เคอร์ฟิววันที่สาม ผู้ฝ่าฝืนถูกจับดำเนินคดีแล้ว 810 ราย

เคอร์ฟิววันที่สาม ผู้ฝ่าฝืนถูกจับดำเนินคดีแล้ว 810 ราย
6 เมษายน 2563
9,048

"โฆษกตร." เผยเคอร์ฟิววันที่สาม ผู้ฝ่าฝืนถูกจับดำเนินคดีแล้ว 810 ราย ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท ฝากเตือนประชาชนให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่เพื่อควบคุม ป้องกันการแพร่ระบาด

เมื่อวันที่ 6 เม.ย.63 พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร.และโฆษก ตร. เปิดเผยภาพรวมสถานการณ์ในคืนที่สามหลังจากมีการประกาศเคอร์ฟิว ว่า ต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี คืนที่ผ่านมาจะเห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจ และปฏิบัติตัวได้ถูกต้องภาพรวมของคืนที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ทหาร สาธารณสุข และอาสาสมัคร ได้สนธิกำลัง ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ชุดเคลื่อนที่เร็ว ทั่วประเทศ รวม 923 จุด ใช้กำลังพลรวม 17,755 คน เพิ่มขึ้นจากคืนวันที่ 4 เมษายน ที่ผ่านมา จำนวน 87 จุด (คืนวันที่ 4 เมษายน จำนวน 849 จุด) มีการตรวจประชาชน จำนวน 22,675 คน ตรวจยานพาหนะ 16,841 คัน (คืนวันที่ 4 เมษายน ตรวจ ประชาชน 19,312 คน ยานพาหนะ 14,344 คัน)

สำหรับผู้ที่ออกนอกเคหสถานนั้น ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีเหตุผลและความจำเป็น ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล คือ ผู้ที่มีหน้าที่ขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ผู้ที่ขนส่งผลผลิตทางการเกษตร ผู้ที่มีหน้าที่เข้าออกเวรทำงานผลัดกลางคืน ตามลำดับ ในส่วนพื้นที่อื่นนั้น เป็นผู้ที่มีหน้าที่ขนส่งผลผลิตทางการเกษตร ผู้ขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค และ ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์

ข่าวเพิ่มเติม :  ‘เคอร์ฟิว’ คืออะไร ร้ายแรงแค่ไหนในสถานการณ์ 'COVID-19'

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า ยังคงมีประชาชนที่จงใจฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด ออกนอกเคหสถาน โดยไม่มีเหตุผล จำนวน 1,057 คน และรวมกลุ่ม ชุมนุม หรือมั่วสุมในลัษณะเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค ในเคหสถาน จำนวน 83 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมดำเนินคดี ทั้งหมด 810 ราย โดยส่วนใหญ่ยังคง เจตนาออกนอกเคหสถานโดยไม่มีเหตุอันสมควร เช่นอ้างว่าจะไปทำธุระ แต่พอถูกสอบถามโดยละเอียด ไม่สามารถตอบคำถามได้ ผู้ที่มาตั้งวงดื่มสุราในที่สาธารณะ ลักลอบเล่นการพนัน รวมกลุ่มขับขี่รถจักรยานยนต์ และเสพยาเสพติด ผลการปฏิบัติฝ่าฝืนออกนอกเคหสถาน 1,057 คน รวมกลุ่มมั่วสุมในเคหะสถาน 83 ราย ดำเนินคดี 810 ราย

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า ขณะนี้พ้นระยะเวลา 3 คืนของการประกาศเคอร์ฟิวแล้ว ต้องถือว่าหากยังมีการฝ่าฝืนอีกเจ้าหน้าที่จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ขอฝากเตือนไปยังพี่น้องประชาชน ได้โปรดปฏิบัติตามข้อกำหนด และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทั้งนี้เพื่อควบคุม ป้องกันและลดการแพร่ระบาดของโรคให้ได้โดยเร็ว และสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องในการสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องป้องกันและลดการแพร่ระบาด โดยบังคับใช้กฎหมายและปราบปรามผู้ที่ก่ออาชญากรรมอันเป็นการเอารัดเอาเปรียบและช้ำเติมประชาชนอย่างจริงจัง

ขณะนี้ ศาลได้พิพากษาลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายแล้วทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ศาลแขวงดุสิต ศาลแขวงนครราชสีมา ศาลแขวงสงขลา ศาลแขวงเชียงใหม่ ศาลจังหวัดชัยนาท ศาลจังหวัดยโสธร ศาลจังหวัดปราจีนบุรี เป็นตัน โดยมีอัตราโทษตั้งแต่จำคุกกักขัง และปรับ รวมถึงมีข้อกำหนดเพิ่มเติมเช่นห้ามออกนอกเคหสถาน เป็นเวลา 7 วัน เว้นมีเหตุจำเป็น จึงขอให้พี่น้องประชาชนให้ความร่วมมือด้วย

อ่านเพิ่มเติม : เปิด ‘พ.ร.ก.ฉุกเฉิน’ ข้อห้าม VS ข้อปฏิบัติ ที่ประชาชนควรรู้!

โฆษก ตร.กล่าวว่า ผลการปราบปรามและบังคับใช้กฏหมายการจับกุมผู้กระทำความผิด ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เฉพาะในวันที่ 5 เมย.เพียงวันเดียว มีการจับกุมทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและต่งจังหวัด จำนวน 8 คดี ผู้ต้องหา 9 คน ตรวจยึดของกลางหน้ากากอนามัย จำนวน 7,930 ชิ้น เจลแอลกฮอล์ จำนวน 7,280 ลิตร รวมผลการตรวจจับกุมตั้งแต่เดือน ก.พ.จนถึงปัจจุบัน จำนวน 306 คดี ของกลางหน้ากากอนามัย จำนวน 2,524,530 ชิ้น แอลกฮอล์ 707 ลิตร รวมมูลค่าของกลางกว่า 69 ล้านบาท การจับกุมผู้ที่โพสต์หรือส่งต่อข่าวปลอม สร้างความตื่นตระหนกให้แก่สังคม Fake News ที่เกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 จนถึงวันที่ 5 เม.ย.63 มีจำนวน 23 คดี ผู้ต้องหา 29 คน การจับกุมดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับประกาศ ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ จนถึงปัจจุบัน มีการจับกุม จำนวน 29 คดี ผู้ต้องหา 81 คน

โฆษก ตร.กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบังคับการตำรวจทางหลวง ขอประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชนโดยในช่วงนี้ขอให้หลีกเลี่ยงการเดินทางโดยไม่จำเป็น กรณีหากท่านมีความจำเป็นขอให้ศึกษาข้อมูล รวมถึงประกาศ คำสั่ง และข้อกำหนดของแต่ละจังหวัดก่อนเดินทาง เช่น ขณะนี้มี 10 จังหวัด ห้ามประชาชนเดินทางเข้าออก เว้นมีเหตุจำเป็นจริงๆ ประกอบด้วย แม่ฮ่องสอน น่าน ตาก ตราด ภูเก็ต สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ซึ่งแต่ละจังหวัดก็มีข้อกำหนดที่แตกต่างกัน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ทั้งนี้หากท่านต้องการ สอบถามข้อมูล สามารถติดต่อได้ที่ โทรศัพท์สายด่วน 191 1599 และ สายด่วนกองบังคับการตำรวจทางหลวง 1193

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง