เปิดใจแท็กซี่ติดไวรัสโคโรน่าหลังหายป่วย...วันแรกก็รู้สึกกังวล

เปิดใจแท็กซี่ติดไวรัสโคโรน่าหลังหายป่วย...วันแรกก็รู้สึกกังวล
5 กุมภาพันธ์ 2563
10,645

เปิดใจแท็กซี่ติดไวรัสโคโรน่า2019ในไทยรายแรก หายดีกลับบ้านได้ เจ้าตัวขอบคุณทีมแพทย์-เจ้าหน้าที่ ฝากถึงเพื่อนร่วมอาชีพให้รู้จักป้องกันตัวเอง ย้ำไม่รู้สึกแย่ต่อนักท่องเที่ยวจีน รวมยอดคนรักษาหายในไทย 9 ราย ขณะที่ผู้ป่วยรายที่วิกฤติ อาการยังทรง

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 ที่กระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) แถลงข่าวสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ว่า ผู้ป่วยที่ยืนยันตืดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 รักษาหายดีและแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้อีก 1 ราย เป็นคนไทยที่มีอาชีพขับรถแท็กซี่ ซึ่งติดเชื้อภายในประเทศรายแรก และเข้ารับการรักษาในห้องแยกโรคความดันลบ ที่สถาบันบำราศนราดูร โดยรักษาหายและผลการตรวจจากห้องปฏิบัติการณ์วิทยาศาสตร์(ห้องแล็บ)เป็นลบ หายเป็นปกติสามารถกลับบ้านได้ ส่วนผู้สัมผัสใกล้ชิดทุกราย มีการเฝ้าระวังต่อเนื่องตามมาตรฐานทุกวัน ทุกรายอาการยังปกติ

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 สะสม 25 ราย หายดีกลับบ้านแล้ว 9 ราย ขณะนี้นอนในโรงพยาบาล 16 ราย โดยผู้ป่วยที่ยังอยู่โรงพยาบาลได้รับรายงานว่ามีแนวโน้มอาการดีขึ้น รายที่อาการหนัก วันนี้อาการยังทรงตัวและอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด ส่วนผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม - 4 กุมภาพันธ์ 2563 มีผู้ป่วย เข้าเกณฑ์สอบสวนต้องเฝ้าระวังสะสมทั้งหมด 549 ราย คัดกรองจากสนามบิน 48 ราย มารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอง 501 ราย อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว 124 ราย ส่วนใหญ่ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ยังคงรักษาในโรงพยาบาล 425 ราย โดยวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 พบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรครายใหม่ 57 ราย

“ขณะนี้สถานการณ์โรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ได้ยกระดับการดำเนินการเป็นระดับชาติ มีการขับเคลื่อนงานร่วมกันจากหลายกระทรวง หลายหน่วยงาน เพื่อให้มาตรการต่างๆ มีประสิทธิภาพ โดยในส่วนของกระทรวงมีมาตรการคัดกรอง ดูแลรักษาผู้ป่วยเป็นอย่างดี การตรวจวิเคราะห์หาเชื้อดำเนินการโดยห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานระดับโลกและมีความรวดเร็ว ทำให้ได้รับคำชื่นชมจากองค์การอนามัยโลกรวมถึงประเทศต่างๆ ว่าระบบสาธารณสุขของไทยเข้มแข็งและมีการปฏิบัติที่สูงกว่ามาตรฐาน ทั้งนี้เป็นเพราะเรามีบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญในการรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคต่างๆ มาหลายครั้ง”นายอนุทินกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในระหว่างการแถลงข่าวได้มีการนำผู้ป่วย ผู้ป่วยติดไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่มีอาชีพขับรถแท็กซี่ เป็นผู้ที่ติดเชื้อภายในประเทศรายแรกและหายดีออกจากโรงพยาบาลแล้วมาร่วมด้วย ซึ่งผู้ป่วยใส่หน้ากากอนามัยเพื่อปกปิดใบหน้าเท่านั้น ไม่ใช่ว่ายังอยู่ในระยะแพร่เชื้อได้แต่อย่างใด

นายแพทย์กฤษฎา หาญบรรเจิด รองผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวว่า ผู้ป่วยคนไทยที่มีอาการต้องใส่ท่อช่วยหายใจนั้น หากเทียบกับวันก่อนถือว่าอาการดีขึ้นเล็กน้อย เพราะใช้เครื่องช่วยหายใจน้อยลง อาการดีขึ้น ไม่ได้แย่ลง แต่เนื่องจากคนไข้เป็ฯวัณโรคด้วย การรักษาจึงมีความซับซ้อนมากขึ้น และได้มีการติดตามผู้สัมหัสใกล้ชิดที่เป็นคนในครอบครัวทั้ง 4 คนแล้ว เพื่อติดตามทั้งไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019และวัณโรค

ส่วนผู้ป่วยที่มีอาชีพขับรถแท็กซี่ซึ่งหายป่วยแล้วนั้น อายุ 50 ปี ผู้ป่วยมีอาการไข้ ไอมาก จนรู้สึกผิดปกติจึงไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลตามสิทธิ์การรักษา มีการตรวจเชื้อเบื้องต้นพบเป็นไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่2019 จึงประสานส่งต่อมายังสถาบันฯ รับเข้ารักษาที่สถาบันฯในวันที่ 28 มกราคม 2563 มีอาการไข้ต่ำๆ ไออยู่บ้างและมีความกังวลกับโรค ได้ทำการรักษาด้วยการให้ยาปฏิชีวนะหลายชนิด เพราะไม่แน่ใจว่าจะติดเชื้อไวรัสกับแบคทีเรียร่วมด้วยหรือไม่

แพทย์หญิง อนุตรา รัตน์นภทร แพทย์อายุรกรรมโรคปอด แพทย์ผู้ให้การรักษา กล่าวว่า แรกรับคนไข้วันที่ 28 มกราคม 2563 ผู้ป่วยมีอาการไข้ ไอ เหนื่อย ต้องให้ออกซิเจนช่วย ผ่านไป 2-3 วันอาการดีขึ้น ผลเอกซเรย์ปอดดีขึ้น และอาการผู้ป่วยดีขึ้น ผลตรวจเชื้อจากห้องแล็บให้ผลเป็นลบเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2563 และตรวจอีก 2 ครั้ง ไม่พบเชื้อ และผู้ป่วยหายดี จึงอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านได้

ผู้ป่วยเล่าด้วยเสี่ยงสั่นเครือและน้ำตาคลอเบ้าว่า ขอบคุณทีมแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ช่วยเหลือดูแลจนหายป่วยแล้ว ซึ่งในวันแรกน้ำตาไหล ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะป่วยติดไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 20198 เพราะเป็นคนทำงานต้องดูแลคิดถึงครอบครัว เมื่อมาติดเชื้อนิ้ ความรู้สึกแตนแรกกังวลใจ แต่ได้รับการให้กำลังใจจากผู้อำนวยการสถาบันบำราศฯบอกว่า “อย่าเครียด กินให้ได้ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันต่อสู้กับไวรัส”และรัฐมนตรีได้มาเยี่ยมและฝากความเป็นห่วงมาเป็นระยะก็ทำให้มีกำลังใจดีขึ้น

158088857160

ฝากถึงพี่น้องร่วมอาชีพขับแท็กซี่และขับรถโดยสารทุกคน ที่ต้องคลุกคลีกับนักท่องเที่ยว ขอวอนให้ทุกคนหันมาใส่ใจดูแลตัวเอง ไม่ใช่มุ่งแต่หาเงินอย่างเดียว เพราะถ้าป่วย รายได้หลักของครอบครัวก็จะหายไป ซึ่งแท็กซี่เป็นด่านแรกที่ต้องพานักท่องเที่ยวไปท่องเที่ยวบางครั้งอยู่ร่วมกันอย่างน้อย ครึ่งชั่วโมง หากไม่แน่ใจว่านักท่องเที่ยวป่วยหรือไม่ ให้ยื่นหน้ากากอนามัยให้ผู้โดยสารใส่ไว้ก่อน ส่วนตัวเองถ้าจับพวงมาลัยขับรถเมื่อไหร่ให้นึกไว้เลยว่าต้องใส่หน้ากากอนามัย

“แม้ผมติดเชื้อไวรัสนี้ แต่คนในครอบครัวไม่ติด เพราะโดยปกติของครอบครัวแม้แต่การเป็นหวัดเพียงเล็กน้อย หรือไม่สบายที่ไม่ต้องถึงกับให้ยา ก็จะแยกของใช้กันทันที แยกช้อน แก้ว และมั่นใจว่าครอบครัวเมื่อป่วยโรคอื่นจะไม่แพร่เชื้อให้คนนอกบ้านแน่นอน เพราะหากป่วยจะไม่ออกจากบ้านไปคุยกับใครเลย จะได้ไม่มีใครกล่าวหาว่าแพร่เชื้อไปให้คนอื่น แม้ว่าจะเป็นหวัดเล็กๆน้อยๆก็ตาม”ผู้ป่วยรายนี้กล่าว

ผู้ป่วยกล่าวย้ำด้วยว่า แม้ตัวเองจะติดเชื้อไวรัสโคโรน่า2019 แต่ก็ไม่ได้รู้สึกไม่ดีกับนักท่องเที่ยวหรือคนจีน พี่น้องทุกคนทั่วโลกเป็นครอบครัวเดียวกัน และนักท่องเที่ยวเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของครอบครัว เพราะส่วนใหญ่จะรับนักท่องเที่ยวเป็นหลัก และตอนที่รักษาอยู่ในห้องแยกโรคความดันเป็นลบ ก็ส่งกำลังใจให้ชาวอู่ฮั่นทุกคนให้สู้ เพราะขนาดตนเองยังสู้และหายป่วยแล้ว อย่างไรก็ตาม อยากขอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการช่วยเหลือ โดยเฉพาะพนักงานขับรถสาธารณะซึ่งบางคนเมื่อป่วยก็จะกระทบกับรายได้ของครอบครัว อยากให้พิจารณาเรื่องของการชดเชยรายได้ เพราะเป็นคนที่หาเช้ากินค่ำ

นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ขอให้มั่นใจว่าผู้ป่วยที่รักษาหายแล้วแพทย์อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านได้ จะไม่แพร่เชื้อให้กับคนอื่นๆแน่นอน เพราะก่อนที่แพทย์จะให้ออกจากโรงพยาบาลนอกจากผู้ป่วยมีอาการหายแล้ว ก็จะต้องตรวจเชื้อทางห้องแล็บยืนยันให้ผลเป็นลบ 2 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าปลอดเชื้อ ผู้ป่วยที่หายจะปลอดภัยไม่แพร่เชื้อ 100 % เพราะเป็นคนปกติแล้ว 

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง