กนอ.เผยอีอีซีแรงไม่หยุด เล็งผุดนิคมใหม่18แห่ง

กนอ.เผยอีอีซีแรงไม่หยุด เล็งผุดนิคมใหม่18แห่ง
12 กรกฎาคม 2562
2,008

เตรียมไปเขียวตั้งนิคมฯใหม่ในอีอีซี 18 แห่ง มีพื้นที่กว่า 3.5 หมื่นไร่ หาก ส.ค. นี้ ประกาศผังเมือง อีอีซี เดินหน้าทันที เผยนิคมฯในอีอีซี 34 แห่ง ยอดลงทุนสะสมรวม 1.9 ล้านล้านบาท

นางสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เปิดเผยว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ทำให้มีผู้สนใจเข้ามาตั้งนิคมฯแห่งใหม่เป็นจำนวนมาก โดยในขณะนี้มีนิคมฯที่อยู่ระหว่างการขอตั้งนิคมฯแห่งใหม่กับ กนอ. รวมทั้งสิ้น 18 นิคมฯ มีพื้นที่รวม 35,788 โดยเป็นนิคมฯที่อยู่ในจ.ฉะเชิงเทรา 8 โครงการ จ.ชลบุรี 6 โครงการ และจ.ระยอง 4 โครงการ ซึ่งทั้ง 18 นิคมฯ ที่จะตั้งขึ้นใหม่นี้จะเสนอคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กอพ.) ยกขึ้นเป็นเขตส่งเสริมเพื่ออุตสาหกรรม เพื่อดึงดูดการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายให้เข้ามาตั้งในพื้นที่เหล่านี้

“ขณะนี้ผู้ประกอบการต่างรอความชัดเจนของผังเมืองอีอีซี ที่จะออกมาในช่วงเดือนส.ค.นี้ หากผังเมืองมีความชัดเจนก็คาดว่า กนอ. จะสามารถลงนามความร่วมมือตั้งนิคมฯให้ได้ทั้งหมดภายในปีนี้ ซึ่งที่ดินนิคมฯที่เพิ่มขึ้นกว่า 3.5 หมื่นไร่ รวมกับพื้นที่เดิมที่หาพื้นที่ได้เพิ่มประมาณ 1 หมื่นไร่ ก็จะทำให้ กนอ. มีที่ดินใหม่รองรับการลงทุนใน อีอีซี ได้ประมาณ 4 หมื่นไร่ ขาดอีกเพียงเกือบ 1 หมื่นไร่ ก็จะครบ 5 หมื่นไร่ ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ภายในปี 2564”

อีอีซียอดลงทุน1.9ล้านล้าน

สำหรับนิคมฯ ในพื้นที่ อีอีซี ในขณะนี้มีทั้งหมด 34 แห่ง มีพื้นที่รวม 134,805 ไร่ มีมูลค่าการลงทุนสะสมสิ้นปี 2561 มีจำนวน 1.9 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้แบ่งเป็นนิคมฯที่ยกระดับขึ้นมาเป็นเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรม 21 แห่ง อยู่ใน จ.ระยอง 8 แห่ง จ.ชลบุรี 12 แห่ง และจ.ฉะเชิงเทรา 1 แห่ง คิดเป็นพื้นที่ 91,310 ไร่ ซึ่งได้รับการพัฒนาพื้นที่พร้อมขาย/เช่ารองรับการลงทุนใหม่ 10,840 ไร่ เงินลงทุน 1.31 ล้านล้านบาท

โดยการลงทุนในเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรม 21 แห่ง แบ่งการลงทุนออกเป็นระยะแรก 2 แห่ง พื้นที่ 3,608 ไร่ เป็นพื้นที่พร้อมขาย/เช่า 1,875 ไร่ เงินลงทุนทั้งสิ้น 2.1 แสนล้านบาท การลงทุนระยะที่สอง 19 แห่ง พื้นที่ 84,634 ไร่ เป็นพื้นที่พร้อมขาย/เช่า 6,760 ไร่ เงินลงทุนทั้งสิ้น 1.048 ล้านล้านบาท ส่วนนิคมฯที่ไม่ได้เป็นเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรม มีอยู่ 13 แห่ง มีพื้นที่ 43,495 ไร่

8เดือนยอดขายโต76%

สำหรับผลการดำเนินงานในรอบ 8 เดือนของปีงบประมาณ (ต.ค.2561-พ.ค.2562) มียอดขายพื้นที่ 1,765 ไร่ เพิ่มขึ้น 76.85% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมี 998 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่อีอีซี 1,641 ไร่ นอกอีอีซี 124 ไร่ โดยสาเหตุที่มียอดขายเพิ่มขึ้นมากมาจากนโยบายเร่งขับเคลื่อนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในพื้นที่ อีอีซี เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง การขยายท่าเรือมาบตาพุด และแหลมฉบัง การลงทุนขนายสนามบินอู่ตะเภา เป็นต้น รวมทั้งยังได้มุ่งส่งเสริมการลงทุนโดยให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย และสถานการณ์สงครามการค้าที่รุนแรงเป็นตัวกระตุ้นให้นักลงทุนจากจีนเข้ามาในไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งหลักจากที่ตั้งรัฐบาลชุดใหม่ก็จะทำให้ต่างชาติมีความมั่นใจในการลงทุนมากขึ้น จึงทำให้คาดว่าในครึ่งปีหลังยอดขายในพื้นที่นิคมฯจะเพิ่มขึ้น

ส่วนความคืบหน้าโครงการท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงร่างสัญญาในเรื่องผลประโยชน์ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตหากมีสินค้ามาเข้าท่าเรือเพิ่มขึ้นรัฐจะได้รับผลประโยชน์อย่างไร โดยในวันที่ 11 ก.ค. นี้ จะประชุมร่างสัญญา พร้อมกันนี้ ในช่วงปลายเดือนก.ค.นี้ จะรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่เป็นครั้งสุดท้ายหากมีข้อเสนอจากประชาชนในพื้นที่เพิ่มก็จะนำมาปรับปรุงสัญญา เมื่อได้ข้อสรุปทั้งหมดจะส่งไปให้อัยการสูงสุดพิจารณา จากนั้นก็จะส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติร่วมลงทุนต่อไป ส่วนการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ได้จัดทำเสร็จแล้ว

สำหรับการพิจารณาโครงการลงทุนของบริษัท เอ็กซอนโมบิล คอร์ปอเรชั่นที่จะต้องถมทะเลประมาณ 1 พันไร่ ในพื้นที่ อีอีซี ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาจัดจ้างที่ปรึกษาเข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ของการลงทุน และผลกระทบในด้านต่างๆ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนจะได้ข้อสรุป

โรจนะลงทุนเพิ่ม 3 แห่ง

นางสมจิณณ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ กนอ.และบริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด(มหาชน) ได้ร่วมลงนามสัญญาร่วมดำเนินงานจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมโรจนะชลบุรี 2 (เขาคันทรง) ต.เขาคันทรง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี บนพื้นที่กว่า 900 ไร่ มูลค่าการลงทุน รวม 2.1 พันล้านบาท รองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ อีอีซี โดยเน้นการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สมัยใหม่ การแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์แบบครบวงจร แปรรูปเกษตร และอุตสาหกรรมเบา เป็นต้น

ทั้งนี้ คาดจะสามารถดึงดูดการลงทุนเข้าไทยได้มากกว่า 6 พันล้านบาท จากทั้งไทยและต่างชาติ เช่น จีน ญี่ปุ่น และยุโรป เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านทำเลที่ตั้ง และความพร้อมด้านโลจิสติกส์ทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ ไม่ว่าจะเป็นโครงข่ายทางด่วนมอเตอร์เวย์ ทางด่วนบางนา-ชลบุรี ท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินแห่งชาติสุวรรณภูมิสามารถกระจายสินค้าเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน คาดว่าจะเพิ่มการจ้างงานในพื้นที่ได้มากกว่า 1 หมื่นอัตรา

โดยนิคมฯโรจนะชลบุรี 2 เป็นนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงานที่เป็นพื้นที่การลงทุนใหม่ในภาคตะวันออกที่ได้ยื่นขอเป็นเขตส่งเสริมตามโครงการอีอีซีแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) และเมื่อรายงานอีไอเอได้รับความเห็นชอบแล้ว คาดจะใช้ระยะเวลาพัฒนาพื้นที่ทั้งหมด ประมาณ 1 ปี พร้อมเปิดรับนักลงทุนที่สนใจเข้าใช้พื้นที่ประกอบกิจการได้ในเชิงพาณิชย์ในปี 2564

นายชัยพล พรพิบูลย์ ผู้จัดการฝ่ายสงเสริมและพัฒนาธุรกิจ บมจ.สวนอุตสาหกรรมโรจนะ กล่าวว่า โรจนะ ยังมีแผนที่จะตั้งนิคมฯในอีอีซี เพิ่มอีก 2 แห่ง ในพื้นที่แหลมฉบัง มีพื้นที่ 1 พันไร่ คาดว่าจะเปิดตัวได้ในต้นปี 2563 และที่หนองใหญ่ จ.ชลบุรี มีพื้นที่ 2-3 พันไร่ คาดว่าจะเปิดตัวได้ในปี 2564 โดยในช่วง 3-4 ปีมานี้มีลูกค้าจากจีนเข้ามามากมีสัดส่วน 80-90% ซึ่งจะเป็นอุตสาหกรรมไฮเทค เช่น ชิ้นส่วนอากาศยาน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ประมาณ 10% ที่เหลือเป็นอุตสาหกรรมทั่วไป เช่น อาหาร วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และกลุ่มเอสเอ็มอี



แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง