ปัจจัยภายนอกหนุน

ปัจจัยภายนอกหนุน
14 มกราคม 2563 | โดย บล.กรุงศรี
520

คาด SET Index ปรับตัวขึ้นปิด Gap 1,593 จุดก่อนจะสลับอ่อนตัว ตอบรับ Sentiment เชิงบวกสหรัฐ-จีนเตรียมลงนามข้อตกลงการค้าเฟสแรกในวันพรุ่งนี้ (15 ม.ค.)

ตลาดหุ้นวานนี้

SET Index ปรับตัวขึ้น +5.53 จุด (+0.35%) ปิดที่ระดับ 1,586 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 6.5 หมื่นล้านบาท ตอบรับ sentiment เชิงบวกสภาฯผ่านพรบ.งบประมาณปี 63 วาระ 2 และ 3 ส่งผลให้หุ้นกลุ่มรับเหมาปรับตัวขึ้นนำตลาด อีกทั้งได้แรงซื้อกลุ่มโรงไฟฟ้าช่วยหนุนดัชนี อย่างไรก็ตามกลุ่มน้ำมันและปิโตรฯถูกแรงขายกดดันหลังราคาน้ำมันดิบทรุดตัวลงต่ำกว่า 60 US/Barrel ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวขึ้นในกรอบจำกัด ทั้งนี้นักลงทุนต่างชาติเป็นฝั่งขายสุทธิ 227 ล้านบาท และขายสุทธิในตลาดพันธบัตร 1,583 ล้านบาท แต่ Net Long TFEX 3,315 สัญญา

แนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้

เรามีมุมมองเป็นกลาง-บวก คาด SET Index ปรับตัวขึ้นปิด Gap 1,593 จุดก่อนจะสลับอ่อนตัว ตอบรับ Sentiment เชิงบวกสหรัฐ-จีนเตรียมลงนามข้อตกลงการค้าเฟสแรกในวันพรุ่งนี้ (15 ม.ค.) รวมถึงสหรัฐประกาศถอดจีนออกจากรายชื่อประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน ประกอบกับสภาฯผ่านร่างงบประมาณประจำปี 2563 ในวาระ 2 และ 3 ซึ่งหนุนต่อความมั่นใจของนักลงทุนให้เป็น Risk on อย่างไรก็ตามคาดว่าดัชนีจะมีแรงขายสลับเข้ามาในกลุ่มน้ำมันและปิโตรฯหลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงหลุดต่ำกว่า 59 US/Barrel จากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ผ่อนคลายลง รวมถึงความกังวล Fund flow ต่างชาติที่ยังชะลอตัวโดยเป็น Net Sell 3 วันราว 2.1 พันลบ. ซึ่งจะกดดันให้ดัชนีสลับอ่อนตัวลง 

กลยุทธ์การลงทุน: Selective Buy

  • กลุ่ม Defensive และงบ 4Q19F คาดว่าจะออกมาดีและดีต่อเนื่องในปีนี้: GPSC, GULF, CPF, SAWAD, MTC, JMT, BTS, BEM, INTUCH, ADVANC และ DTAC
  • กลุ่มอิเล็คฯ HANA, KCE, DELTA รับอานิสงส์สถานการณ์ตะวันออกกลาง และ Trade war ผ่อนคลาย
  • กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง STEC, CK, SEAFCO รัฐสภาผ่านร่างกฏหมายงบประมาณปี 63 ในวาระที่ 2 และ 3

หุ้นแนะนำวันนี้

  • CPALL (ปิด 71.75 ซื้อ/เป้า IAA Consensus 95) วานนี้ราคาหุ้นลดลง 3% แต่ปัจจัยพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนแปลง ขณะที่ระยะสั้นยังได้ Sentiment บวกจากข่าวภาครัฐเตรียมต่อมาตรการชิมช้อปใช้เฟสจากเฟส 3 เป็นเฟส 4 และเตรียมปรับเงื่อนไขอนุญาติให้ผู้ประกอบการ Modern trade และร้านสะดวกซื้อเข้าร่วมได้ทุกสาขา คาด CPALL ได้ประโยชน์มากสุดเพราะมีสาขาครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศ
  • SPALI (ปิด 19 ซื้อ/เป้า 19.6) ทยอยสะสมและเก็งกำไรจากข่าวคลังเตรียมเสนอแบงก์ชาติผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ให้กับบ้านหลังที่ 2 ส่งผลบวกต่อผู้ประกอบการที่เน้นกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงล่าง โดยเฉพาะ SPALI ขณะเดียวกันบริษัทยังจ่ายปันผลสม่ำเสมอโดยคาดเงินปันผลจ่ายครึ่งปีหลังประมาณ 0.48 บาท ให้ Dividend yield ประมาณ 2.5% (ทั้งปีคาดจ่าย 0.88 ให้ Dividend yield ประมาณ 5%)

บทวิเคราะห์วันนี้

Tourism sector (Top pick: MINT)

ประเด็นสำคัญวันนี้

  • (+) Trade war ผ่อนคลายต่อเนื่อง ล่าสุดสหรัฐถอดจีนออกจากประเทศบิดเบือนค่าเงิน: ความสัมพันธ์การค้าระหว่างจีนกับสหรัฐมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเริ่มจากเดือน ธ.ค.ของปีที่ผ่านมา สหรัฐบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรกกับจีน และจะเซ็นลงนามในสัญญาข้อตกลงวันที่ 15 ม.ค.2020 ขณะที่เมื่อวานที่ผ่านมาสหรัฐประกาศถอดจีนออกจากประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน (List of currency manipulating) โดยให้เหตุผลว่าจีนสามารถแก้ปัญหาต่างๆที่สหรัฐกังวล และแสดงความมุ่งมั่นที่จะหลีกเลี่ยงค่าเงินเพื่อหวังผลในภาคการส่งออก การประกาศถอดรายชื่อดังกล่าวจะเป็นบวกต่อบรรยากาศการลงนามข้อตกลงของทั้ง 2 ประเทศในวันพรุ่งนี้ และเป็นบวกต่อบรรยากาศการเจรจาเพื่อบรรลุข้อพิพาทการค้าเฟส 2 ต่อไป
  • (-) ราคาน้ำมันดิบปิดลบต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 หลังจากนักลงทุนคลายกังวลกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง: เดิมตลาดกังวลว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจะกดดันให้เกิดภาวะอุปทานตึงตัวผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง อย่างไรก็ตามต่อมานักลงทุนคลายกังวลกับสถานการณ์ดังกล่าวเนื่องจากสหรัฐใช้การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจแทนการใช้ยุทธวิธีทางทหารเช่นเดียวกับอิหร่านที่ไม่ต้องการเพิ่มความขัดแย้งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้าถูกขายทำกำไรและมีแนวโน้มจะกลับไปซื้อขายที่ระดับปกติในกรอบการซื้อขายเดียวกันกับปีที่ผ่านมาคือระดับ 50-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ระยะสั้นเป็นลบต่อ Sentiment การลงทุนของ PTT และ PTTEP
  • (+/-) วันนี้ติดตามการประชุม ครม.คาดลงมติขยายมาตร “ชิมช้อบใช้” และออกมาตรการฟรีวีซ่า เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว: ผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังลดลงอย่างต่อเนื่องยังจำเป็นที่ภาครัฐจะต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมซึ่ง 1 ใน 2 มาตรการที่คาดว่าจะนำเข้าเสนอในที่ประชุม ครม.วันนี้ยังอยู่ในภาคการบริโภคและภาคการท่องเที่ยว คือ 1) ขยายมาตรการ “ชิมช้อบใช้” เป็นเฟสที่ 4 หลังจากที่ เฟส 3 จะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 31 ม.ค.นี้ เป็นบวกต่อกลุ่มค้าปลีก CPALL, HMPRO และ GLOBAL และ 2) เตรียมออกมาตรการฟรีวีซ่าให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง อาทิ จีนและอินเดีย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวให้ขยายตัวเร่งขึ้น เป็นบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยว MINT, ERW และ SPA 
แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
เอกสารประกอบ:
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง