ทส. จับมือ “ไทยคม” ดึงเทคโนโลยีอวกาศและ AI เสริมทัพบริหารทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกรมอุทยานฯ ขานรับนวัตกรรมดาวเทียม ยกระดับความปลอดภัยเจ้าหน้าที่ ติดตามช้างป่า–พะยูน แม่นยำทุกมิติ
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผสานความร่วมมือครั้งสำคัญกับ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) “การพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” นำเทคโนโลยีอวกาศ สื่อสารดาวเทียม สารสนเทศภูมิศาสตร์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มายกระดับการปกป้องผืนป่า เฝ้าระวังภัยพิบัติ และคุ้มครองสัตว์ป่าทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานภาคสนามและก้าวทันความท้าทายระดับสากล โดยมีกรอบความร่วมมือยาวนาน 5 ปี ณ ห้องแถลงข่าว กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
พิธีลงนามจัดขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นผู้แทนลงนามฝ่าย ทส. และ ดร.ปิยะวัฒน์ จริยเศรษฐพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนลงนามฝ่าย ไทยคม พร้อมด้วย สุดารัตน์ เนียมชาวนา ผู้จัดการทั่วไปด้านข่าวกรองภูมิสารสนเทศ และสิทธิเกียรติ นวลศรี ผู้จัดการด้านข่าวกรองภูมิสารสนเทศ ร่วมเป็นเกียรติ ในส่วนของหน่วยงานปฏิบัติการหลักมี วีระ ขุนไชยรักษ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมด้วย สุขี บุญสร้าง ผู้อำนวยการกองอนุรักษ์สัตว์ป่า นำคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่เข้าร่วมพิธี เพื่อเตรียมนำนวัตกรรมดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่จริง
ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การร่วมมือกับ ไทยคม ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านการทำงานสู่ยุค Data-Driven Organization การนำเทคโนโลยีดาวเทียมและ AI มาเสริมทัพ ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องผืนป่าและสัตว์ป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังช่วยปกป้องชีวิตของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ห่างไกล ตลอดจนแก้ปัญหามลพิษทางอากาศเพื่อสุขภาวะที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน
ดร.ปิยะวัฒน์ จริยเศรษฐพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยคม ระบุว่า ไทยคม มุ่งมั่นนำเทคโนโลยีอวกาศ ข้อมูลจากดาวเทียม และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาบูรณาการร่วมกัน เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ผ่านความร่วมมือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในครั้งนี้ โดยความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพในการติดตามและวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรธรรมชาติ การเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง การรับมือกับปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ตลอดจนสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และทันท่วงที ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศด้วยนวัตกรรมและข้อมูลเชิงลึกจากอวกาศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของภาครัฐ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังสอดคล้องกับการขับเคลื่อน New Space Economy ของประเทศไทย ที่มุ่งใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและข้อมูลอวกาศในการพัฒนาประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน
วีระ ขุนไชยรักษ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ เปิดเผยว่า กรมอุทยานฯ พร้อมเดินหน้าประยุกต์ใช้ระบบ IoT และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง GEOINT ในการติดตามพฤติกรรมสัตว์ป่าเชิงลึก เช่น การเฝ้าระวังช้างป่าเพื่อลดความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง การติดตามสัตว์ทะเลหายากอย่างพะยูนในพื้นที่อนุรักษ์ รวมถึงการตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot) คาดการณ์ไฟป่า หมอกควันข้ามแดน และเฝ้าระวังการบุกรุกป่าได้อย่างรวดเร็ว
หลังจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการย่อยในระดับพื้นที่ พร้อมเปิดหลักสูตรฝึกอบรมยกระดับศักยภาพบุคลากร ให้สามารถนำข้อมูลดาวเทียมและระบบ AI ไปใช้สั่งการภาคสนามได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด





