"ซีทีบีทีโอ"ไม่พบการระเบิดหรือตกทั้งบนบกและในทะเล ยังมีหวังสำหรับเที่ยวบินเอ็มเอช 370 ตร.มัลดีฟส์สอบกรณีชาวบ้านเห็นเครื่องบินบินต่ำ
หน่วยงานนิวเคลียร์ที่ยูเอ็นสนับสนุน ไม่พบการระเบิดหรือตกทั้งบนบกและในทะเล ส่อเค้ายังมีความหวังสำหรับเที่ยวบินเอ็มเอช 370 ด้านตำรวจมัลดีฟส์สอบกรณีชาวบ้านเห็นเครื่องบินบินต่ำมากวันเดียวกับเอ็มเอช 370 หายไป ขณะมาเลย์ให้จีน-คาซักสถาน ดูแลการค้นหาทางเหนือ ส่วนอินโดฯ-ออสซีดูแลการค้นหาทางใต้
องค์การสนธิสัญญาห้ามทดลองนิวเคลียร์ (ซีทีบีทีโอ) ซึ่งเป็นองค์การที่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) สนับสนุน และเป็นองค์การที่มีเซนเซอร์ละเอียดอ่อนสูงทั่วโลก กล่าวว่า ตรวจจับไม่พบการระเบิดหรือการตกของเครื่องบินทั้งบนบกและในทะเล ตั้งแต่เที่ยวบินเอ็มเอช 370 ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลนส์ สูญหายไปเมื่อวันที่ 8 มี.ค.
นายลัสซินี ซาร์โบ เลขาธิการซีทีบีทีโอ กล่าวว่า การประสบอุบัติเหตุของเครื่องบินอาจมีการตรวจจับได้ด้วยเทคโนโลยี 3-4 อย่างของระบบติดตามระหว่างประเทศ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวอาจสร้างความกระจ่างเกี่ยวกับเที่ยวบินเอ็มเอช 370 เพราะแม้ระบบดังกล่าวมีเป้าหมายเบื้องต้นที่การตรวจจับระเบิดนิวเคลียร์ แต่ก็สามารถตรวจจับการระเบิดของเครื่องบินขนาดใหญ่ รวมถึงแรงกระแทกบนพื้นหรือในน้ำได้
สถานีของซีทีบีทีโอเคยตรวจจับอุบัติเหตุเครื่องบินได้ รวมถึงอุบัติเหตุที่สนามบินนาริตะ เมื่อปี 2552 ซึ่งหากข้อมูลของสำนักงานนี้ถูกต้องก็ก่อให้เกิดคำถามว่าเครื่องบินอยู่ที่ไหน โดยบริเวณพื้นที่ทางตอนใต้นั้นมีหลายเกาะ รวมถึงเกาะมาเลในมัลดีฟส์ เกาะดิเอโกการ์เซียซึ่งเป็นฐานทัพอากาศสหรัฐ สนามบินในศรีลังกา หมู่เกาะคริสต์มาส และหมู่เกาะโคคอสคีลลีง ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย
คนมัลดีฟส์เห็นเครื่องบิน
มีรายงานว่าคนบนเกาะคูดาห์ฮูวัดฮูของมัลดีฟส์ เห็นเครื่องบินที่บินในระดับต่ำ เมื่อเวลาประมาณ 6.15 น.ในวันเดียวกับที่เที่ยวบินเอ็มเอช 370 สูญหาย โดยเกาะดิเอโกการ์เซียนั้นอยู่ทางใต้ของเกาะดังกล่าวของมัลดีฟส์
ชาวบ้านเล่าว่า เครื่องบินลำที่เห็นมีสีขาวและแถบสีแดงคาด ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกับเครื่องบินของมาเลเซียแอร์ไลน์ส โดยเครื่องบินลำนี้มุ่งหน้าจากทางเหนือไปยังทิศใต้และตะวันออก พร้อมเสียงดัง
อย่างไรก็ตาม สื่ออังกฤษรายงานว่า ผู้จัดการเกสต์เฮาส์แห่งหนึ่งเห็นเครื่องบินที่มีเครื่องหมายสีน้ำเงินกับขาว
ทั้งนี้ ข้อมูลจากดาวเทียมสะท้อนว่า สัญญาณสุดท้ายที่ได้รับจากเที่ยวบินเอ็มเอช 370 อยู่ในช่วงใกล้เกาะมัลดีฟส์และดิเอโกการ์เซีย นอกจากนั้น ยังมีการคาดหมายว่า เครื่องบินลำดังกล่าวอาจบินแอบไปใกล้ๆ กับเครื่องบินของสิงคโปร์แอร์ไลน์สเที่ยวบินเอสคิว 68 ที่ใช้เครื่องโบอิง 777 เหมือนกัน เพื่อตบตาหอบังคับการบินภาคพื้นดินขณะบินผ่านลาว พม่า จีน และอินเดีย จากนั้นก็แยกตัวไปและจอดที่สนามบินหลายแห่งทางตอนเหนือ
ในเวลาต่อมา ตำรวจมาเลเซียกล่าวว่า ตำรวจมัลดีฟส์รายงานว่าเรื่องที่ชาวบ้านเห็นเครื่องบินนั้น ไม่เป็นความจริง
ข้อมูลถูกลบจากเครื่องฝึกบิน
ตำรวจมาเลเซียแถลงว่า มีการลบข้อมูลจากเครื่องฝึกบินที่บ้านนายซาฮารี อาห์หมัด ชาห์ ผู้เป็นนักบิน และเจ้าหน้าที่กำลังพยายามกู้ข้อมูลคืนมา อย่างไรก็ตาม ตำรวจไม่พบหลักฐานที่แสดงว่า นายซาฮารี พัวพันการกระทำความผิด
ตำรวจเชื่อว่าผู้ที่มีความรู้อย่างดีเกี่ยวกับเครื่องบินโบอิง 777 และเส้นทางบินพาณิชย์ เป็นคนที่นำเที่ยวบินเอ็มเอช 370 ออกนอกเส้นทาง ขณะที่ผู้บริหารของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ส กล่าวว่า นักบินและนักบินผู้ช่วยของเที่ยวบินเอ็มเอช 370 ไม่เคยบินในเส้นทางที่เครื่องบินหันหัวไปทางตะวันตกและออกไปยังจุดหมายที่ไม่ชัดเจนดังกล่าว
ส่วนการตรวจสอบภูมิหลังผู้โดยสารและลูกเรือทั้ง 239 คน ไม่พบข้อมูลต้องสงสัย นอกจากนั้น มาเลเซียยังได้รับผลการตรวจสอบภูมิหลังของผู้โดยสารจากทุกประเทศแล้ว ยกเว้นยูเครนกับรัสเซีย ซึ่งข้อมูลที่ได้รับจนถึงขณะนี้ไม่มีอะไรที่น่าสงสัย
ด้านจีนก็กล่าวว่า ไม่มีหลักฐานว่าผู้โดยสารจีนเกี่ยวพันกับการจี้เครื่องบินหรือการก่อการร้าย
ตร.มาเลย์เจอทางตัน
ตำรวจมาเลเซียดูเหมือนเจอทางตัน เพราะไม่มีหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับสาเหตุของการสูญหายของเครื่องบิน เช่นเดียวกับแหล่งข่าวของรัฐบาลสหรัฐ ที่กล่าวว่า บรรดาหน่วยข่าวกรองได้วิเคราะห์ข้อมูลของผู้โดยสารอย่างละเอียดแล้ว แต่ไม่พบการเชื่อมโยงกับการก่อการร้ายหรือมีแรงจูงใจในการก่ออาชญากรรม
แหล่งข่าวเผยว่า หากไม่มีเบาะแสใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลใหม่ๆ หรือมีคนเห็นเครื่องบิน การสอบสวนดูเหมือนจะถึงทางตัน
นักการทูตเผยว่า ผู้นำทหารและรัฐบาลของประเทศต่างๆ กำลังศึกษาคำขอของมาเลเซียให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลจากเรดาร์ทหาร ซึ่งนักวิเคราะห์กล่าวว่าเป็นการยากที่จะโน้มน้าวประเทศต่างๆ ในเรื่องนี้ โดยเฉพาะหากข้อมูลจากเรดาร์สะท้อนให้เห็นจุดอ่อนในระบบป้องกันของตัวเอง
"การแลกเปลี่ยนข้อมูลและข่าวกรองเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากในพื้นที่ส่วนนี้ของโลก ซึ่งมีประเด็นของความไม่ไว้วางใจและอธิปไตยของประเทศมากมาย ประเทศต่างๆ ไม่เต็มใจที่จะแบ่งปันข่าวกรองอันละเอียดอ่อน เพราะจะเปิดเผยให้เห็นศักยภาพทางทหารหรือการด้อยศักยภาพทางทหารของตนเอง" นายเอียน สตอรีย์ แห่งสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ระบุ
"จีน-คาซัก"นำค้นหาทางเหนือ
ในส่วนของการค้นหานั้น มาเลเซียได้ปรับการค้นหาให้ง่ายต่อการบริหาร ด้วยการแบ่งพื้นที่ตอนใต้และตอนเหนือเป็น 7 ส่วน แต่ละส่วนครอบคลุมพื้นที่ 740.8 กม. คูณ 740.8 กม.
พื้นที่ตอนเหนือครอบคลุมตั้งแต่ด้านเหนือของไทยไปถึงคาซักสถานและเติร์กเมนิสถาน ส่วนพื้นที่ทางใต้ครอบคลุมอินโดนีเซียถึงมหาสมุทรอินเดีย โดยออสเตรเลียกับอินโดนีเซียจะทำหน้าที่แกนนำในการค้นหาแถบพื้นที่ตอนใต้ ส่วนจีนกับคาซักสถานตกลงรับหน้าที่แกนนำในการค้นหาทางเหนือ





