เทคโนโลยีย่อโลกลงทุน “หุ้น3ประเทศ” แค่มือคลิ๊ก

เทคโนโลยีย่อโลกลงทุน “หุ้น3ประเทศ” แค่มือคลิ๊ก
11 สิงหาคม 2562 | โดย ดาริน โชสูงเนิน
2,966

เทคโนโลยีกำลังเข้ามาย่อลงทุนหุ้นโลกแค่มือคลิ๊ก ! “รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ” แห่ง หลักทรัพย์บัวหลวง ยกให้ 3 ตลาดเด่นสุด “สหรัฐ-ฮ่องกง-เวียดนาม” ผลตอบแทน 6 ปีย้อนหลัง“ร้อนแรง” แนะธีมกระจายพอร์ตนอกบ้าน ลดเสี่ยง SET INDEX ผันผวน-รีเทิร์นต่ำ

เทคโนโลยี 5G กำลังจะทำให้ ตลาดหุ้นทั่วโลก” ขยับเข้ามาใกล้มือนักลงทุนไทยมากยิ่งขึ้น!! สะท้อนผ่านปัจจุบันนักลงทุนสามารถเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ต้องเสียเงินเดินทางไปยังประเทศเหล่านั้น ยกตัวอย่าง กรณีในงานประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีของบริษัท Berkshire Hathaway บริษัทด้านการลงทุนของ 2 นักลงทุนชื่อดังระดับโลก “Warren Buffett” และ “Charlie Munger” ที่มีการถ่ายทอดสดการประชุมผ่านช่องทาง Facebook แล้ว  

เดิมการลงทุนใน หุ้นต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องที่ แสนยาก สำหรับนักลงทุนไทย จากอุปสรรคนานัปการที่ไม่ว่าจะเป็น การเข้าถึงข้อมูล (บทวิเคราะห์)ที่ยากและเป็นภาษาอังกฤษล้วนๆ การต้องไปเปิดพอร์ตลงทุนในประเทศนั้นๆ และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น

สารพัดปัญหาเหล่านี้ บริษัทหลักทรัพย์ เริ่มเข้ามาแก้ไขปัญหาให้นักลงทุน อาทิ บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง หรือ BLS ที่เข้ามาช่วย แก้ปัญหา ให้นักลงทุนไทย ด้วยการเปิดการลงทุนใหม่ล่าสุดในตลาดต่างประเทศแบบง่ายด้วย “Bualuang Global Invest” บริการลงทุนในหุ้นต่างประเทศในตลาดหุ้น 3 ประเทศ คือ สหรัฐ-ฮ่องกง-เวียดนาม ครอบคลุมหุ้น และ ETFs (กองทุนรวมที่บริหารสินทรัพย์ให้ได้ผลตอบแทนตามดัชนีอ้างอิง) กว่า 9,000 ตัวทั่วโลก ให้เป็นเรื่องง่ายเพียงปลายนิ้ว ผ่านระบบเดียวกับหุ้นไทย ด้วย Streaming บนมือถือ หรือ Web-based

รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ” ผู้อำนวยการ หัวหน้าฝ่าย Global Investing บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS แจกแจงสตอรี่ลงทุนตลาดหุ้นใน 3 ประเทศดังกล่าวให้กับ “กรุงเทพธุรกิจ BizWeek” ฟังว่า ในภาวะที่ตลาดหุ้นไทยผันผวนและสร้าง ผลตอบแทน” (รีเทิร์น) นับตั้งแต่ต้นปี 2562 จนถึงปัจจุบันปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียง 3% เท่านั้น

ฉะนั้น ในช่วงที่หุ้นไทยสร้างผลตอบแทนไม่ยวนใจ นักลงทุนควร ปรับพอร์ตลงทุน ด้วยการกระจายการลงทุนตลาดต่างประเทศเพื่อ ลดความเสี่ยง หุ้นไทยลง ซึ่งทีมงาน BLS คัดเลือกตลาดหุ้นใน 3 ประเทศ (สหรัฐ-ฮ่องกง-เวียดนาม) ที่สร้างผลตอบแทนระดับดีในระยะยาว รวมทั้งมีอัตราเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศนั้นๆ อย่างต่อเนื่อง

สะท้อนผ่านผลตอบแทนย้อนหลัง 6 ปี (2556-2562) ตลาดหุ้นสหรัฐ ตลาดหุ้นฮ่องกง และตลาดหุ้นเวียดนาม ทำผลตอบแทนจากการลงทุนได้เฉลี่ย 76.99% 21.64% และ 92.09% ตามลำดับ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 4.48%

จากรีเทิร์นตลาดหุ้นไทยที่ต่ำกว่าหลายประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าถ้าลงทุนในประเทศเดียวจะเสี่ยงมากกว่ากระจายการลงทุนออกไปในหลายประเทศ

กูรูหุ้นต่างประเทศ ขยายความว่า การที่นักลงทุนโฟกัสการลงทุนในประเทศเพียงอย่างเดียว ในระยะยาวอาจจะลำบากในการได้ผลตอบแทนในระดับสูง ดังนั้น การเปิดพอร์ตลงทุนในต่างประเทศจึงถือเป็น โอกาสใหม่ สำหรับนักลงทุนในกระจายการลงทุนให้หลากหลายและเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เทคโนโลยียุค 5G ทำให้นักลงทุนสามารถฟังประชุมผู้ถือหุ้นได้ง่ายๆ และไม่ต้องไปถึงประเทศนั้นๆ เชื่อว่าจะทำให้การลงทุนหุ้นต่างประเทศเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากขึ้น เหมือนที่ผ่านมาไม่เคยรู้ว่าสินค้าที่เข้าใช้ในชีวิตประจำวันตั้งแต่ตื่นจนกระทั้งเข้านอนเป็นบริษัทที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหุ้นเป็นจำนวนมาก

สำหรับ จุดเด่น” ของตลาดหุ้น 3 ประเทศ เขาบอกว่า ตลาดหุ้นสหรัฐ” (S&P 500) ถือเป็นตลาดหุ้นใหญ่ที่สุดของโลก คิดเป็นสัดส่วน 40% ของโลก ที่มีมูลค่าการซื้อขาย (Volume) ต่อวันอยู่ที่ 10 ล้านล้านบาท ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐมีความโดดเด่นคือ เป็นตลาดหุ้นที่มีหุ้น Super Stock ระดับโลกหลายตัว ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ใหญ่สุดในโลกซื้อขายอยู่ที่นั้น และมีหุ้นที่เป็นเจ้าตลาดนวัตกรรมอยู่ที่นั้น ตลาดมีหุ้นเจ้าแห่งเทคโนโลยีในตลาดอย่าง Facebook , Apple , Starbucks และ Google เป็นต้น โดยหุ้นลักษณะนี้หาไม่ได้ในตลาดหุ้นไทย!

ETFs มีขนาดใหญ่มาก นักลงทุนสามารถลงทุนได้ทั่วโลก เพราะมี ETFs ที่อ้างอิงกับดัชนีหรือหุ้นต่างๆหลากหลายประเทศ เช่น แคนาดา จีน อินเดีย ญี่ปุ่น อินโดนิเซีย ออสเตรเลีย หรือแม้แต่บริษัทที่ผลิตพืชยอดฮิตในช่วงนี้อย่างกัญชา ก็สามารถซื้อขายได้ผ่านตลาดหุ้นสหรัฐ

เชื่อหรือไม่!! ETFs ทองคำตัวเดียวมีมูลค่าซื้อขายต่อวันมากกว่าตลาดหุ้นไทย !

เขายังระบุว่า มีคนเก่งหลากหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ในสหรัฐ โดยเฉพาะคนเชื้อสายยิว เช่น สตีฟ จอบส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง เฟซบุ๊ก และ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์และนักฟิสิกส์ทฤษฎี

ผมชอบเปรียบเทียบตลาดหุ้นสหรัฐว่า เหมือนเวลาเราเดินออกไปซื้อของข้างนอกบ้าน เราควรจะหยุดซื้อแค่ร้านขายของชำแถวบ้าน หรือว่าเราจะเดินต่อไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อ หรือเราจะเดินต่อไปซื้อของในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ดี

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจของสหรัฐ ไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี เติบโตระดับ 3.2% ถือว่าเป็นตัวเลขจีดีพีที่ดีสุดในรอบ 3-4 ปี ขณะที่ตลาดหุ้น S&P 500 ทำ New High ทะลุ 3,000 จุด ถือว่าสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหุ้น ขณะที่ตลาดหุ้นไทยสร้างผลตอบแทนไตรมาส 1 ที่ผ่านมา แค่ระดับ 2.8%

สำหรับกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐในปีนี้ คาดว่าจะโตเป็นตัวเลขสองหลัก สอดคล้องกับหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี ในตลาด S & P500 ไตรมาส 1 ปี 2562 กำไรเติบโต 20% ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาแล้ว 30%

อีกเรื่องที่สร้าง เซอร์ไพรส์ ตลาดหุ้นทั่วโลกมาก คือ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่ออกมาตัวเลขเศรษฐกิจไม่ได้แย่ ตามปกติการที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยตัวเลขเศรษฐกิจต้องออกมาแย่ก่อน ทว่าปัจจุบันเฟดกับใช้นโยบาย การป้องกัน ก่อนที่ตัวเลขเศรษฐกิจจะแย่ โดยตอนนี้หากเห็นสัญญาณตัวเลขเศรษฐกิจจะถดถอย เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยก่อนเพื่อเป็นการป้องกัน ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกผ่อนคลายลงได้ สิ่งที่ตลาดหุ้นทั่วโลกชื่นชอบคือ วัฏจักรดอกเบี้ย ขาขึ้น จบลงแล้ว !!

ในภาพรวมระยะ 6 เดือนถึง 1 ปี ตลาดหุ้นสหรัฐยังเป็นขาขึ้น หากระยะสั้นตลาดปรับตัวลงเพราะว่าปัจจุบันตลาดหุ้นนิวไฮไปแล้ว ดังนั้นนักลงทุนก็รอจังหวะให้ราคาหุ้นย่อลงมาก็ถือเป็นโอกาสทยอยซื้อสะสมได้

ตลาดหุ้นฮ่องกง ต้องยอมรับว่า เป็นตลาดที่เป็นศูนย์กลางการเงินของเอเชีย มูลค่าการซื้อขายต่อวันราว 4 แสนล้านบาท สูงกว่าตลาดหุ้นไทยกว่า “10 เท่า และเป็นแหล่ง การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ” (FDI) ของจีนประมาณ 60%ประกอบกับปัจจุบันฮ่องกองเป็นตลาดที่ประเทศจีนใช้เป็นฐานในการส่งออกสินค้าอีกด้วย จากกรณีที่สหรัฐเก็บภาษีจากจีน 25% ขณะที่ฮ่องกงไม่ได้โดนสหรัฐเก็บภาษี

สำหรับ จุดเด่น” ตลาดหุ้นฮ่องกง คือ มีความเสี่ยงที่น้อยกว่าลงทุนในตลาดหุ้นจีน ในขณะที่เศรษฐกิจเติบโตควบคู่ไปกับเศรษฐกิจของจีน ฉะนั้น เวลาพูดถึงตลาดหุ้นเอเชียหากไม่พูดถึงตลาดหุ้นฮ่องกงคงเป็นไปไม่ได้

นอกจากนี้ ยังมีข้อตกลงร่วมกันระหว่างมณฑลกวางตุ้ง ฮ่องกง มาเก๊า ในการร่วมกันพัฒนาพื้นที่เมืองติดชายฝั่ง โดยมีจุดประสงค์ที่จะสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานในการเชื่อมต่อพื้นที่ยกระดับการค้าขายสินค้า รวมถึงการพัฒนาการรวม กลุ่มอุตสาหกรรม” (Cluster) ในการเป็นศูนย์รวมของ เทคโนโลยี การเงิน และนวัตกรรมระดับโลกอีกด้วย

ขณะที่ ตลาดหุ้นเวียดนาม” ต้องบอกว่าเวียดนามกำลังเป็นเสือตัวใหม่แห่งเอเชีย จากภาวะเศรษฐกิจปี 2561 มีอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบ 11 ปี โดยมีจีดีพีโตถึง 7.08% และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ในครึ่งปีแรกปี 2562 ตัวเลขจีดีพีโตถึงระดับ 6.76% ขณะที่การลงทุนต่างชาติ (FDI) มีทิศทางไหลเข้าเวียดนามมหาศาล

ทั้งนี้ เชื่อว่าแนวโน้มเศรษฐกิจเวียดนามจะเติบโต ระดับ 6.5%” ไปอีกหลายปี เพราะว่าปัจจุบันมูลค่าการส่งออกเวียดนามสูงกว่าไทยเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสัดส่วนส่งออกคิดเป็น 100% ของจีดีพีเวียดนาม สะท้อนจากไตรมาสแรกส่งออกโตระดับ 5-6% ขณะที่เมืองไทยตัวเลขส่งออก ติดลบ แล้ว เนื่องจากตอนนี้นักลงทุนย้ายฐานไปอยู่ที่เวียดนามมาก

สิ่งที่สำคัญสุด คือเวียดนามมี 5 ปัจจัยบวก ที่เป็น จุดเด่น คือ 1.ค่าแรงงานถูกกว่าเมืองไทย 2.มี “เขตการค้าเสรี” (FTA) กับทั่วโลก ทำให้ต้นทุนสินค้าถูกกว่าเมืองไทย 3.มี FDI ที่เข้าประเทศจำนวนมาก 4.มีจำนวนประชากร 100 ล้านคน สูงกว่าไทยที่มี 70 ล้านคน และประชากรเวียดนามยังเป็นวัยหนุ่มสาว ซึ่งอยู่ในช่วงของการทำงาน และ 5.การเมืองเวียดนามมีเสถียรภาพ ฉะนั้น อนาคตเวียดนามจะมีการบริโภคจำนวนมาก แต่ว่าเวียดนามมี จุดอ่อน” กว่าเมืองไทย คือ มีระบบโครงสร้างพื้นฐานสู่ไทยยังไม่ได้

ภาพใหญ่เศรษฐกิจเวียดนามถือว่าดีมาก แม้ว่าระยะสั้นจะมีเรื่องของค่าเงินผันผวน แต่เชื่อว่าระยะยาวถ้าเรามีความอดทนพอการลงทุนในประเทศที่เศรษฐกิจมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง ถือว่าจะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับเราได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้บอกให้นักลงทุนทิ้งตลาดหุ้นไทย แต่ให้ถือว่าการลงทุนในต่างประเทศเป็นการจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น มองว่านักลงทุนควรกระจายพอร์ตลงทุนไปยังหุ้นต่างประเทศ

------------------------

เลือกหุ้นเด่น”3 ประเทศ

รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ” ผู้อำนวยการ หัวหน้าฝ่าย Global Investing บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS

บอกว่า สำหรับ หุ้นโดดเด่น ที่ BLS แนะนำลงทุนใน ตลาดสหรัฐ คือ หุ้น Microsoft (MSFT) เป็นผู้ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ เช่น Windows และ Microsoft Offices รวมถึงให้บริการ Cloud และยังเป็นเจ้าของ Skype และ Linkedln อีกด้วย

โดยรายได้หลักของ MSFT มาจากผลิตภัณฑ์ Microsoft Offices คิดเป็นสัดส่วน 26% ของรายได้รวม และมาจากธุรกิจ Cloud คิดเป็น 24% ของรายได้รวม ซึ่งปัจจุบัน MSFT เปิดกว้างมากขึ้น ด้วยการปรับให้โปรแกรม Office สามารถใช้งานได้ทั้งระบบ iOS และ Android รวมถึงร่วมมือกับบริษัท Adobe Dropbox และบริษัท Tech คู่แข่งในการพัฒนาระบบภายใต้ Windows และบริการ Cloud ของ MSFT

หุ้น MSFT ประกาศกำไรไตรมาสล่าสุดเติบโตถึง 18.7% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเติบโตมาจากรายได้ธุรกิจ Cloud ที่มีการขยายตัวถึง 73% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

หุ้น Walt Disney Co. (DIS) เป็นอาณาจักรของยักษ์สื่อบันเทิงที่ทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดี ก่อตั้งมานานกว่า 100 ปี โดยเริ่มต้นธุรกิจจากภาพยนตร์การ์ตูนอย่าง Alice Wonderland และ Mickey Mouse ที่ประสบความสำเร็จทั่วโลก หลังจากนั้นบริษัทได้เริ่มเข้าจับธุรกิจสวนสนุก และธุรกิจสตูดิโอหนัง รวมทั้งการขายลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนให้กับบริษัททั่วโลกนำไปผลิตเป็นสินค้า

โดยธุรกิจของ DIS ได้เปรียบคู่แข่งจากฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งประกอบกับมี Content ที่หลากหลาย รวมถึงอยู่ในธุรกิจที่มี Barrier to entry สูง

ครึ่งหลังปี 2562 DIS เตรียมส่งภาพยนตร์ยอดฮิตอย่าง Lion King , Star Wars และ Frozen2 คาดว่าภาพยนตร์เหล่านี้จะสร้างรายได้ให้บริษัทสูง และ DIS เพิ่มเปิดตัวสวนสนุกตีม Star Wars ไป ซึ่งคาดว่าจะช่วยผลักดันรายได้อีกด้วย

และ หุ้น Home Depot (HD) ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง ตกแต่ง ปรับปรุง อาคารและที่อยู่อาศัย (ธุรกิจคล้ายกับหุ้น HMPRO) โดยหุ้น HD เป็นค้าปลีกวัสดุที่ใหญ่สุดในโลก มีจำนวนร้านค้าทั้งหมด 2,200 แห่งในสหรัฐ แคนาดา และเม็กซิโก รวมถึงขายสินค้าผ่านร้านค้าปลีกอื่นๆ อีก 4 แสนแห่ง

แม้ว่าปัจจุบันราคาหุ้น HD จะปรับตัวขึ้นมากว่า 26% แต่ด้วย Valuation จาก Bloomberg Consensus ที่คาดว่า P/E ในปี 2563 จะอยู่ที่ 21 เท่า (ต่ำกว่าหุ้น HMPRO) รวมถึงแนวโน้มกำไรที่ดีขึ้น ฉะนั้น มีโอกาสที่นักวิเคราะห์จะปรับราคาเป้าหมายขึ้นอีกได้

สำหรับหุ้นที่แนะนำให้นักลงทุน หลีกเลี่ยง ในตลาดหุ้นสหรัฐจะเป็นหุ้นที่มีพีอีสูงระดับ 100 เท่า เนื่องจากเป็นหุ้นที่มีความคาดหวังของนักลงทุนสูง เมื่อประกาศผลประกอบการออกมาแล้วไม่เป็นดังหวัง ทำให้ราคาหุ้นร่วงเร็วมาก

ขณะที่หุ้นโดดเด่นใน ตลาดฮ่องกง คือ หุ้น Ping An (2318) ประกอบธุรกิจประกันที่ใหญ่สุดในจีน โดยจดทะเบียนทั้งตลาดหลักทรัพย์จีนและฮ่องกง ประกอบธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่ ประกัน ธนาคาร บริหารสินทรัพย์ รวมถึง Fintech และ Healthtech ซึ่ง Ping An มีรายได้หลักมาจากธุรกิจประกันชีวิตและสุขภาพ คิดเป็นสัดส่วน 35% ของรายได้รวม และมีความโดดเด่นและได้เปรียบคู่แข่งในการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาธุรกิจ รวมทั้งการใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ใช้งาน

โดยไตรมาสแรกปี 2562 มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 77.1% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากเงินลงทุน นอกจากนี้ยังมีจำนวนลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 11ล้านคน ซึ่ง 1 ใน 3 นั้นเป็นการซื้อประกันผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของ Online Platform

หุ้น Kerry (636) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Kerry Express ประเทศไทย ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง ประกอบธุรกิจขนส่ง และโลจิสติกส์ โดยมีเครือข่ายขนส่งทั่วโลก และรายได้หลักมาจากการขนส่งในทวีปเอเชีย

สำหรับสิ่งที่น่าสนใจหุ้น Kerry คือ แนวโน้มการเติบโต และ Valuation ที่อยู่ในระดับที่ค่อนข้างถูก โดยคาดการณ์ EPS ในปี 2562 จะเติบโตถึง 18.4% ขณะที่ P/E อยู่ที่ 13.4 เท่า ซึ่งถือว่าราคาไม่แพงมากหากเทียบกับคู่แข่ง

และ การลงทุนใน ETF ที่สร้างผลตอบแทนตามดัชนีในฮ่องกงและจีน ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ และสะดวกสบายสำหรับนักลงทุนที่อยากเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจฮ่องกงและจีน โดยทีม BLS Global Investing ขอนำเสนอ ETF ที่เกาะติดดัชนียอดฮิตมา 2 ตัว

คือ Tracker Fund HK (2800) ประกอบไปด้วย หุ้นใหญ่ สภาพคล่องสูง 50 ตัว ที่เน้นกลุ่มการเงินเป็นส่วนใหญ่ (คิดเป็นสัดส่วนอยู่ประมาณ 50% ของดัชนี) และ ChinaAMC CSI 300 (3188) เป็น ETF ที่สร้างผลตอบแทนตามดัชนี CSI 300 ซึ่งถือเป็นตัวแทนของหุ้นจีน blue ship A-Shares 300 ตัว ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น และ เซี่ยงไฮ้

หุ้นโดดเด่นใน ตลาดเวียดนาม คือ หุ้น Vincom Retail (VRE) ประกอบธุรกิจพัฒนาห้างสรรพสินค้ารายใหญ่สุดในเวียดนาม (คล้ายหุ้น CPN ของไทย) มีส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ราว 60% โดยปัจจุบันบริหารห้างสรรพสินค้าทั้งหมด 66 แห่งทั่วประเทศ ซึ่ง VRE มีสินค้าที่หลากหลายแบรนด์ ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าทุกระดับ (ล่าง-กลาง-บน) นอกจากนี้ VRE ยังเป็นบริษัทในเครือของ Vingroup (ถือหุ้น VRE 31%) ซึ่งมีความชำนาญในการพัฒนาธุรกิจทั้งด้านการตลาดและการลงทุน จึงทำให้บริษัทได้เปรียบคู่แข่งรายอื่นๆ

หุ้น Ha Tien 1 Cement JSC หรือ HT1 เป็นหนึ่งในบริษัทผลิตปูนซีเมนต์ที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม โดยตั้งอยู่ทางตอนใต้ และครองส่วนแบ่งการตลาดในโซนนั้นถึง 30% และหากดูส่วนแบ่งการตลาดทั้งประเทศของ HT1 จะอยู่ที่ 10% ทั้งนี้ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือ Vietnam Cement Industry Corporation ซึ่งเป็นภาครัฐ โดยถือหุ้นสัดส่วน 80%

และ หุ้น KinhBac City Development Holding Corporation หรือ KBC หนึ่งในผู้ประกอบการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม (คล้ายหุ้น AMATA) ที่มีลูกค้าหลักคือ Samsung , LG ,Canon และ Lenovo โดยมีพื้นที่เขตอุตสาหกรรมกว่า 30,000 ไร่ ซึ่ง KBC ได้ประโยชน์ไปกับการเติบโตของ FDI ในเวียดนาม จากบริษัทต่างชาติที่ย้ายฐานการผลิตสินค้าจากจีนมายังเวียดนาม เนื่องจากปัญหาสงครามการค้าจีน-สหรัฐ รวมถึงค่าแรงงาน และต้นทุนอื่นๆ ที่ถูกกว่า อาทิ Foxxconn และ Goertek ที่เป็น Supplier หลักของ Apple ก็ได้ย้ายมา และยังมีแผนที่จะขยายโรงงานอีก โดย KBC มองว่า Supplier เหล่านี้จะสามารถดึงบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอื่นๆ มาเช่าพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเพิ่มได้อีกมาก 

 

 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ LINE @Bangkokbiznews ที่นี่


เพิ่มเพื่อน

แชร์ข่าว :
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง