วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

กฟผ. ชู 'โซลาร์ลอยน้ำ' พลังงานสะอาดแห่งอนาคต ต้นทุนต่ำ-ระบบนิเวศสมดุล

กฟผ. เร่งขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานสะอาดเต็มสูบ เดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ (Floating Solar) ย้ำจุดเด่นช่วยระบายความร้อนแผงเพิ่มประสิทธิภาพผลิตไฟ พร้อมใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมลดต้นทุนค่าไฟฟ้า

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เร่งขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานสะอาดเต็มสูบ เดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ (Floating Solar) มุ่งเป้ากำลังการผลิตรวม 2,725 เมกะวัตต์ หวังสร้างเสถียรภาพพลังงานหมุนเวียนไทยด้วยระบบร่วมกับเขื่อน 

ย้ำจุดเด่นช่วยระบายความร้อนแผงเพิ่มประสิทธิภาพผลิตไฟ พร้อมใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมลดต้นทุนค่าไฟฟ้า มั่นใจวัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 100% เตรียมผลักดันโครงการในเขื่อนภูมิพล-ศรีนครินทร์-วชิราลงกรณ เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เร็วๆ นี้

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านพลังงานโลก และคำถามสำคัญจากภาคธุรกิจถึงทิศทางพลังงานอนาคตของไทย ประเทศไทยกำลังนับถอยหลังสู่ช่วงเวลาสำคัญกับการประกาศใช้ "แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย" หรือ PDP 2026 ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นและผ่านการอนุมัติเพื่อประกาศใช้อย่างเป็นทางการภายในเดือนก.ย. 2569 นี้

การมาถึงของแผน PDP 2026 มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากภาคธุรกิจ ผู้ผลิตไฟฟ้าทั้งรัฐและเอกชน รวมถึงนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติต่างตั้งตารอแผนฉบับใหม่นี้มาอย่างยาวนาน เพื่อใช้เป็น "เข็มทิศนำทาง" (Investment Roadmap) ในการวางกลยุทธ์ อัดฉีดเม็ดเงินลงทุน และปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจให้สอดรับกับสัดส่วนพลังงานสะอาด

ความชัดเจนของแผนฉบับนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนการผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการดึงดูดการลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น Data Center และ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่จะปลดล็อกให้ประเทศไทยก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างแท้จริง  

เพื่อเตรียมความพร้อมตอบรับแนวนโยบายระดับชาตินี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงทางพลังงาน จึงเร่งขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานสะอาดเต็มสูบ โดยปักธง "โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ (Floating Solar )" มุ่งเป้ากำลังการผลิตรวม 2,725 เมกะวัตต์ เพื่อสร้างเสถียรภาพระบบไฟฟ้าไทย และรองรับทิศทางในอนาคตที่มีแนวคิดขยายกำลังผลิตโซลาร์ลอยน้ำพุ่งสูงเกือบ 10,000 เมกะวัตต์  

จากการปรับตัวของภาคพลังงานทั่วโลกที่มุ่งสู่พลังงานสะอาด "การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)" ได้ยกระดับการผลิตไฟฟ้าด้วยนวัตกรรม "โซลาร์เซลล์ลอยน้ำ" ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมทั้งในยุโรปและเอเชีย โดย กฟผ. ได้พัฒนาระบบนี้ภายใต้โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ เพื่อตอบโจทย์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มีความต่อเนื่องและยาวนาน

กฟผ. ชู 'โซลาร์ลอยน้ำ' พลังงานสะอาดแห่งอนาคต ต้นทุนต่ำ-ระบบนิเวศสมดุล

เปิดกลไกแม่นยำ-ผลิตไฟไร้รอยต่อ

กระบวนการ "ผลิตไฟฟ้า" ของโครงการนี้ อาศัยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนพื้นที่ผิวน้ำของอ่างเก็บน้ำ โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการพลังงานแบบผสมผสาน แบ่งออกเป็น 

1.) ช่วงแสงแดดจัด (Full Irradiation) ระบบจะใช้พลังงานแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก และกักเก็บน้ำในเขื่อนไว้เพื่อใช้ผลิตไฟในช่วงที่ไม่มีแสงแดด

2.) ช่วงแสงแดดน้อยหรือมีเมฆบัง (Some Irradiation) ระบบจะทำงานร่วมกันระหว่างโซลาร์เซลล์และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เพื่อรักษาเสถียรภาพการจ่ายไฟ

3.) ช่วงกลางคืน (No Irradiation) จะสลับมาผลิตไฟฟ้าด้วยโรงไฟฟ้าพลังน้ำเพียงอย่างเดียว ทำให้สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง

นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้นำระบบพยากรณ์อากาศ (Weather Forecast System) และระบบพยากรณ์กำลังการผลิต (Generation Forecast System) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้บริหารจัดการการเดินเครื่องให้มีประสิทธิภาพสูงสุดตามแผนของศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า

3 จุดเด่น "ประสิทธิภาพสูง-ต้นทุนต่ำ-เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม"

สำหรับนวัตกรรมโซลาร์ลอยน้ำของ กฟผ. ไม่เพียงแต่ช่วยลดการใช้พื้นที่บนบก แต่ยังมีข้อดีเชิงวิศวกรรมและเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญ ประกอบด้วย

1.) ประสิทธิภาพการผลิตสูง การติดตั้งเหนือผิวน้ำช่วยให้เกิดการระบายความร้อนตามธรรมชาติจากการระเหยของน้ำ ทำให้อุณหภูมิแผงต่ำลงและผลิตไฟฟ้าได้ดีกว่าการติดตั้งบนบก

2.) บริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการนี้ใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมของ กฟผ. เช่น ระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้าแรงสูง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการเชื่อมโยงระบบ ส่งผลให้ราคาค่าไฟฟ้ามีความเหมาะสมและเข้าถึงได้

3.) ใส่ใจระบบนิเวศใต้น้ำ ทั้งนี้ กฟผ. เลือกใช้แผงโซลาร์เซลล์ชนิด "Double Glass" ที่ทนความชื้นได้สูง ป้องกันสิ่งปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำ ส่วนทุ่นลอยน้ำทำจากวัสดุ HDPE หรือ High Density Poly Ethylene ซึ่งเป็นวัสดุเดียวกับท่อส่งน้ำประปา เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและทนรังสี UV ได้ดี

นอกจากนี้ ยังติดตั้งแผงในมุมลาดเอียงและมีช่องว่างให้แสงแดดและออกซิเจนส่องลงสู่ใต้น้ำได้ตามปกติ เพื่อรักษาสมดุลของสิ่งมีชีวิตในน้ำ

ความสำเร็จ "สิรินธร-อุบลรัตน์" ขยายผลทั่วประเทศ

ปัจจุบัน กฟผ. ประสบความสำเร็จในการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว 2 แห่ง ประกอบด้วย เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี ขนาด 45 เมกะวัตต์ (COD เมื่อ 31 ต.ค. 2564) และเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ขนาด 24 เมกะวัตต์ (COD เมื่อ 5 มี.ค. 2567)

โดยผลจากการศึกษาพบว่าทั้ง 2 โครงการสามารถสร้างเสถียรภาพและลดความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียนได้ดีเยี่ยม โดยไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยาทางน้ำอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม จากแผนการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน กฟผ. เตรียมเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อดำเนินโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำชุดที่ 1 ใน 3 เขื่อนสำคัญ ได้แก่ 1. เขื่อนภูมิพล จ.ตาก ขนาดกำลังผลิต 158 เมกะวัตต์ 2. เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี ขนาดกำลังผลิต 140 เมกะวัตต์ และ 3. เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี ขนาดกำลังผลิต 50 เมกะวัตต์ และทาง กฟผ. ไม่ได้หยุดเพียงแค่ชุดที่ 1 แต่มีแผนขยายเฟสที่ 2 และ 3 ในเขื่อนที่กำลังรออนุมัติด้วย เพื่อให้เต็มศักยภาพพื้นที่ โดยเขื่อนภูมิพล จะมีเฟสที่ 2 (300 เมกะวัตต์) และเฟสที่ 3 (320 เมกะวัตต์) เพิ่มเติม ในขณะที่ เขื่อนศรีนครินทร์ จะมีเฟสที่ 2 (280 เมกะวัตต์) และเฟสที่ 3 (300 เมกะวัตต์) เพิ่มเติม โดยปัจจุบัน เฟสที่ 3 ขนาด 280 เมกะวัตต์ ได้เริ่มเปิดขายซองประมูลแล้ว

ส่วน "เขื่อนวชิราลงกรณ" มีแผนขยายเฟสที่ 2 เพิ่มเติมอีก 40 เมกะวัตต์

นอกจาก 3 เขื่อนหลัก (ภูมิพล, ศรีนครินทร์, วชิราลงกรณ) ที่อยู่ในขั้นตอนเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติโครงการชุดที่ 1 แล้ว กฟผ. ยังมีแผนขยายโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไปยังเขื่อนอื่นๆ อีกให้ครบตามเป้าหมาย 9 เขื่อนหลักทั่วประเทศ ดังนี้

1. เขื่อนสิริกิติ์ (จ.อุตรดิตถ์) มีแผนรวม 500 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นเฟสที่ 1 (325 เมกะวัตต์) และเฟสที่ 2 (175 เมกะวัตต์) โดยมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ในช่วงปี 2578–2580

2. เขื่อนรัชชประภา (จ.สุราษฎร์ธานี) มีแผนกำลังผลิตรวม 240 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นเฟสที่ 1 (140 เมกะวัตต์) และเฟสที่ 2 (100 เมกะวัตต์) กำหนด COD ช่วงปี 2577–2579

3. เขื่อนบางลาง (จ.ยะลา) แผนกำลังผลิต 78 เมกะวัตต์

4. เขื่อนจุฬาภรณ์ (จ.ชัยภูมิ) แผนกำลังผลิต 40 เมกะวัตต์

5. เขื่อนน้ำพุง (จ.สกลนคร) ซึ่งระบุไว้ในรายชื่อกลุ่มเขื่อนหลักตามศักยภาพการติดตั้ง

สำหรับเป้าหมายตามแผน PDP2018 Revision 1 กฟผ. ตั้งเป้าพัฒนาโครงการรวมทั้งสิ้น 16 โครงการ ใน 9 เขื่อน กำลังผลิตรวม 2,725 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 ส่วนเป้าหมายใหม่ตามร่างแผน PDP 2024 มีแนวคิดที่จะขยายกำลังผลิตโซลาร์ลอยน้ำเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเป็น 9,931 เมกะวัตต์ หรือเกือบ 10,000 เมกะวัตต์ เพื่อตอบโจทย์ Carbon Neutrality และรองรับความต้องการพลังงานสะอาดจากภาคอุตสาหกรรม

ดังนั้น จึงต้องจับตาร่างแผน PDP 2026 ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุง โดยคาดว่าจะสามารถประกาศใช้ในปี 2569 นี้ จะมีความชัดเจนของแผนนโยบาย เพื่อนำไทยสู่เป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงานอนาคต หนุนไทยสู่เป้า Net Zero 2050 ทัดเทียมนานาประเทศ การรุกคืบโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำรวม 2,725 เมกะวัตต์ นี้ ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของ กฟผ. ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงทางพลังงานและการบริหารจัดการต้นทุนไฟฟ้าเพื่อประชาชนอย่างยั่งยืน