10 เรื่องที่ครู 'โควิด-19' สอน 'นักลงทุนไทย'

10 เรื่องที่ครู 'โควิด-19' สอน 'นักลงทุนไทย'
1 เมษายน 2563 | โดย ปณิดดา เกษมจันทโชติ
30,094

น้ำลด ตอผุด เมื่อ “โควิด-19” มาปัญหาจึงผุดให้เห็น สอนนักลงทุนไทยเห็นจุดบกพร่องในอดีตที่ผ่านมา เพื่อนำไปสู่แก้ไข และพัฒนาให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

สถานการณ์ "โควิด-19" ที่กำลังแพร่ระบาดในประเทศไทย ไม่ได้ทำลายแค่อวัยวะในร่างกายมนุษย์ แต่ระบาดไปถึง "ตลาดทุน" ใจกลางระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ลามไปถึงธุรกิจ ติดเชื้อไปถึงเงินในกระเป๋าของประชาชน

158556367846

ปัญญา จรรยารุ่งโรจน์ 

ปัญญา จรรยารุ่งโรจน์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Global Markets ธนาคาร HSBC & Citibank ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดเงิน และ สมเกียรติ ชินธรรมมิตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WealthMagik พร้อมด้วยทีมที่ปรึกษาอาวุโส WealthMagik กล่าวในงานประชุมระดมสมอง ”ออมดอลลาร์ช่วยชาติ กองทุนรวมเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย” โดยบริษัท เว็ลธ์ แมเนจเม้นท์ ซิสเท็ม จำกัด 

ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นการประชุมเฉพาะผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐที่กำกับดูแลตลาดเงิน ตลาดทุน ตลอดจนผู้บริหารจาก บลจ. และนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง 

"กรุงเทพธุรกิจ" มีโอกาสได้สกัดข้อมูลหลังจากจบการประชุมครั้งสำคัญในครั้งนี้ โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งในการประชุม ชวนให้คนไทยมองเห็นสถานการณ์ "โควิด-19" ที่นอกเหนือจากการเป็นวิกฤติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ในทางกลับกันสถานการณ์ในครั้งนี้ก็คือ "ครู" ที่ให้ "บทเรียน" ครั้งสำคัญกับคนไทยมหาศาล โดยเฉพาะในมิติของ "การลงทุน" ที่นักลงทุนอาจไม่มีโอกาสได้เห็น "ความจริง" ที่ซ่อนอยู่ในสถานการณ์ปกติ

158556388332

สมเกียรติ ชินธรรมมิตร์

ประเด็นสำคัญที่ครู "โควิด-19" กำลังสอน "นักลงทุนไทย" ได้แก่

 

1. ดูแลเงินเสมอตนนั้น...ไม่มี

คาถาที่เตือนสติของการบริหารจัดการเงินที่ต้องหยิบกลับมาทบทวนอีกครั้งในกลุ่มนักลงทุนไทย ณ เวลานี้ เพราะการลงทุนโดยปราศจากความเข้าใจในสินทรัพย์ที่ลงทุน พยายามแสวงหากำไรจนยอมให้คนอื่นดูแล และจัดการเงินลงทุนทั้งหมดตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเมื่อถึงคราววิกฤติ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ "ขาดทุน" บนความไม่เข้าใจ สะท้อนสัจธรรม "ไม่มีใครใส่ใจดูแลเงินของเราได้ดีเท่าตัวเราเอง"

2. กระดุมเม็ดแรก หัวใจสำคัญก่อนลงทุน

การทำ “Investment Objective Setting : IOS” เป้าหมายการลงทุนที่สมเหตุผล โดยมี 3 ปัจจัยสำคัญที่มักถูกละเลย คือ เราเสี่ยงได้แค่ไหน เงินลงทุนเย็นเพียงไรต้องไม่กู้ ไม่เล่น Margin และแน่ใจว่าไม่ต้องขายขาดทุนตอนขาดเงิน หรือไม่ตกใจง่ายขายหนีตายเพราะรอบข้างเค้าขายหนีกัน

อย่าลืมว่า ขาดทุนไม่ตาย..แต่ขาดสภาพคล่องสิ ตายจริง! ต้องคาดหวังผลตอบแทนแค่สมเหตุผล Warren Buffett ทำกำไรแค่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์ต่อปีเองนะ หลายครั้งเราเสี่ยงเกินความจำเป็น และเหมาะสม อาจเพราะความโลภ อาจเพราะมีคนชักชวน และระยะเวลาลงทุนก็นานไม่พอ ฮึดไม่พอ

กระดุมเม็ดแรกนี้สำคัญต่อความสำเร็จ ต้องตั้งใจทำ IOS ทำให้ดี "ก่อนลงทุน" เพราะความสำเร็จเกิดจากการเริ่มต้นที่ดีเสมอ

อ่านเพิ่มเติม Wealth Health Check และ Portfolio Optimization: www.WealthMagik.com

3. ผลตอบแทนเป็นแค่พระรอง

หลายคนเริ่มต้นลงทุนจากการตั้งธงผลตอบแทนที่คาดหวังก่อน แต่แท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นอันดับแรกหรือพระเอกตัวจริงในการลงทุน ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก คือ “ความสามารถในการรับความเสี่ยง (ability to take risk)” 1 ใน 6 ปัจจัยสำคัญในการทำ IOS

จากนี้ไปแบบประเมินความเสี่ยงต้องใส่ใจ อย่าปล่อยให้คนขายทำแทนแล้วเราแค่ลงนาม และอย่าหลงดีใจเพียงเพราะคนขายยกย่องเลื่อนชั้นให้เราเป็น Accredited Investor ให้เอกสิทธิ์เสี่ยงขึ้นอีกระดับ อย่าลืมว่า ยิ่งเสี่ยงมากค่า Commission ยิ่งแพง คนซื้อโลภคนขายชอบ (มาก)

4. “Fooled by randomness” มีอยู่จริง ไม่ใช่นิยายปรำปรา

ในหนังสือยกตัวอย่างการกระจายความเสี่ยงการซื้อหุ้น High Tech ที่เกาหลี  โดยซื้ออสังหริมทรัพย์ที่อังกฤษ แรกๆ ถือเป็นการลดความเสี่ยงได้ดี แต่ถ้าทุกคนทำเหมือนๆ กัน สิ่งที่คิดว่าไม่มีความสัมพันธ์กัน (Random) จะเริ่มมีความสัมพันธ์กัน เช่น เหตุการณ์โควิดในปัจจุบัน ทุก Asset classes ตกหมด และยิ่งการมี SET 50 เป็น Benchmark ทำให้เราเจ็บหนัก เพราะทุกกองทุนกระจายการลงทุนกระจุกตัวใน 5 หุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่ใช้คำนวณ SET50

เมื่อราคาน้ำมันลง หุ้น PTT ลง หุ้น AOT ลง เพราะโควิด-19 ทำให้กองทุนพังราบ ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกันกับทฤษฎี Efficient Frontier theory เวอร์ชันแรก ที่จะให้น้ำหนักกับหุ้นที่กำไรสูงๆ มากเกินไป จึงต้องแก้ปัญหาการกระจุกตัวด้วย Resemble Efficient Frontier

สรุปคือ เราถูกหลอกว่าเป็น Random ถ้าทุกคนทำเหมือนๆ กัน การกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว SET Index จึงลงแรงกว่าที่ควร

5. ดอกเบี้ยลดตลาดตราสารหนี้ไม่กำไรเสมอไป

การที่ต้องปิดกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศบางกองที่ลงทุนในหุ้นกู้ที่เป็น Investment Grade ทั้งที่ทางการอเมริกา (Fed) ลดดอกเบี้ยเร็ว และแรง กองทุนตราสารหนี้ควรกำไรเยอะ แต่ Credit spread กลับวิ่งขึ้นมากกว่าการตกลงของ Treasury yield curve และราคาหุ้นสามัญของบริษัทที่ออกตราสารหนี้ตกแรงมีผลต่อ Credit Risk Model: KMV จึงมีการคาดการณ์ว่า โอกาสผิดนัดชำระหนี้ของหุ้นกู้เพิ่มขึ้นแล้ว ทำให้คนซื้อหุ้นกู้เรียกร้องผล ตอบแทนจากคนขายหุ้นกู้สูงขึ้นมาก ราคาจึงต้องลดลงมากเพื่อให้คนซื้อได้ผลตอบแทนสูงตามที่เรียกร้อง มูลค่าหน่วยกองทุนจึงลดลงทั้งที่ดอกเบี้ยลงเร็ว และแรง กลับไม่กำไร

6. ไทยเสียอธิปไตยตลาดเงินตลาดทุนให้ต่างชาตินานแล้ว

"ไทยเสียอำนาจการกำหนดค่าเงินบาทตามดัชนีค่าเงินที่เหมาะที่ ธปท. ประกาศ เสียอธิปไตยการกำหนด Yield Curve, Policy Rate และ Credit Spread ต่างชาติจึงโจมตีค่าเงินบาทได้ไม่ยาก" ปัญญา จรรยารุ่งโรจน์ กล่าว

พร้อมทั้งอธิบายเพิ่มเติมว่า ต่างชาติมีความรู้ และได้เปรียบที่สามารถรบทั้ง
2 ตลาด คือ ตลาดเงิน ตลาดอนุพันธ์ (Non deliverable IRS) และตลาดทุน โดยมักจบการโจมตีที่ตลาดทุน (ขายหุ้น ขายพันธบัตร) ดังที่เห็นได้บ่อยครั้ง เราปล่อยให้ต่างชาติทรงอิทธิพลกับตลาดเงิน ตลาดทุนมากเกินไป นานเกินไป ซ้ำร้ายต่างชาติยังได้รับสิทธิทางภาษี คือไม่เสียภาษีดอกเบี้ยหัก ณ ที่จ่ายจากพันธบัตรรัฐบาล ในขณะที่คนไทยกลับต้องเสียภาษี

7. ตลาดตราสารหนี้ควรเป็นลูกเมียหลวง

เนื่องจากตราสารหนี้ คือ แหล่งลงทุนของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ขณะที่ตลาดหุ้น คือ แหล่งลงทุนของกลุ่ม Elite ที่มีอยู่หลักแสนคน ตราสารหนี้จึงมีความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจของประเทศมากกว่าตลาดหุ้น บริษัทกู้มากกว่าระดมทุน คนไทยหลายสิบล้านนิยมรายได้จากดอกเบี้ยมากกว่าเงินปันผล  เมื่อไม่นานมานี้มีแต่คนบ่นว่าซื้อพันธบัตรไม่ได้ จองหุ้นกู้ไม่ทัน เราไม่ได้ขาดเงินออมแต่เราขาดสภาพคล่องของตลาดรองตราสารหนี้ หรือเรายังไม่ได้พัฒนาตลาดรองตราสารหนี้อย่างจริงจังเลยทำให้ ธปท. ต้องเข้ามาช่วยซื้อตราสารหนี้ ทั้งที่มีนักลงทุน รอซื้อพันธบัตร และหุ้นกู้มากมายรออยู่ และยิ่งปล่อยให้ตลาดแรกยิ่งโต (IPO) ตลาดรองตราสารหนี้ยิ่งสำคัญ ถ้าไม่ทำทุกวิกฤติการเงิน ธปท. คงต้องเหนื่อย

8. หากรักสงบ จงเตรียมตลาดเงิน ตลาดทุน ให้พร้อมสรรพ

เมื่อ "น้ำลด ตอผุด" จนเห็นจุดบกพร่องที่ทำให้ตลาดเงิน ตลาดทุนอ่อนแอ การเริ่มต้นขุดตอทิ้งตามแนวคิดจากสัมมนาออมดอลลาร์ช่วยชาติ จึงนับเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างความพร้อมตลาดเงิน ตลาดทุนในอนาคตให้เป็นรูปธรรม เช่น จัดตั้ง “กองทุนออมดอลลาร์ช่วยชาติ” กองทุนรวมความเสี่ยงต่ำสกุลเงินต่างประเทศ ภายใต้การกำกับของหน่วยราชการไทย และความร่วมมือของ บลจ. เพื่อให้เกิดเสถียรภาพทางการเงินในประเทศ ดูแลค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับดัชนีค่าเงินที่เหมาะสม และเป็นช่องทางให้ผู้ออมไทยกระจายความเสี่ยงการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งจะช่วยให้เงินออมที่มีค่าของประเทศไทยไม่รั่วไหลออกไปพัฒนาประเทศที่พัฒนาแล้วตามนโยบายการลงทุนต่างประเทศโดยไม่มีความเข้าใจ จนกลับมาซ้ำเติมให้ระบบการเงินไทยอ่อนแอลง จนกลายเป็นเหยื่ออันโอชะของนักการเงิน นักเก็งกำไรต่างชาติ

9. รบพร้อมกันมัน(ส์)กว่า แบงก์ชาติต้องเป็นพี่เลี้ยง

แบงก์ชาติรบกับนักเก็งกำไรค่าเงินต่างชาติตามลำพังมานาน จึงต้องอาศัยเงินออมชาติไทย เข้ามาเสริมทัพ เพิ่มความแข็งแกร่ง โดยแบงก์ชาติเพียงปรับยุทธวิธีดูแลค่าเงินบาท จากแนวคิดเชิงปริมาณซึ่งที่ผ่านมาเห็นผลน้อย เป็นเชิงอัตรา และช่วยทำหน้าที่ ชี้เป้าอัตราแลกเปลี่ยนตามดัชนีค่าเงินบาท (NEER/REER) และสนับสนุนเครื่องมือเชิงรุกชนิดต่างๆ ตามความเหมาะสมแก่ผู้ออมผ่าน บลจ. ใช้เม็ดเงินของผู้ออมที่มีมาก และกองทุนออมดอลลาร์ อาวุธใหม่ที่ต้องรีบสร้าง รบพร้อมกัน รบคู่ขนานกับยุทธศาสตร์อื่นๆ ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการต่อสู้ ต้องให้นักโจมตีค่าเงินเข็ดขยาด เลิกลำพอง

10. ไทยกำลังอยู่ในสงครามรูปแบบใหม่ “การโจมตีค่าเงินอย่างเสรี” 

ที่ผ่านมาการโจมตีค่าเงินอย่างเสรีซ่อนตัวอยู่ในตลาดทุนไทยมานานจนถูกมองว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของกลไกตลาดทุน ทว่า นี่คือ “สงครามรูปแบบใหม่ที่ไทยมักจะถูกเริ่มต้นโจมตีค่าเงิน และจบการโจมตีค่าเงินที่ตลาดทุน ตลาดพันธบัตร  ถึงเวลาที่ทางการไทย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องตระหนักรู้ว่าการโจมตีค่าเงินอย่างเสรีของมหาอำนาจ เป็นภัยต่อชาติ” พร้อมเร่งอุดนโยบาย แก้ไขโครงสร้างที่เคยเอื้อให้ต่างชาติเข้ามามีอิทธิพลต่อตลาดเงินตลาดทุนไทยให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพราะ “สงครามค่าเงิน เป็นสงครามที่เราไม่มีสิทธิ์แพ้ เพราะเดิมพันสูง ด้วยอนาคตของลูกหลานไทย”

จะเห็นได้ว่า “โควิด-19” มา ปัญหาจึงผุดให้เห็น สอนนักลงทุนไทยให้เห็นจุดบกพร่องในอดีตที่ ผ่านมา เพื่อนำไปสู่แก้ไข และพัฒนาให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยอาศัยความร่วมมือกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในการต่อสู้ ให้ได้อธิปไตยกลไกตลาดทุนคืนมาจากมหาอำนาจ เร่งพัฒนาตลาดรองตราสารหนี้ และเร่งจัดตั้ง กองทุนออมดอลลาร์ช่วยชาติ อาวุธใหม่ ง่ายๆ แต่ทรงพลัง ไว้ปกป้องค่าเงิน และตลาดทุนไทย เช่นเดียวกับการพยายามทวงคืนสุขภาพที่ดีของคนไทยจาก โควิด-19” เพื่ออนาคตของลูกหลาน และความมั่นคงของชาติไทย

อ้างอิง:

- ฟื้นฟูเสถียรภาพตลาดเงิน ตลาดทุนไทย กองทุนออมดอลลาร์ช่วยชาติ

- แบงก์ชาติรบอย่างโดดเดี่ยว ต่างชาติจึงลำพอง..! ทางรอดเศรษฐกิจไทย ทวงคืนอธิปไตยจากมหาอำนาจ

- โจมตีค่าเงินอย่างเสรี สงครามแบบใหม่ที่ไทยต้องเผชิญ

- ค่าเงินบาทเท่าไหร่ เสือตัวที่ห้าจึงกลับมา

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง