'aDay Fresh' เสิร์ฟผลไม้ถึงบ้าน ปั้นเงินล้าน!

'aDay Fresh' เสิร์ฟผลไม้ถึงบ้าน ปั้นเงินล้าน!
7 เมษายน 2559 | โดย จีราวัฒน์ คงแก้ว
15,208

"aDay Fresh" ธุรกิจเดลิเวอรี่ผลไม้เกรดพรีเมี่ยม ใช้สื่อออนไลน์มาเชื่อมผลไม้ให้ไปถึงมือผู้บริโภค ลงทุนแค่ 0 บาท แต่ทำรายได้หลักล้านต่อเดือน!

“เราเคยขายลูกค้ารายเดียวได้ 39,000 บาท เขาสั่งไปกินแล้วอร่อย ติดใจ ก็เลยสั่งเพิ่มไปให้เพื่อน ปรากฏเพื่อนสั่งอีกคนละ 10 กล่อง สรุปเฉพาะกลุ่มนั้นกลุ่มเดียว ภายในวันเดียว สามารถทำเงินให้เราได้ถึงประมาณ 3 แสนบาท!”

นี่คือสถานการณ์จริง ที่เกิดกับ aDay Fresh” (อะเดย์ เฟรช) ธุรกิจเดลิเวอรี่ผลไม้สดพรีเมี่ยม ที่เปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2557 และประสบความสำเร็จเอามากๆ ในวันนี้ ชนิดที่มีเงินแสนให้เห็นในทุกวัน และมีเงินล้านเข้าบัญชีในทุกเดือน ทั้งที่พวกเขาใช้เงินทุนเริ่มต้นในธุรกิจนี่ที่ “ศูนย์บาท” ด้วยซ้ำ

“เราเริ่มต้นธุรกิจโดยไม่ได้ใช้เงินลงทุนด้วยซ้ำ เริ่มจาก “ฟรี” เพราะแฟนผมอยู่ในธุรกิจนี้ เธอทำงานในบริษัทที่นำเข้าผลไม้ เราเลยมีเครดิต ธุรกิจเก็บเป็นเงินสด แล้วผมก็ใช้รถของผมเอง ส่งของเอง มีแค่ค่าผ่อนรถ กับค่าน้ำมันเท่านั้น”

“ยุทธนา เทียนธรรมชาติ” ผู้ก่อตั้ง aDay Fresh บอกจุดเริ่มต้นของธุรกิจ หลังเขาสังเกตธุรกิจผลไม้ในอดีตที่ “ไม่มีแบรนด์” ผลไม้นำเข้าต่อให้เด็ดดวงแค่ไหน ทุกคนก็มีเหมือนกันหมด และไม่เคยมีใครคิดทำแบรนด์ผลไม้มาก่อน

เมื่อไม่มีใครทำ เขานี่แหล่ะจะ “ปฏิวัติ” มันเอง โดยทำผลไม้ให้ มีแบรนด์ แตกต่าง ยูนีค และส่งตรงถึงบ้าน

“เราตั้งเิ aDay Fresh ขึ้นในปี 2557 ตั้งแต่แรกก็คิดจะใช้ช่องทางออนไลน์ เพราะผมเป็นโปรแกรมเมอร์มาก่อน ไม่ถนัดช่องทางอื่น เลยลองสร้างเพจเฟซบุ๊กเล่นๆ ดู ในเดือนกันยายน คิดว่าอย่างน้อยได้เดือนละแสนก็คงอยู่ได้แล้ว ปรากฏตุลาคม เป็นช่วงหยุดยาว จู่ๆ คนสั่งของกันเยอะมาก เลยต้องมาจริงจังตอนพฤศจิกายน โดยเริ่มจ้างคนเข้ามาช่วยงาน”

เขาบอกกระแสตอบรับที่ “ถล่มทลาย” ตั้งแต่วันเริ่มต้น กับธุรกิจผลไม้พรีเมี่ยมนำเข้า ที่สามารถโทรสั่งไปชิมความสดได้ถึงบ้าน โดยเคยรับลูกค้าสูงสุดต้องขับรถส่งเองวันละ 15-16 เจ้า ตั้งแต่ตี 4 ยัน 5 ทุ่ม จนต้องเริ่มหาคนมาช่วย

ทำไมแค่ขายผลไม้ถึงประสบความสำเร็จ ทั้งที่ตั้งราคาถูกกว่าห้างแค่นิดหน่อย แถมผลไม้พรีเมี่ยมก็ราคาสูงเสียด้วย ก็พวกเขาตั้งเป้าไว้ชัดว่า “จะไม่ขายของถูก เพราะถ้าถูกจะการันตีคุณภาพไม่ได้” ซึ่งผลไม้ของ aDay Fresh ขายกันตั้งแต่ 250 บาท (แอปเปิ้ล 1 แพ็ค) ไปจนแพงสุด 4,900 บาท (เชอรี่ 1 ลัง) แถมค่าส่งอีกเที่ยวละ 100 บาท

เขาเฉลยว่า เพราะคนส่วนใหญ่ยุคนี้ชอบสั่งของออนไลน์ เนื่องจากขี้เกียจไปห้างฯ ไม่อยากเดินทาง อยากให้ส่งที่บ้านมากกว่า ขณะที่เมื่อพูดถึงผลไม้คนส่วนหนึ่งอยากกินของดี ของนอก แพงไม่ว่า แต่ขอให้อร่อยเป็นพอ

บวกกับจุดขายของ aDay Fresh  ที่ต้องการทำทุกอย่างให้ “พีค” สุดๆ กันตั้งแต่ สั่งได้ไม่มีขั้นต่ำ ลูกค้าเลือกเวลาส่งได้ ค่าส่งถูก หากเกิดความเสียหาย “เคลมได้หมด” ให้ความสำคัญกับการบริการแบบสุดๆ และคงคอนเซ็ปต์นี้มาเรื่อยๆ เลยได้รับการตอบรับจากลูกค้า โดยมีลูกค้ากลุ่มแรกๆ เป็น “คนมีอันจะกิน”

“ลูกค้ากลุ่มแรกๆ ของเรา คือคนที่มีอันจะกิน อย่าง อยู่คอนโดย่านสุขุมวิท บ้านหลังใหญ่ที่มีแม่บ้าน และมีกำลังซื้อเยอะ จนตอนหลังเราเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ลูกค้าก็เริ่มแมสขึ้นด้วย มาเป็นกลุ่มคนที่อยากจะทานของที่ไม่เคยได้ทาน”

นั่นเลยส่งอานิสงห์ให้ ผลไม้นำเข้าจากทั่วโลก อย่าง เชอรี่ สตรอว์เบอร์รี องุ่นไร้เมล็ด ฯลฯ ประทับแบรนด์  aDay Fresh ถึงขายดิบขายดี และเติบโตขึ้น ขยับจากคนซื้อไปกิน เป็น “ซื้อไปฝาก” เพราะการดีไซน์แพคเก็จจิ้งที่ดูดี จนสามารถมอบให้เป็นของฝากได้ ซื้อเสร็จก็ถ่ายรูปลงเฟซบุ๊ก มีการแชร์ต่อๆ กันไป ได้พลังของเหล่าเซเลปที่มาเป็นลูกค้าบ้าง จากแบรนด์โนเนมเลยค่อยๆ โด่งดังขึ้น

ธุรกิจน้องใหม่ไม่ได้มีหน้าร้าน แต่ช่องทางขายอยู่บนออนไลน์ทั้งสิ้น ตั้งแต่ เฟซบุ๊กที่มีผู้ติดตาม ประมาณ 2 แสนราย มีเว็บไซต์ และล่าสุดกับ [email protected]โซลูชั่นใหม่สำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี จาก LINE ซึ่งมีผู้ติดตาม 6,500 ราย  โดยเป็นลูกค้าจริง เกือบ 5 พันราย ส่วนการชำระเงินก็มีทั้งการโอนเงินผ่านบัญชี หักผ่านบัตรเครดิต และจ่ายเงินสดเมื่อรับสินค้า

ขณะที่การใช้ช่องทางออนไลน์ก็ไม่ใช่แค่หน้าร้านนิ่งๆ แต่เขาบอกว่า มีทีมงานที่ดูแลอย่างจริงจัง หลักการคือเลือกเครื่องมือที่ถูกต้อง และดูแลเรื่องรูปภาพให้สวยงาม ที่เหลือก็แข่งกันที่บริการ อย่างเช่น การจัด “โปรช๊อกโลก” จัดลดราคาสำหรับสินค้าบางตัว หรือ การทำแพคเก็จจิ้งพิเศษในเทศกาลต่างๆ เช่น วันพ่อ เป็นต้น โดยช่วงเทศกาลจะเป็น “ไฮซีซัน” ของธุรกิจผลไม้ เช่น วันตรุษจีน ที่ขายได้ถึง 1 ล้านบาท! จากวันปกติที่ทำรายได้แค่หลักแสนเท่านั้น  

 เลือกช่องทางที่ใช่ เป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ หากทว่าทำธุรกิจนี้ไม่ได้ง่าย หนึ่งโจทย์หินของการส่งของสด คือ ความเสี่ยงต่อการเสียหาย เขาบอกว่า ลูกค้าต้องมาก่อน เมื่อเกิดความเสียหายต้องชดใช้ให้ลูกค้า โดยอดีตเคลมให้แบบจริงจังชนิด ลูกค้าซื้อ สตรอว์เบอร์รี่ ไป 1 ลัง เสียหายแค่ 2 ลูก แทนที่จะชดเชยแค่ 1 แพค แต่เขากลับเคลมให้ทั้งลัง เพราะชอบคำว่า “ว้าว!” นึกว่าทำดีที่สุดแล้ว แต่ทว่ากลับเซอร์ไพรส์กว่า เมื่อลูกค้ารายนั้น “ไม่สั่งอีกเลย”

“ผมก็งงนะ เราจริงใจขนาดนี้คุณไม่สั่งอีกเลย แปลกมาก ผมคุยกับเขา เขาบอกเขากลัว เขาคงเกรงใจเราด้วย เขาเขียนรีวิวให้ดีนะ แต่ไม่มีออเดอร์อีก เรื่องนี้เลยสอนผมว่า ดีเกินไปก็ไม่ดี แต่เราต้องทำแบบ พอดีๆ”

แล้วความรับผิดชอบแบบพอดีๆ ต้องเป็นแบบไหน เขาอธิบายว่า คือการพูดคุยกับลูกค้าว่าอยากได้การตอบสนองแบบไหนแล้วก็ให้อย่างนั้น จัดการแก้ปัญหาเป็นกรณีๆ ไป โดยไม่ต้องจัดหนักเซอร์ไพรส์จนลูกค้าลำบากใจอีก

ปัจจุบัน aDay Fresh มีลูกค้าประจำอยู่ประมาณ 40% ส่งสินค้าวันละประมาณ 30 เจ้า ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ไปไกลหน่อยก็ ส่งรถตู้ รถทัวร์ เครื่องบิน ขึ้นกับความต้องการของลูกค้า มีรายได้ที่ประมาณ 2 ล้านบาทต่อเดือน ถามถึงหัวใจของการทำธุรกิจให้ได้ “กำไร” เขาว่า นอกจากเรื่องบริการ คือ ต้องดูแลสะต๊อกให้ดี เรื่องสะต๊อกนี้สำคัญมาก เพราะว่า ของสดมีอายุ

“การบริหารสะต๊อกไม่ใช่แค่ว่า สินค้าตัวนี้มีเยอะ สินค้าตัวนี้มีน้อย แต่คุณต้องรู้อายุ รู้ฤดูกาล สมมติว่า ผลไม้นี้เข้ามาหนึ่งตู้ แต่อยู่ได้ 3 เดือน เพราะเพิ่งต้นฤดู กับอีกอันเข้ามาแค่พาเลทเดียว แต่เป็นปลายฤดูแล้ว คุณก็ต้องขายปลายฤดูก่อน เพราะมันจะตายแล้ว” เขายกตัวอย่างเทคนิค

ส่วนการจะเร่งให้ของหมดทันอายุไข ก็คือจัดโปรโมชั่นแรงๆ มากระตุ้นยอดขาย แต่หากเลี่ยงไม่ได้ เพราะเสียหายไปก่อนที่จะขายหมด ก็เอามาแปรรูปเป็นพวกน้ำผลไม้ขายอีกทางด้วย ซึ่งทั้งหมดเกิดจากการปรับตัวและเรียนรู้

สำหรับแผนการขยายธุรกิจ เขาบอกว่า กำลังลงทุนสร้างศูนย์คัดและปรับแต่งสินค้า เพื่อลดความเสียหายของสินค้า โดยคาดว่าหลังการขยายจะทำให้ธุรกิจเติบโตเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว คือ มีรายได้ที่ประมาณ 4 ล้านบาทต่อเดือน

สำหรับใครที่อยากเข้ามาในธุรกิจนี้ เขาบอกแค่ว่า ยังมีโอกาสอีกมหาศาล เมื่อผลไม้ยังทำเดลิเวอรี่ได้ นั่นหมายความว่า ทุกอย่างย่อมทำได้ไม่มีลิมิต อยู่ที่ว่าคุณจะกล้าหรือเปล่าก็เท่านั้น

aDay Fresh” ชื่อคล้ายนิตยสารชื่อดัง ผู้ก่อตั้งบอกเราว่าเป็นความตั้งใจเพราะบังเอิญเปิดทีวีไปเจอรายการที่มี โหน่ง อะเดย์ ส่วนตัวชอบเพราะเป็นไอดอล และชอบชื่อที่มี “The, a, One” เป็นทุนเดิม และ aDay Fresh ก็ยังไม่มีใครใช้

“วันหนึ่งห้างฯ ติดต่อมาให้เราไปขาย เขาถามว่า นี่ ‘สดวันเดียว’ (aDay Fresh) ใช่ไหม เออแฮะมันเท่ดีนะ ดูเป็นลูกเล่นขำๆ ดีด้วย งั้นเอาชื่อนี้แหล่ะ จริงจังเลย ผมชอบอะไรเล่นๆ อยู่แล้ว เลยใช้ชื่อนี้มาตลอด”

แล้วชื่อสนุกๆ ก็กลายมาเป็นธุรกิจหอมหวาน ปั้นธุรกิจเงินล้านสนองคนยุคดิจิทัลอยู่ในวันนี้

...................................................

Key to success

สูตรปั้นธุรกิจเงินล้านฉบับ aDay Fresh

๐ สร้างแบรนด์ในธุรกิจผลไม้

๐ ใช้ช่องทางออนไลน์ และจุดขายส่งตรงถึงบ้าน

๐ ขายของแพง เน้นของคุณภาพ

๐ บริการต้องดีสุดๆ ลูกค้าต้องร้อง "ว้าว"

๐ บริหารสะต๊อก ลดของเสีย ลดความเสี่ยง

๐ พัฒนาไม่หยุดนิ่ง มีแผนเติบโตตลอด

แชร์ข่าว :
เพิ่มเพื่อน
Tags:

ข่าวที่เกี่ยวข้อง