ไวรัสโคโรน่าทุบหุ้น 'โรงกลั่น' ดิ่ง โกลด์แมนแซคส์' ฟันธงกระทบการบินฉุดราคาน้ำมันรูด

ไวรัสโคโรน่าทุบหุ้น 'โรงกลั่น' ดิ่ง โกลด์แมนแซคส์' ฟันธงกระทบการบินฉุดราคาน้ำมันรูด
24 มกราคม 2563
1,745

โบรกฟันธงหุ้นโรงกลั่น “ขาลง” หลังสารพัดปัจจัยกดดัน ล่าสุด "โกลด์แมน แซคส์" ประเมินการแพร่ระบาดไวรัสโคโรน่า ส่อกดดันกลุ่มการบิน ทำอัตราการใช้น้ำมันลดลง ขณะ นักลงทุน แห่ขายหุ้นโรงกลั่น ฉุด "ไทยออยล์" รูดหนักทำ "นิวโลว์" รอบ 4 ปี

สถานการณ์หุ้น “กลุ่มโรงกลั่น” ยังคงเผชิญสารพัดปัจจัยกดดัน ทำให้แนวโน้มหุ้นกลุ่มนี้ในระยะข้างหน้า ยังอยู่ในภาวะ “ขาลง” ซึ่งในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ราคาหุ้นในกลุ่มบางตัวอ่อนตัวลง ขณะที่ล่าสุดวานนี้ (23ม.ค.) พบว่า ราคาหุ้นหลายตัวปรับลดลงถ้วนหน้า โดยเฉพาะ บมจ.ไทยออยล์ (TOP) ที่ร่วงหนักกว่า 6.03% โดยปิดตลาดอยู่ที่ระดับ 54.50 บาท หรือลดลง 3.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,091 ล้านบาท และระหว่างวันไหลลงทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 54 บาท ถือเป็นระดับต่ำสุดครั้งใหม่ (นิวโลว์) ในรอบ 4 ปี 3 เดือน 

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) JP Morgan ได้หั่นราคาเป้าหมาย TOP ใหม่ลง 43.75% เหลือระดับ 45 บาท จากราคาเป้าหมายก่อนหน้าที่ 80 บาท ซึ่งทำให้มีแรงเทขายจากพวกกองทุนออกมาจำนวนมาก

นอกจาก TOP แล้ว ยังพบว่าหุ้น บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ลดลงแรง โดยปิดตลาดที่ระดับ 25.75 บาท ลดลง 2.83% บมจ.สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) ปิดตลาดที่ 8.15 บาท ลดลง 1.81% บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) ปิดตลาดที่ 3.00 บาท ลดลง 0.66% 

ปัจจัยลบที่กดดันหุ้นกลุ่มโรงกลั่นมีต่อเนื่องตั้งแต่ในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้อัตราค่าการกลั่น (GRM) ของตลาดโลกยังอยู่ระดับต่ำ ขณะที่ปีนี้มีปัจจัยใหม่เข้ามากดดันเพิ่มเติม คือ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ ทำให้ตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงการบินได้รับผลกระทบหนัก

นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นที่อ่อนตัวลงน่าจะเกิดจากความวิตกกังวลของนักลงทุนที่มีต่อหุ้นในกลุ่ม หลังมีบทวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ ออกมาระบุว่า มีแนวโน้มที่ความต้องการใช้น้ำมันลดลงอันเนื่องมาจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ และอาจเป็นปัจจัยฉุดราคาน้ำมันดิบลงราว 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พร้อมประเมินว่าตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินจะได้รับผลกระทบมากที่สุด หากการระบาดของเชื้อไวรัสดังกล่าวทำให้การเดินทางทางอากาศในภูมิภาคลดลง

ขณะที่ทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังปรับตัวลงแรง หลัง EIA คาดว่าจะเกิดภาวะน้ำมันล้นตลาดจำนวน 1 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงครึ่งปีแรกปี 2563 ซึ่งเป็นลบต่อทิศทางหุ้นในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี อย่างไรก็ตามมองว่าการย่อตัวของหุ้นโรงกลั่นในครั้งนี้เกิดจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาเยอะในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งภาวะตลาดไม่ค่อยดีและมีปัจจัยลบเข้ามากดดันจึงถูกนักลงทุนเทขายออกมาก่อน

ส่วนกรณีราคาหุ้น TOP ที่ปรับตัวลงแรง เชื่อว่าเกิดจากความกังวลต่อทิศทางธุรกิจ หลังคาดว่าการประกาศงบของ TOP ในช่วงไตรมาส 4 ปี2562 อาจออกมาไม่ดีนัก โดยคาดว่ามีกำไรหลักเพียง 200-300 ล้านบาท หลังจากค่าการกลั่นยังอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตามยังคงคำแนะนำถือ เนื่องจากมองว่าตอนนี้ดาวไซด์เริ่มจำกัด

นางนลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ผลงานหุ้นกลุ่มโรงกลั่นไม่น่าดีขึ้นจากปีก่อนแน่นอนโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ทั้งนี้ปกติช่วงต้นปีมักเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ แต่ปีนี้ภาวะเศรษฐกิจค่อนข้างชะลอตัวทำให้ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันลดลง ซึ่งสะท้อนได้จากค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ที่ล่าสุดอยู่ระดับ 0 ดอลลาร์หรือติดลบ ประกอบกับผลของมาตรการ IMO ที่ยังไม่ช่วยให้ความต้องการกลับมาฟื้นตัว

ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยยังคงให้น้ำหนักการลงทุนน้อยกว่าตลาด พร้อมแนะนำให้นักลงทุนระมัดระวังการลงทุนในช่วง 3 – 4 เดือนนี้หรือจนกว่างบไตรมาส 1/2563 จะทยอยประกาศออกมา หลังจากนั้นคาดว่าภาวะเศรษฐกิจน่าจะปรับตัวดีขึ้น และหนุนให้ผลประกอบการของกลุ่มโรงกลั่นปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง