ส่องแผนปฏิรูปสีเขียวฉบับใหม่ของอียู และนัยต่อประเทศไทย

ส่องแผนปฏิรูปสีเขียวฉบับใหม่ของอียู และนัยต่อประเทศไทย
18 ธันวาคม 2562 | โดย ทีมงาน Thaieurope.net | คอลัมน์ EU Watch
1,855

มองเผินๆ แผนปฏิรูปสีเขียวฉบับใหม่ของอียู ที่มุ่งแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของยุโรป อาจดูไม่เกี่ยวข้องกับการค้าสักเท่าไร แต่จริงๆ แล้ว เหล่านโยบายแผนปฏิรูปสีเขียวนี้มีนโยบายที่กำหนดกฎระเบียบไว้ ซึ่งส่งกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงไทยด้วย

ในสภาวะที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมกลายเป็นปัญหาสำคัญของโลก นาง Ursula von der leyen ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปคนใหม่ ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.2562 ได้เสนอแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ ภายใต้ชื่อว่า "The European Green Deal" ออกมาให้สภายุโรปทำการพิจารณาเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเธอเชื่อว่าเป็นความหวังสำคัญในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ และแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของทวีปยุโรป และจะช่วยผลักดันให้โลกขับคลื่อนไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยั่งยืน และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

สาระสำคัญส่วนหนึ่งของการปฏิรูปดังกล่าวคือ การทำให้ภาคอุตสาหกรรมภายในอียู ปลอดก๊าซคาร์บอน (carbon neutral) ภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) และเพิ่มเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกสำหรับปี 2573 (ค.ศ.2030) จากเดิมร้อยละ 40 เป็นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50-55 ซึ่งเป็นการสะท้อนจุดยืนของอียู ในการเป็นผู้นำลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน โดยอียูจะดำเนินการออกกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศออกมาภายในเดือน มี.ค.2563 เพื่อกำหนดเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจน 

157656536132

นอกจากนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ นาง von der leyen ยังย้ำถึงความจำเป็นของการปฏิรูปกฎหมายและมาตรการภายในอียู ซึ่งครอบคลุมมิติต่างๆ ในระยะเวลา 5-10 ปีข้างหน้า โดยเน้นการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทางจนถึงมือผู้บริโภค ให้มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมถึงการลดการปลดปล่อยมลพิษ การจัดการของเสีย การคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพและการจัดการทางระบบนิเวศ การทำการเกษตรอย่างยั่งยืน การอนุรักษ์ป่าไม้ การขนส่งที่มีประสิทธิภาพ การส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนและการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

โดยมีมาตรการที่น่าสนใจดังนี้ 

1.การใช้มาตรการ Border Carbon Tax Adjustment เพื่อเรียกเก็บภาษีจากสินค้านำเข้าที่มีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนแฝงสูงกว่าสินค้าที่ผลิตในอียู โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานในการผลิตสูง/มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เช่น ซีเมนต์ 

2.การปรับปรุงมาตรการ EU Emissions Trading Scheme หรือ ETS เพื่อเรียกเก็บภาษีจากการปล่อยมลภาวะของอุตสาหกรรมบางประเภท โดยเฉพาะสำหรับภาคอุตสาหกรรมการเดินเรือและการบิน ตลอดจนอุตสาหกรรมการก่อสร้างและการขนส่ง 

3.การปรับปรุงระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารจัดการของเสีย เช่น ขยะพลาสติก เพื่อลดปริมาณของเสียและการนำไปรีไซเคิล โดยขยายความให้ครอบคลุมไปถึงสิ่งทอ วัสดุก่อสร้าง และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

157656542286

4.นอกจากนั้นแผนปฏิรูปดังกล่าวยังส่งเสริมให้มีการอุดหนุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการปกป้องและการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวเพื่อกระตุ้นการผลิตและการบริการสีเขียว ตลอดจนการติดฉลากสินค้าเปิดเผยข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน หรือข้อมูลเกี่ยวกับการตัดไม้ทำลายป่าจากกิจกรรมต่างๆ ในสายการผลิต เพื่อกระตุ้นผู้บริโภคในการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงเสนอให้มีการเจรจาทบทวนประเด็นสิ่งแวดล้อมในกรอบ WTO และ FTA อีกด้วย

เพื่อสนับสนุนแผนปฏิรูปที่มีความท้าทายนี้ นาง von der leyen ได้เสนอให้มีการอัดฉีดเม็ดเงินงบประมาณอีกปีละ 2 แสนหกหมื่นล้านยูโรต่อปี ภายใต้แผน Sustainable Europe Investment Plan เพื่อกระตุ้นภาคเศรษฐกิจด้านสิ่งแวดล้อมของอียู โดยเน้นเพิ่มการลงทุนในโครงการและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความยั่งยืนและการวิจัยสีเขียว พร้อมทั้งจัดสรรกองทุนภายใต้ชื่อว่า "Just transition Fund" อีก 1 แสนล้านยูโร เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศสมาชิกอียูที่ยังต้องพึ่งพาพลังงานจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

ในขณะที่บางคนยังตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับโอกาสที่ข้อเสนอด้านนโยบายนี้จะได้รับความเห็นชอบจากสภายุโรปและคณะมนตรียุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภาคอุตสาหกรรมของบางประเทศสมาชิกอียู เช่น โปแลนด์ ฮังการี และสาธารณรัฐเช็ก ยังคงพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งล่าสุดที่ประชุมผู้นำของอียูเมื่อคืนวันที่ 12 ธ.ค.ที่ผ่านมา ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมที่จะประกาศให้อียูมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ.2050 และจะหารือร่วมกันอีกครั้งภายในเดือน มิ..2563 เนื่องจากสมาชิกบางประเทศยังคงต้องการความชัดเจนเกี่ยวกับการนำแผนดังกล่าวสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเรื่องการสนับสนุนด้านเงินงบประมาณจากอียู

157656549630

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อียูให้ความสำคัญกับนโยบายสิ่งแวดล้อมและการลดปัญหาโลกร้อนเป็นอย่างมาก และได้มีการออกกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมสำคัญๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ กฎระเบียบ IUU (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing) เพื่อป้องกันการทำประมงที่ผิดกฎหมาย กฎระเบียบ FLEGT และ EU Timber Regulation ป้องกันการค้าไม้เถื่อน เป็นต้น

มาตรการเหล่านี้หากมองเผินๆ แล้ว อาจจะดูไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับการดำเนินการค้า แต่การที่อียูให้ความสำคัญกับนโยบายหลายอย่างนั้นเป็นสาเหตุที่นำมาสู่การกำหนดกฎระเบียบรองรับจำนวนมากที่ส่งกระทบต่อเนื่องมายังการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงกับไทย เช่น การส่งออกสินค้าประมง (สำหรับกฎระเบียบ IUU) และสินค้าไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ (สำหรับกฎระเบียบ กฎระเบียบ FLEGT และ EU Timber Regulation) ไปยังตลาดอียู และส่งผลให้ไทยต้องทำการปรับปรุงระบบและกระบวนการผลิตของสินค้าดังกล่าวภายในประเทศเพื่อให้สามารถยืนยันได้ว่าสินค้าที่ส่งออกไปอียูนั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ได้มาจากแหล่งที่ผิดกฎหมาย

สำหรับมาตรการ EU ETS สำหรับสาขาการบินที่อียูมีแนวโน้มที่จะลดการให้โควตาการปล่อยก๊าซฟรีลงไปเรื่อยๆ อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจการค้ากับไทย เนื่องจากสายการบินที่บินเข้า-ออกจากท่าอากาศยานของประเทศอียูจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการซื้อเครดิตสำหรับการปล่อยก๊าซคาร์บอนเพิ่ม ซึ่งส่งผลต่อราคาค่าโดยสารเครื่องบินและการขนส่งสินค้าทางอากาศที่สูงเพิ่มขึ้นตามมา

ในบริบทของการเจรจา FTA อียูได้ผนวกประเด็นสิ่งแวดล้อมไว้เป็นเรื่องหลักในการเจรจา อาทิ การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว และต้องการเรียกร้องให้คู่เจรจาปฏิบัติตามข้อบทในความตกลงระหว่างประเทศโดยเฉพาะความตกลงปารีสที่เกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน หรือล่าสุดกรณีไฟป่าอเมซอนที่ทำให้สภายุโรปออกมาแสดงท่าทีที่จะชะลอการให้สัตยาบันความตกลง FTA กับ Mercosur

157656558856

ดังนั้น หากไทยจะเริ่มเจรจา FTA กับอียูอีกครั้ง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทบทวนและปรับปรุงยุทธศาสตร์และนโยบายสีเขียวของประเทศ ให้มีความก้าวหน้าและสอดคล้องกับข้อเรียกร้องและมาตรการต่างๆ ของอียู เพื่อจะได้ใช้เป็นโอกาสในการพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศ และพัฒนาศักยภาพของภาคธุรกิจไทย นอกเหนือไปจากการผลักดันให้ภาคส่วนต่างๆ ของอียูหันมาสนับสนุนการเจรจา FTA กับไทย

ทั้งนี้ กระแสธุรกิจที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมและนวัตกรรมนับเป็นกระแสหลักที่ผู้ประกอบการยุคใหม่ควรใช้เป็นตัวสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าและบริการ ซึ่งภาคธุรกิจไทยหลายสาขาก็มีศักยภาพในเรื่องนี้อยู่ไม่น้อยหน้าใคร ดังนั้น แทนที่จะมองว่านโยบายสีเขียวนี้เป็นเพียงมาตรการกีดกันทางการค้าใหม่จากอียู ในทางกลับกันก็อาจเป็นประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ในการยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยและการส่งออกสินค้าไทยไปอียูในอนาคตต่อไป

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง