกำหนดพื้นที่แล้วเมื่อประสบผลสำเร็จค่อยขยายผลออกไป หรือทำทีเดียวทั่วประเทศจึงจะเกิดประสิทธิภาพมากกว่า และมองว่านโยบายนี้ต้องใช้พลังการบูรณาการความร่วมมือทั้งประเทศ โดย อว. เองมีพลังของมหาวิทยาลัย นักศึกษา องค์ความรู้ต่างๆ ที่จะเข้าไปช่วยสนับสนุน อย่างไรก็ตาม กรอบแนวคิดดังกล่าวจะนำเข้าที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวง อว. เพื่อพิจารณาและร่วมกันหาแนวทางการขับเคลื่อน โดยอาจนำกรอบแนวคิดดังกล่าวมาเชื่อมโยงกับนโยบายการจ้างงานนักศึกษาที่กระทรวงดำเนินการอยู่” ดร. สุวิทย์ กล่าว

สำหรับรายละเอียดกรอบแนวคิดนโยบาย อววน. เพื่อขจัดความยากจนแบบตรงจุด ดร. กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า สอวช. ได้ดำเนินการศึกษารายละเอียดของนโยบายและกลไกการบรรเทาความยากจนแบบมุ่งเป้าของประเทศจีน นำมาถอดแบบปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย และจัดทำแนวคิดกรอบนโยบายการขจัดความยากจนแบบตรงจุด

โดยกรอบแนวคิดเบื้องต้นสำหรับประเทศไทยมองว่าสิ่งที่ต้องทำอันดับแรก คือ การวางระบบบริหารจัดการการขจัดความยากจนแบบตรงเป้าหมาย ผ่านการตั้งคณะกรรมการขจัดความยากจนแห่งชาติ และคณะกรรมการขจัดความยากจนระดับจังหวัด ซึ่งประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด ธกส. ภาคเอกชน ชุมชน สถาบันอุดมศึกษา ซึ่งจะมีบทบาทในการรวบรวมข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อให้สามารถชี้เป้าได้ในหลายระดับ มีการเลือกกลุ่มประชากรที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือ จัดทีมขับเคลื่อนซึ่ง ประกอบด้วย อาจารย์ นักศึกษา เจ้าหน้าที่ของรัฐ ลงพื้นที่เข้าไปศึกษาปัญหาของกลุ่มประชากร และติดตามและประเมินผลอย่างมีประสิทธิภาพ

“ในการจัดทีมลงพื้นที่เกาะติดรายครัวเรือนเพื่อศึกษาปัญหาเชิงลึก ต้องใช้ระยะเวลาศึกษาที่มากพอในการเก็บข้อมูล ประมาณ 1-3 ปี โดยมีเป้าหมายคือกลุ่มเกษตรกรยากจนใน 7 จังหวัดยากจนเรื้อรัง คือ แม่ฮ่องสอน นราธิวาส ปัตตานี กาฬสินธุ์ นครพนม ตาก และบุรีรัมย์ โดยจะใช้กลไกเจ้าหน้าที่รัฐ และ ธกส. ในพื้นที่จังหวัดนั้นๆ ทำหน้าที่ระบุปัญหาทางเศรษฐกิจในท้องที่อย่างแม่นยำ กำหนดเป้าหมายและทิศทางการแก้ปัญหา ออกแบบและขับเคลื่อนโครงการ โดยจะทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยท้องถิ่น ทั้งอาจารย์และนักศึกษา ที่จะมาช่วยออกแบบวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมและตรงจุดกับหมู่บ้าน โดยอาจออกแบบโมเดลในลักษณะ 1 ภาควิชา 1 หมู่บ้าน เป็นต้น” ดร.กิติพงค์ กล่าว

ดร.กิติพงค์ ยังกล่าวว่า สอวชได้ดำเนินการร่าง Roadmap ขจัดความยากจนของประเทศไทย โดยสรุปเป็น 5 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1. นโยบายระดับประเทศ ผ่านการจัดตั้งคณะกรรมการขจัดความยากจนระดับชาติ จัดตั้งคณะกรรมการขจัดความยากจนระดับจังหวัด 2. เก็บข้อมูลเชิงปริมาณ โดยการเก็บข้อมูลสำมะโนครัวเรือนยากจน สำรวจข้อมูลพื้นฐานอย่างละเอียด ผ่านทางบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (TPMAP) และส่งนักศึกษา และอาจารย์ลงพื้นที่ 

3. ลงพื้นที่ระบุปัญหา โดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐ และ ธกส. 1,000 คน เกาะติดครัวเรือน 1-3 ปี เพื่อศึกษาปัญหาและพัฒนาโครงการของบประมาณ และสร้างกลไกส่งนักศึกษาลงแก้ไขปัญหาในพื้นที่โดยบรรจุเป็นวิชาเลือกนับหน่วยกิตได้ 4. ขับเคลื่อนโครงการ โดยการสร้างกลไกให้ภาคธุรกิจเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาพื้นที่ เช่น การเปิดรับเสนอโครงการ การออกแบบกลไกเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม และ 5. การติดตามประเมินผล โดยใช้กลไกคณะกรรมการระดับจังหวัดรายงานรายได้และสัดส่วนคนยากจนในพื้นที่ต่อคณะกรรมการระดับชาติผ่านรายงานประจำปี (The Poverty Monitoring Report)

นอกจากนี้ จากการศึกษาความสำเร็จของโมเดลประเทศจีน พบว่า กุญแจสำคัญที่จะช่วยขจัดความยากจนอย่างตรงจุด คือ นโยบายและการสนับสนุนทรัพยากรที่มาจากส่วนกลาง ดำเนินงานโดยท้องถิ่น ทุกหน่วยงานต้องมีเป้าหมายเดียวกัน ทำงานอย่างบูรณาการ เชื่อมโยงมาตรการต่าง ๆ เพื่อสร้างพลังร่วมก่อให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืน และทุกมาตรการต้องยึดหลักสนับสนุนให้ประชาชนพึ่งตนเองได้ในระยะยาว อีกทั้งมาตรการต่าง ๆ ต้องออกแบบจากการระบุอุปสงค์ที่ชัดเจน โดยใช้ big data  

ทั้งนี้ สอวช. จะนำความเห็นจากที่ประชุมมาพัฒนากรอบแนวคิดดังกล่าวให้มีความสมบูรณ์ก่อนนำเข้าที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวง อว. ตามดำริรัฐมนตรี โดยตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาให้เป็นข้อริเริ่มของกระทรวง อว. หรือข้อเสนอมาตรการเข้าสู่สภานโยบาย ฯ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดเป็นรูปธรรมตามกระบวนการพัฒนานโยบายที่ครบถ้วนต่อไป