ลุ้นทดสอบ 1,750 จุด

ลุ้นทดสอบ 1,750 จุด
11 กรกฎาคม 2562 | โดย บล.กรุงศรี
1,356

คาดดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบแนวต้านจิตวิทยาที่ระดับ 1,750 จุด

ลาดหุ้นวานนี้ : SET Index พุ่งแรง 17.95 จุด(+1.04%) ปิดที่ระดับ 1,739 จุด มูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 73,610 ล้านบาท Fund Flow ต่างชาติไหลเข้ารับข่าวพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่หนุนหุ้น Big Cap ในแต่ละกลุ่มธุรกิจปรับขึ้นนำตลาด นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 3,250 ล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ซื้อสุทธิในตลาดพันธบัตร 365 ล้านบาท แต่ Net Short TFEX 488 สัญญา

แนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้ : เรากลับมามีมุมมองเป็นบวกโดยคาดดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นไปทดสอบแนวต้านจิตวิทยาที่ระดับ 1,750 จุด โดยมีปัจจัยหนุนหลักมาจาก Fund Flow ต่างชาติที่คาดว่าจะไหลเข้าเพิ่มขึ้นจาก 1) การเมืองไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยเต็มรูปแบบคาดดึงเม็ดเงินจากกองทุนที่มีนโยบายลงทุนโดยอิงกับปัจจัยการเมืองจะกลับเข้ามาลงทุนอีกครั้ง และ 2) คาดมีเงินทุนเคลื่อนย้ายจากประเทศพัฒนาแล้วเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่รวมถึงตลาดหุ้นไทยเพิ่มมากขึ้น หลังจาก Fed ส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ยกดดันให้ US dollars และ US bond yield 10 ปีของสหรัฐปรับตัวลง และค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง คาดหุ้น Big Cap จะยังปรับขึ้นและเป็นกลุ่มนำตลาดได้อีกในวันนี้ นำโดยกลุ่มธุรกิจน้ำมัน อาทิ PTTEP และ กลุ่มสื่อสาร ADVANC และ INTUCH  

กลยุทธ์การลงทุน: Selective Buy เน้นหุ้นงบ 2Q19 ดีเป็นหลัก

  • กลุ่มที่คาดว่างบ 2Q19 จะเติบโตขึ้น (PTTEP, EA, BGRIM, GPSC, CKP ,CPF, GFPT, TFG, CPALL, MTC, THANI, VGI, PLANB, MINT, VNT, WORK, MAJOR, JMT, PRM)
  • กลุ่มขนส่งทางเรือ (PSL, TTA) อานิสงส์ค่าระวางเรือปรับตัวขึ้นต่อเนื่องล่าสุด 1,777 จุด
  • หุ้นปันผลครึ่งปีเด่น (INTUCH, ADVANC, KKP, TCAP, LH, QH)

หุ้นแนะนำวันนี้: PTTEP (ปิด 134.5 ซื้อ/เป้า 150) ได้ Sentiment บวกราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวแรง งบ 2Q19 เด่นสุดในกลุ่ม ปตท. โดยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นทั้ง QoQ และ YoY ครึ่งปีหลังยังมีปัจจัยหนุนจากกำลังการผลิตและปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าซื้อกิจการของ Murphy Oil ในมาเลเซียหนุนปริมาณขายเพิ่มขึ้น 5% ในปีนี้และ 14% ในปีหน้า, AMATA (ปิด 23.9 ซื้อ/เป้า IAA Consensus 27.4 บาท) ได้ Sentiment บวกจากภาพการเมืองที่ชัดเจน คาดรัฐบาลใหม่เดินหน้า EEC ต่อ ขณะเดียวกันสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐยังหนุนให้เกิดเงินทุนเคลื่อนย้ายจากจีนมาไทยเพื่อเลี่ยงปัญหา Trade war มากขึ้น

KSS report วันนี้: Energy sector (Top pick: TOP และ SPRC)

ประเด็นสำคัญวันนี้:          

  • (+) ประธานเฟดส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ตลาดคาดว่าน่าจะเป็นที่เฟดจะลดดอกเบี้ย 0.5% ในเดือน ก.ค.มีความเป็นได้มากขึ้น: นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดกล่าวแถลงนโยบายรอบครึ่งปีต่อสภาฯ โดยส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยเนื่องจากมีความกังวลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจซึ่งได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดทางการค้า, อัตราเงินเฟ้อกำลังปรับตัวลงต่ำกว่าเป้าหมายที่เฟดกำหนดไว้ที่ 2% และคาดว่าจะยังทรงตัวในระดับต่ำไปนานกว่าที่คาดการณ์ การส่งสัญญาณดังกล่าวกดดันให้ Dollar Index และ Bond yield 10 ปี ของสหรัฐปรับตัวลง ขณะที่ตลาดมั่นใจ 100% ว่าเฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ค. โดยความน่าจะเป็นที่จะลดอัตราดอกเบี้ย 0.5% สูงขึ้นจากเดิม 3.3% เป็น 27.6%
  • (+) น้ำมันดิบ WTI พุ่งแรง 2.6 ดอลลาร์ รับข่าวสต๊อกน้ำมันดิบลดลงมากกว่าที่ตลาดคาดไว้: ราคาน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 2.6$ (+4.5%) ปิดที่ระดับ 60.43$/bbl หลังจาก EIA รายงานสต๊อกน้ำมันดิบรายสัปดาห์ของสหรัฐลดลง 9.5 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่ตลาดคาดว่าจะลดลงเพียง 2.1 ล้านบาร์เรล นับเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 อีกทั้งยังได้ Sentiment บวกจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าหลังจากประธานเฟดส่งสัญญาณลดอัตราดอกเบี้ย
  • (+) พระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี คาดสัปดาห์หน้าประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วน: วานนี้พระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีทั้งคณะมีผลตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค.เป็นต้นไป โดยมีพลเอก ประยุทธ์ จันโอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่คณะรัฐมนตรีในทุกต่ำแหน่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ เราคาดว่าหลังจากนี้รัฐบาลจะเร่งรวบรวมนโยบายเศรษฐกิจของแต่ละพรรคการเมืองเพื่อสรุปเป็นแผนเศรษฐกิจร่วมกันก่อนจะประกาศเป็น Action plan หรือ Road Map ในการพัฒนาประเทศต่อไป เบื้องต้นคาดว่าสัปดาห์หน้ารัฐบาลใหม่จะเร่งประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนออกมาก่อนเพื่อเรียกความเชื่อมั่นและเป็นการช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะในระดับรากหญ้า อาทิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สวัสดิการผู้สูงอายุ และนโยบายประกันสินค้าเกษตร ส่งผลบวกต่อหุ้นในกลุ่มค้าปลีก (CPALL, HMPRO, GLOBAL) ส่วนนโยบายต่อเนื่อง คือ EEC และ Mega Project ส่งผลบวกต่อกลุ่มนิคมฯ (AMATA, WHA, ROJNA) และกลุ่มรับเหมาฯ (CK, STEC, ITD, UNIQ และ STPI)

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
เอกสารประกอบ:
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง