โบรกฯ ปรับเป้า BTS หลังขึ้นราคาค่าโดยสาร

ขึ้นค่ารถไฟฟ้า BTS กำไรเพิ่ม สูงสุด 3%
บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ BTS แจ้งปรับขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสุขุมวิท สถานีหมอชิต - สถานีอ่อนนุช และสายสีลม สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ - สถานีสะพานตากสิน ไม่รวมส่วนต่อขยายของกรุงเทพมหานคร ระยะทางรวม 23.5 กิโลเมตร จากราคา 15 บาท – 42 บาท เป็น 16 บาท – 44 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 แต่ยังคงราคาเดิมสำหรับผู้ใช้บัตรแรบบิทประเภทเติมเงิน เป็นเวลา 6 เดือน จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 โดยราคาดังกล่าว ยังคงอยู่ต่ำกว่าเพดานอัตราค่าโดยสารตามสัญญาสัมปทานซึ่งอยู่ในอัตรา 20.11 – 60.31 บาท ซึ่งการปรับราคาค่าโดยสารในครั้งนี้นักวิเคราะห์มองว่าจะช่วยหนุนผลประกอบการของบริษัท
บล.เคจีไอ มองว่า การปรับขึ้นค่าโดยสารในครั้งนี้จะช่วยหนุนให้รายได้ค่าโดยสารเพิ่มขึ้นประมาณ 1% จากระดับปัจจุบัน และมีผลบวกต่อกำไรสุทธิเต็มปี 3% โดยเบื้องต้นจะยังไม่เห็นผลบวกทันทีในปีนี้ เนื่องจากการปรับเพิ่มค่าโดยสารจะถูกหักล้างโดยจำนวนผู้โดยสารที่ลดลงในช่วงแรก (ประมาณ 3 เดือน)
โดยยังคงแนะนำ “ซื้อ” หุ้น BTS ที่ราคา 10.60 บาท (ยังไม่รวมมูลค่าเพิ่มจากรถไฟฟ้าสายสีชมพูและเหลือง)
ด้านบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง กล่าวว่า การดำเนินการนี้สามารถกระทำได้เนื่องจากค่าโดยสารเรียกเก็บปัจจุบัน ยังต่ำกว่าเพดานค่าโดยสารในสัมปทานกับ กทม. ซึ่งตรงนี้จะส่งผลบวกต่อผลกำไรโดยตรงของ BTSGIF และจะสะท้อนกลับมาหา BTS จากการถือหุ้นอยู่ 1/3 ของทั้งหมด โดยทิศทางนี้อยู่ในประมาณการของตลาดแล้ว เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” 10.54 บาท/ หุ้น
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส ระบุว่า จะยังไม่ปรับประมาณการใหม่ แม้จะคาดว่าการปรับขึ้นค่าโดยสารจะทำให้ค่าโดยสารเฉลี่ยปีนี้เพิ่มขึ้น 1% ซึ่งจะสนับสนุนให้รายได้ค่าโดยสารปีนี้เป็นไปตามเป้าหมายได้มากขึ้น นอกจากนี้ กว่าที่การรับประโยชน์จากการขึ้นค่าโดยสารได้เต็มปีก็จะเป็นงวดปีหน้า โดยดีบีเอสฯ จะรอข้อมูลเพิ่มเติมจากบริษัทฯ ที่มากกว่านี้ เพื่อประกอบการพิจารณาทบทวนประมาณการอีกครั้ง ยังคงแนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐาน 9.38 บาท




