เลือกเล่นรายตัว

เลือกเล่นรายตัว
18 มีนาคม 2563 | โดย บล.กรุงศรี
501

คาดดัชนีจะสลับอ่อนตัวจากความกังวลภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกจากไวรัส Covid19 ที่ยังคงแพร่ระบาดส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตพุ่งขึ้นต่อเนื่อง

ตลาดหุ้นวานนี้

SET Index ปรับตัวลง 10.91 จุด (-1.04%) ปิดที่ระดับ 1,035 จุด มูลค่าการซื้อขาย 6.7 หมื่นล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนยังคงกังวลต่อสถานการณ์ไวรัส Covid19 ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลกและจะฉุดให้ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกถดถอย ประกอบกับผิดหวังมติครม.ที่ยังไม่มียาแรงกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซาจากผลกระทบไวรัส ทั้งนี้เป็นแรงขายในกลุ่ม FIN, ETRON และ BANK  นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่องเป็นวันที่ 9 อีก 5,427 ล้านบาท และขายสุทธิในตลาดพันธบัตร 6,099 ล้านบาท อีกทั้ง Net Long TFEX 15,666 สัญญา

แนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้     

เรามีมุมมองเป็นกลางคาด SET แกว่งตัว 1,020 – 1,050 จุด โดยแม้ว่าภาวะตลาดจะได้ Sentiment บวกจากตลาดหุ้นสหรัฐที่รีบาวด์ขึ้นหลังสหรัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่วงเงิน 8.5 แสนล้านดอลลาร์ รวมถึง Fed จะซื้อคืนพันธบัตรเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงินและรองรับผลกระทบไวรัส Covid19 อย่างไรก็ตาม คาดว่าดัชนีจะสลับอ่อนตัวจากความกังวลภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกจากไวรัส Covid19 ที่ยังคงแพร่ระบาดส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตพุ่งขึ้นต่อเนื่องโดยล่าสุดกลุ่ม EU ประกาศปิดชายแดนของเป็นเวลา 30 วันเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบที่ทรุดตัวลงกว่า 2% จากความกังวลด้าน Demand น้ำมันที่อ่อนแอซึ่งเป็นลบต่อกลุ่มพลังงานและปิโตรฯอีกด้วย

กลยุทธ์การลงทุน: Selective Buy

  • กลุ่ม Defensive และปันผลสูง ADVANC, INTUCH, TTW
  • กลุ่มค้าปลีก (CPALL, HMPRO, BJC) กำลังซื้อเพิ่มหลังรัฐคืนค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าวงเงินรวม 30,000 ล้านบาท
  • กลุ่มไฟแนนซ์ (MTC, SAWAD, KTC) ได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง

หุ้นแนะนำวันนี้

  • TU (ปิด 13 ซื้อ/เป้า 17.5) ได้ Sentiment บวกค่าเงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับ US dollar และ Euro คาด TU ได้ประโยชน์มากสุดเพราะมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกมากที่สุดของกลุ่มคิดเป็น 75% ของรายได้รวม วันนี้มี Setiment บวกจากบริษัทประกาศซื้อหุ้นคืนไม่เกิน 200 ล้านหุ้นมูลค่า 3 พันล้านบาท ขณะที่กองทุนประกันสงคมเก็บหุ้นเพิ่มอีก 0.025% เป็น 5.014%
  • CPALL (ปิด 59.5 ซื้อ/เป้า IAA Consensus 88 บาท) เราคาดว่า CPALL จะได้ประโยชน์มากสุดจากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐ (คืนค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้า 21 ล้านครัวเรือนมูลค่า 30,000 ล้านบาท) เนื่องจากมีสาขากระจายครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศ

บทวิเคราะห์วันนี้

Tourism sector (Top pick: CENTEL, AOT), Property sector (Top pick: LH)

ประเด็นสำคัญวันนี้

  • (+) สหรัฐเร่งออกมาตรการชุดใหญ่ทั้งการเงินและการคลังเพื่อรับมือจากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19: หลังจากที่เฟดประกาศลดอัตราดอกเบี้ยฉุกเฉินไปแล้วถึง 2 ครั้ง (0.5% และ1%) จนทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายลดสู่ระดับ 0-0.25% และออก QE อีก 7 แสนล้านเหรียญ แต่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐบาลจะรับมือกับการระบาดของไวรัส Covid-19 ได้ ทั้งธนาคารกลางและรัฐบาลได้เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษกิจเพิ่มเติมอีก อาทิ เลื่อนชำระภาษีให้กับภาคธุรกิจและบุคคลธรรมมูลค่ารวมประมาณ 10 และ 1 ล้านดอลลาร์, ให้เงินช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจการบินวงเงินประมาณ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ นอกจากนี้เฟดยังใส่เม็ดเงินเพื่อซื้อตราสารการเงินระยะสั้นของภาคเอกชน (Commercial paper) เพื่อเพิ่มสภาพคล่องก่อนที่ภาคเอกชนจะมีปัญหาผิดนัดชำระหนี้ (Default)
  • (-) กลุ่มธุรกิจน้ำมันยังน่าเป็นห่วง ล่าสุดราคาน้ำมันดิบร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 4 ปี ที่ระดับ 26.95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล: วานนี้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงสวนทางกับตลาดหุ้นนิวยอร์กเนื่องจากนักลงทุนยังกังวลกับภาวะ Over supply หลังจากที่ Demand ลดลงอย่างมากจากผลกระทบของ Covid-19 ระบาด ขณะที่ Supply ในตลาดกำลังจะเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนเม.ย. เมื่อซาอุฯเริ่มเพิ่มการผลิตตามที่เคยประกาศไว้ (เพิ่มการผลิตจาก 9.5 ล้านบาร์เรลต่อวันเป็น 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน) โดย ไอเอส เอส มาร์กิต ประเมินว่าทั้งโลกจะมี Over supply ประมาณ 4-10 ล้านบาร์เรลต่อวันตั้งแต่เดือน ก.พ.ไปจนถึงเดือน พ.ค.ของปีนี้ ประเด็นนี้จะยังกดดันให้ราคาน้ำมันดิบเคลื่อนไหวอยู่ในระดับต่ำซึ่งจะเป็นลบต่อผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจน้ำมัน อาทิ PTTEP, TOP, SPRC และ ESSO
  • (+/-) ครม.เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (น้อยเกินไป) ส่วนตลาดหลักทรัพย์ฯออกมาตรการลดความผันผวน อาทิ ลด Ceiling/Floor: ครม.มีมติอุนมัติมาตรการบรรเทาผลกระทบจาก Covid-19 และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมโดรวมมองว่ามาตรการทั้งหมดยังน้อยเกินไปที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน อาทิ ปิดสถานศึกษา, สนามมวย, โรงหนัง, ผับ และสถานบันเทิงต่างๆ และยกเลิกวันหยุดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ (13-15 เม.ย.), ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอาทิ ลดค่าน้ำ ค่าไฟ เป็นเวลา 3 เดือน และคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้าวงเงินรวมประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ออกมาตรการลดความผันผวนของตลาดคือ 1) ลดเกณฑ์ Circuit Breaker ลงจาก 10% เป็น 8% และ 2) ลด Ceiling/Floor ของหุ้นลงจากเดิม 30% เป็น 15%
แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
เอกสารประกอบ:
Tags: