จากฟาร์มเล็กของครอบครัว สู่ธุรกิจที่สืบทอดมายาวนานกว่า 33 ปี "เจริญฟาร์ม" ถ่ายทอดมรดกจากเกษตรกร 3 รุ่น ด้วยการต่อยอดองค์ความรู้ ประสบการณ์ และความภาคภูมิใจ สู่การเติบโตอย่างมั่นคง
30 กว่าปีก่อน ที่ดินผืนหนึ่งในอำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีเพียงเล้าหมูเปิดโล่งและสองมือของสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ลงมือทำทุกอย่างเอง วันนี้ ที่ดินผืนเดียวกันได้เติบโตกลายเป็นฟาร์มมาตรฐานสากลที่มีคนในครอบครัวเดียวกันถึง 3 ชั่วอายุคนช่วยกันดูแล นี่คือระยะทางของ "เจริญฟาร์ม" และคือคำตอบว่าทำไมอาชีพเกษตรกรจึงไม่ใช่แค่ทางเลือกเมื่อไม่มีทางไป แต่เป็นมรดกที่คนรุ่นหลังเลือกเดินตามด้วยใจ
ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง เบื้องหลังการเติบโตของเจริญฟาร์มจากฟาร์มเล็กๆ สู่ฟาร์มที่มีระบบและมาตรฐานทัดเทียมสากล คือการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ที่เดินเคียงข้างเกษตรกรรายนี้มาตั้งแต่วันแรก จนวันนี้ครอบครัวเจริญภักดีสามารถส่งต่อทั้งอาชีพ ความรู้ และความภาคภูมิใจ จากรุ่นพ่อแม่สู่รุ่นลูก และขยายไปถึงรุ่นหลานได้อย่างมั่นคง
จาก "ติดลบ" สู่รากฐานที่มั่นคง
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2536 ไพบูลย์ และกิตติมา เจริญภักดี สองสามีภรรยาผู้เริ่มต้นเส้นทางนี้ด้วยหัวใจที่เกินร้อย ในเวลานั้น เจริญฟาร์มเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 2536 ด้วยแม่พันธุ์ 130 ตัว ในรูปแบบฟาร์มระบบเปิด ซึ่งเต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว การผสมพันธุ์ที่ต้องลงมือเองทุกขั้นตอน และภาระงานมหาศาลที่ต้องแบกรับควบคู่ไปกับงานประจำ
"ยุคนั้นเราทำเองหมด กวาดคอกเอง ทำคลอดหมูเอง เหนื่อยจนแทบไม่ได้พัก" ไพบูลย์ รำลึกความหลัง "แต่สิ่งที่เรายึดถือคือการดูแลเองทุกขั้นตอน ต้องรู้ทุกเรื่องในฟาร์มเพื่อที่จะพัฒนาให้ทันโลก"
ขณะที่ กิตติมา เสริมด้วยความภูมิใจว่า ช่วงแรกเราติดลบ รายรับน้อยแต่รายจ่ายเยอะ เคยกลัวว่าจะไม่มีเงินส่งลูกเรียนจบ แต่พอเรามี ซีพีเอฟ มาเป็นที่ปรึกษา ทำให้ฟาร์มมีรายได้ที่แน่นอนและชัดเจน กลายเป็นรากฐานที่ทำให้เราส่งลูกๆ ทั้ง 3 คนเรียนจบปริญญาจากกรุงเทพฯ ได้สำเร็จ วันนี้ อาชีพเลี้ยงหมู ให้เรามากกว่าเงินทอง แต่คือความมั่นคงของครอบครัว ตั้งแต่ลูกๆ ยังเล็ก เราไม่เคยกันเขาออกจากฟาร์ม แต่มอบหน้าที่เล็กๆ ให้ทำ ตั้งแต่ให้อาหารหมู จดบันทึกน้ำหนัก ไปจนถึงดูแลความสะอาดคอก เพื่อให้รู้ว่าความสำเร็จมาจากความรับผิดชอบ ไม่ใช่ของที่ได้มาฟรีๆ เราอยากให้เขารักบ้านเกิด และกลับมาต่อยอดสิ่งที่ครอบครัวสร้างไว้ด้วยความภาคภูมิใจ
ต่อยอดด้วยเทคโนโลยีและมาตรฐานสากล
ในวันนี้ เจริญฟาร์ม ถูกยกระดับสู่ฟาร์มมาตรฐานสากลภายใต้การดูแลของ เพิร์ล-อรัชมน เจริญภักดี และแพร-ปานรวี เจริญภักดี สองพี่น้องทายาทรุ่นที่ 2 ที่นำความรู้สมัยใหม่กลับมาพัฒนาธุรกิจครอบครัว จากฟาร์มระบบเปิดสู่ระบบปิด (EVAP) ที่ทันสมัย พร้อมใช้เทคโนโลยีกล้องวงจรปิดคอยตรวจสอบระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) และการบริหารจัดการข้อมูลสุกรผ่านระบบดิจิทัล
"เราโตมากับฟาร์มหมู เห็นพ่อแม่สร้างทุกอย่างมาจากศูนย์ด้วยอาชีพนี้" อรัชมน กล่าว เรามองว่านี่คืออาชีพที่มั่นคงเหมือนงานราชการ มีรายได้แน่นอน และที่สำคัญคือทุกคนในครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้ากัน พัฒนาธุรกิจร่วมกับซีพีเอฟที่เปรียบเสมือนญาติมิตร คอยส่งสัตวบาลและสัตวแพทย์มาให้ความรู้และดูแลเราเหมือนคนในครอบครัว
ด้าน ปานรวี กล่าวย้ำว่า หัวใจคือความใส่ใจ เราดูแลหมูอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้เนื้อหมูที่สะอาด ปลอดสาร 100% ผู้บริโภคมั่นใจได้เลยว่าเนื้อหมูจากฟาร์มที่ทำด้วยใจรักนั้นปลอดภัยแน่นอน
แรงบันดาลใจสู่รุ่นที่ 3 : "หลานชาย" เกษตรกรตัวน้อยในฟาร์มสุกร
ความสำเร็จของ เจริญฟาร์ม ไม่ได้หยุดแค่รุ่นลูก แต่ยังเบ่งบานในใจของ ภู-ภูริณัฐ แตงจันทึก หลานชายตัวน้อยที่ซึมซับความขยันของแม่และตายาย "ผมเห็นแม่ตื่นตี 3 ตี 4 มาเข้าคอกหมู แล้วค่อยไปส่งผมที่โรงเรียน ผมชอบหมูและอยากมีฟาร์มอีกเป็นสิบๆ เล้าเพราะรายได้เยอะ" โดยน้องภูมีความฝันอยากเป็นหมอรักษาคนเป็นอาชีพหลัก และมีฟาร์มสุกรเป็นอาชีพที่สร้างความมั่นคงให้ครอบครัวต่อไป
33 ปีแห่งพันธมิตรที่ยั่งยืน
เรื่องราวของเจริญฟาร์มคือ ต้นแบบของ เกษตรกรไทย ที่ไม่หยุดนิ่ง การเดินทางกว่า 3 ทศวรรษพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อความมุ่งมั่นของเกษตรกรมาเจอกับระบบสนับสนุนที่ดีจาก ซีพีเอฟ อาชีพเกษตรกรรมก็ไม่ใช่อาชีพที่เหนื่อยเปล่า แต่เป็นมรดกอันล้ำค่าที่สามารถส่งต่อความภาคภูมิใจได้จากรุ่นสู่รุ่น
"ขอบคุณซีพีเอฟที่อยู่เคียงข้างและไม่เคยทิ้งเรา" ไพบูลย์ ทิ้งท้าย อาชีพนี้ให้ชีวิตใหม่ ให้การศึกษาลูก และให้ความสุขกับครอบครัวของเราอย่างแท้จริง
สามารถชมคลิป "ฟาร์มนี้…ส่งต่อความมั่นคงจากรุ่นสู่รุ่น" ที่นี่


