'อินโดนีเซีย' เผชิญไฟป่าสูญรายได้ศก. 5.2พันล้านดอลล์

'อินโดนีเซีย' เผชิญไฟป่าสูญรายได้ศก. 5.2พันล้านดอลล์
11 ธันวาคม 2562
669

เวิลด์แบงก์ ชี้ อินโดนีเซีย หนึ่งในประเทศเผชิญกับไฟป่าครั้งใหญ่ในปี62 สูญรายได้โอกาสทางเศรษฐกิจ 5.2 พันล้านดอลลาร์ ก่อคาร์บอนไดออกไซด์สูง 2 เท่ากว่าเหตุไฟป่าอเมซอน

ธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ เปิดเผยรายงานในวันนี้ (11ธ.ค.) มูลค่าความเสียหายและโอกาสความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากเหตุการณ์ไฟป่าในอินโดนีเซียปี 2562 อย่างน้อย 5.2 พันล้านดอลลาร์ หรือเท่ากับ 0.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพีของอินโดนีเซีย 

ตัวเลขดังกล่าวได้ประเมิณความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ 8 จังหวัดของอินโดนีเซีย ตั้งแต่เดือน มิ.ย. - ต.ค. 2562 แม้ว่าสถานการณ์ไฟป่ายังเกิดขึ้นต่อเนื่องมาจนถึงเดือน พ.ย. 

"ป่าและพื้นที่ที่เกิดไฟไหม้ นำไปสู่ผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยยะทางเศรษฐกิจ ทั้งที่เป็นผลกระทบโดยตรงที่มีต่อทรัพย์สินจำนวน 157 ล้านดอลลาร์ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนกว่า 5 พันล้านดอลลาร์" รายงานเวิลด์แบงก์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม ศูนย์พยากรณ์อากาศของยุโรป คาดการณ์ว่าปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากไฟป่าอินโดนีเซียเดือน ม.ค. - พ.ย. 62 รวมกันจำนวน 720 เมกะตัน นอกจากนี้ ปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ต่อเนื่องได้กลายเป็นหายนะที่มีต่อสุขภาพและอุปสรรคต่อคุณภาพการศึกษาของคนอินโดนีเซีย 

ทั้งนี้ ประชาชนกว่า 9 แสนคนต้องป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ ซึ่งในระหว่างเกิดเหตุไฟป่าได้ส่งผลสนามบิน 12 แห่งของอินโดนีเซียต้องหยุดชะงัก โรงเรียนนับร้อยประกาศปิดการเรียนการสอน นอกจากนี้มาเลเซีย และสิงคโปร์ ประเทศข้างเคียงซึ่งได้รับผลกระทบจากกระแสหมอกควันจากอินโดนีเซียก็ต้องหยุดให้บริการชั่วคราวในหลายหน่วยงาน 

“กระแสหมอกควันในช่วงฤดูแล้งเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ได้สร้างความขัดแย้งทางการทูตระหว่างรัฐบาลสองประเทศคืออินโดนีเซีย และมาเลเซีย” รายงานระบุ 

เวิลด์แบงก์ คาดการณ์ว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียอยู่ที่ 5% ในปี 2562 ซึ่งจะลดลง 0.05 - 0.09% จากเดิมโตอยู่ 5.1% เป็นผลจากสถานการณ์ไฟป่า 

หากแต่ เหตุไฟป่าเกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์เพราะต้องการเตรียมดินเพาะปลูกกลายเป็นปัญหาเรื้อรังนานนับ 20 ปี นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า พื้นที่ที่เกิดเหตุไฟป่าประมาณ 44% เป็นป่าพรุ โดยทั้งหมดนี้ได้ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนถึง 2 เท่า ถ้าเทียบกับเหตุไฟป่าในอเมซอน ประเทศบราซิล ปีเดียวกันนี้ 

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง