ในงาน K WEALTH Investment Forum 2026 โดยธนาคารกสิกรไทย เปิดมุมมองลงทุนรับโลกผันผวน ชูแนวคิด "The Signal Compass" อ่านสัญญาณเศรษฐกิจจากภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน ดอกเบี้ย และ AI พร้อมแนะจัดพอร์ตอย่างมีวินัยเพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว
บนโลกของการลงทุนที่ปัจจุบันเปลี่ยนแปลง และซับซ้อนมากขึ้น การรู้ว่า “อะไรเกิดขึ้น” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป สิ่งที่สำคัญกว่าคือการมองให้ออกว่าสัญญาณใดมีความหมาย และสิ่งนั้นกำลังพาเศรษฐกิจ ตลาดการเงิน และโอกาสลงทุนเดินไปทางไหนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก
เหล่านี้นำมาสู่ที่มาของการเวทีสัมมนาครั้งใหญ่ของ “K WEALTH Investment Forum 2026”ภายใต้แนวคิด “The Signal Compass จับสัญญาณโลก ชี้ทิศการลงทุน” ที่ถูกวางให้เป็นหนึ่งในเวทีสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตาม บนเวทีไม่ได้พูดเพียงการคาดการณ์ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง หรือชี้ว่าสินทรัพย์ใดกำลังเป็นกระแส แต่พยายามพานักลงทุนอ่านโลกให้ขาดขึ้น ผ่านมุมมองจากผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ และผู้เชี่ยวชาญการลงทุนระดับโลกอย่าง J.P.Morgan Asset Management และ Lombard Odier รวมถึงทีม K WEALTH CIO ธนาคารกสิกรไทยเพื่อให้เห็นภาพเดียวกันตั้งแต่ต้นทางของความเสี่ยงไปจนถึงปลายทางของโอกาสลงทุน
โดยเฉพาะการมองความเชื่อมโยงระหว่างพลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย AI และการเปลี่ยนแปลงของโอกาสลงทุนในแต่ละภูมิภาค ก่อนเชื่อมโยงกลับมาสู่คำถามที่สำคัญที่สุดว่าแล้วนักลงทุนควรนำสัญญาณเหล่านั้นไปใช้กับพอร์ตของตัวเองอย่างไร
K WEALTH Investment Forum 2026 ไม่ได้มีแค่ผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ระดับโลกที่มาถ่ายทอดความรู้ แต่คือการนำมุมมองที่แตกต่างกันมาเชื่อมต่อกันเป็นภาพเดียว ตั้งแต่ทิศทางเศรษฐกิจไทย ความเสี่ยงจากโลกยุค Security First การเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างเศรษฐกิจ ไปจนถึงโอกาสลงทุนในตลาดโลก จากนั้นจึงนำภาพเหล่านั้นกลับมาสู่มุมมองของ K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย เพื่อหาคำตอบว่า นักลงทุนควรจัดพอร์ตอย่างไรในช่วงครึ่งหลังของปี
3 ปัจจัยกระทบมุมมองลงทุน
ดร. พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่าเป้าหมายของการจัดงานครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการมาบอกว่าสินทรัพย์ใดจะปรับตัวขึ้นหรือลง หรือสินทรัพย์ประเภทใดจะสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด แต่ต้องการให้เกิดการตั้งคำถามใหม่เกี่ยวกับการลงทุน เพราะสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงในเวลานี้ไม่ใช่เพียงสภาวะตลาด หรือความไม่แน่นอนทั่วไป หากแต่เป็นการที่โลกกำลังเปลี่ยนวิธีในการตัดสินใจ
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นผลจากหลายปัจจัยที่กำลังเกิดขึ้นที่กระทบต่อกัน ทั้งจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือ Geopolitical Uncertainty ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป
อีกปัจจัยสำคัญคือการเข้าสู่สังคมสูงวัย หรือ Aging Society รวมถึงการมีอายุยืนยาวขึ้น ดังนั้นการมีเป้าหมายของชีวิตเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำเนินชีวิตในระยะยาว เพราะเมื่อคนมีอายุยืนขึ้น การวางแผนชีวิตและการบริหารความมั่งคั่งจึงต้องมองไปไกลกว่าการมีเงินหรือทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว
ปัจจัยที่สามคือ การเติบโตของ AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและอาจเร็วเกินกว่าที่หลายคนคาดคิด อุตสาหกรรมเทคโนโลยีมีการเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI อย่างรวดเร็ว แต่ความท้าทายคือผู้ที่เป็นผู้นำในวันนี้อาจไม่ได้เป็นผู้ชนะในระยะยาว เนื่องจากมีผู้เล่นรายใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
"3P" เข็มทิศบริหารความมั่งคั่ง
อย่างไรก็ตามมองว่า ภายใต้โลกที่มีข้อมูลและความท้าทายอย่างมาก จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมี “เข็มทิศ” ในการตัดสินใจลงทุน ภายใต้แนวคิด “3P” ที่ประกอบด้วย Purpose, Priority และ Pathway
- P แรกคือ Purpose หรือเป้าหมาย นักลงทุนต้องตอบให้ได้ว่าลงทุนไปเพื่ออะไร หากไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน อาจกลายเป็นการวิ่งไล่ตามโอกาสหรือกระแสของสินทรัพย์ต่างๆ
- P ที่สองคือ Priority หรือการจัดลำดับความสำคัญ นักลงทุนจำเป็นต้องแยกแยะว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ และอะไรคือสัญญาณรบกวน เพราะนักลงทุนไม่สามารถให้ความสำคัญกับข้อมูลทุกอย่างที่เข้ามาพร้อมกันได้
- P สุดท้ายคือ Pathway หรือเส้นทางเดิน เพราะการลงทุนไม่ใช่เรื่องฉาบฉวย แต่ต้องกำหนดเส้นทางให้ชัดเจน และเปลี่ยนจากการจัดลำดับความสำคัญไปสู่การลงมือทำ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ การขาย หรือการถือครองสินทรัพย์
“ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนจำเป็นต้องมีวินัย โดยเฉพาะในยุค AI ที่ Productivity กลายเป็นเพียงพื้นฐาน และ Output มีราคาถูกลง ขณะที่คุณค่าที่แท้จริงอยู่ที่ Outcome หรือผลลัพธ์ AI สามารถช่วยสร้าง Output ได้มากขึ้น แต่ Output เหล่านั้นอาจไม่ตอบโจทย์ หากไม่สามารถนำไปสู่ Outcome ที่ต้องการได้ ดังนั้นการมีเป้าหมายที่ชัดเจน การจัดลำดับความสำคัญ และการกำหนดเส้นทางที่นำไปสู่การลงมือทำ จึงเป็นสิ่งสำคัญ”
"ดร.สันติธาร" ชี้โลกเปลี่ยนสู่ Security First
ด้าน ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Navigating Thailand’s Future”โดยมองทิศทางประเทศไทยภายใต้บริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านจากโลกที่ให้ความสำคัญกับ Efficiency First ไปสู่ Security First และ Resilience First
จากยุค Efficiency First ที่เน้นประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำ ไปสู่ Resilience First ที่ให้ความสำคัญกับการรับมือความเสี่ยง และการมีทางเลือกสำรอง จากเดิมที่ใช้ระบบ Just-in-Time ปัจจุบันหันมาให้ความสำคัญกับ Just-in-Case มากขึ้น
และความมั่นคงยุคใหม่ไม่ได้จำกัดเฉพาะด้านการทหาร แต่ครอบคลุมพลังงาน การเงิน และอาหาร โดยประเทศไทยควรมองผ่านกรอบ 3S ได้แก่ Security ความมั่นคง Stability เสถียรภาพ และ S-Curve การเติบโตจากอุตสาหกรรมใหม่
ด้าน Security จุดอ่อนสำคัญของไทย คือความมั่นคงทางพลังงาน เนื่องจากพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและนำเข้าพลังงานสุทธิ 7-8% ของ GDP ทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนกระทบเงินเฟ้อและต้นทุนในประเทศได้รวดเร็ว ขณะที่จุดแข็งอยู่ที่ความมั่นคงทางอาหารจากการเป็นครัวของโลก รวมถึงศักยภาพด้านการแพทย์และ Wellness
ด้าน Stability ไทยมีจุดแข็งด้านเสถียรภาพทางการเงินการคลัง เงินสำรองระหว่างประเทศประมาณ 3 แสนล้านดอลลาร์ และระบบธนาคารที่แข็งแกร่ง ขณะที่หนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 59% ของ GDP ยังไม่ใช่จุดอ่อนหลักในสายตานักลงทุน แต่สิ่งที่น่ากังวล คือระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง
ส่วน S-Curve เป็นจุดอ่อนสำคัญ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยไม่ถึง 3% หลังโควิด-19 และกำลังเผชิญการลดลงของประชากรวัยแรงงานจากสังคมสูงวัย ส่งผลให้ GDP หายไปประมาณปีละ 1% ไทยจึงจำเป็นต้องเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ และดิจิทัลเพื่อเพิ่ม Productivity ขณะที่การลงทุนรวมอยู่เพียง 23-24% ของ GDP ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อการเร่งการเติบโต
รัฐบาลเดิน 3 แนวทาง "ประคองวันนี้-เปลี่ยนผ่าน-ลงทุนพรุ่งนี้"
ดร.สันติธาร กล่าวว่า รัฐบาลต้องดำเนินการ 3 ด้านควบคู่กัน ได้แก่ ประคองวันนี้ หรือ Stabilize Today เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเกิดแผลเป็นจากวิกฤติ โดยนโยบายไทยช่วยไทยพลัสมุ่งประคองการบริโภคและช่วยเหลือร้านค้าขนาดเล็กให้มีสภาพคล่อง
"เปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้" หรือ Transition Now มุ่งแก้จุดอ่อนด้านพลังงานผ่านการเปลี่ยนไปสู่พลังงานสะอาด รวมถึงแผน Jump Start ภายใต้งบประมาณกว่า 2 แสนล้านบาท เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจใน 4 ด้าน และ "ลงทุนเพื่อพรุ่งนี้" หรือ Invest for Tomorrow เน้นการใช้งบประมาณภาครัฐอย่างชาญฉลาด เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนและสร้างการเติบโตระยะยาว
เป้า 4 ปี ดันจีดีพีโตเกิน 3%
ดร.สันติธาร กล่าวว่า เป้าหมายในอีก 4 ปีข้างหน้าคือการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 3% หรือ 3% Plus เพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้แตะ 30% ของจีดีพีควบคู่กับการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้อยู่ในอันดับ Top 20 ของโลก โดยต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อประคองเศรษฐกิจในปัจจุบัน เปลี่ยนผ่านตั้งแต่วันนี้ และลงทุนเพื่ออนาคต
ไม่เพียงเท่านั้นในงาน K WEALTH Investment Forum 2026 ยังมีไฮไลท์สำคัญที่ช่วยเปิดมุมมองเศรษฐกิจโลกและกลยุทธ์การจัดพอร์ตที่สามารถนำไปใช้ได้จริงผ่านผู้บริหารระดับโลก ภายใต้หัวข้อ “A World in Transition: Policy, Power ,and Portfolios จาก 3 ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการลงทุนระดับโลกอย่าง Lombard Odier, J.P. Morgan Asset Management และ K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย ที่ร่วมถ่ายทอดมุมมองและกลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุนภายใต้โลกที่ผันผวนมากขึ้น
4 ปัจจัยกำหนดทิศเศรษฐกิจโลก
เริ่มที่ Mr. John Woods, Chief Investment Officer and Head of Investment Solutions - Asia จาก Lombard Odier ที่มองภาพเศรษฐกิจและตลาดทุนโลกผ่าน 4 ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตาม ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน นโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ย การปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ด้วย AI และนโยบายการคลัง
ประเด็นแรกคือ ความมั่นคงทางพลังงานที่มองว่าเป็นหัวใจสำคัญของภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อราคาน้ำมัน
เหล่านี้ไม่เพียงกระทบทำให้เกิด ความผันผวนของราคาพลังงานไปสู่ต่อต้นทุนการผลิตเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับการตัดสินใจของธนาคารกลางในเรื่องอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากราคาพลังงานสามารถสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อได้ ที่อาจทำให้ธนาคารกลางเลือกใช้นโยบายการเงินที่เข็มงวดขึ้น
ขณะเดียวกัน ตลาดเริ่มมองข้ามสถานการณ์วิกฤตบางอย่างไปบ้าง และหันมาให้ความสำคัญกับความเป็นไปได้ของภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ แต่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง หรือ Low Growth and High Inflation
อีกปัจจัยสำคัญคือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ด้วย AI ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐฯ แต่กำลังสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจในเอเชีย การลงทุนใน AI จึงถูกมองในลักษณะของการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ หรือ Reindustrialization ซึ่งสามารถสนับสนุนทั้งตลาดแรงงานและการบริโภค และทำให้เศรษฐกิจโลกยังมีความยืดหยุ่น แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านอื่น
ส่วนด้านนโยบายการคลัง มองเห็นความแตกต่างระหว่างภูมิภาค โดยสหรัฐฯ ซึ่งในอดีตนโยบายการคลังเคยเป็นแรงส่งสำคัญ หรือ Tailwind ปัจจุบันเริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น ขณะที่ยุโรปยังมีลักษณะเป็นกลาง หรือ Neutral
ในมุมมองการลงทุน Mr. John Woods, Chief Investment Officer and Head of Investment Solutions - Asia จาก Lombard Odier แนะนำให้นักลงทุนจับตานอกเหนือจากกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและวัสดุ รวมถึงหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือ Mid and Small Cap ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์เมื่อการเติบโตของกำไรเร่งตัวขึ้น และมีมูลค่าหุ้น หรือ Valuation ที่น่าสนใจกว่าหุ้นขนาดใหญ่
สุดท้ายมองว่าการลงทุนเขาให้น้ำหนักในลักษณะ “Cautious Optimism” หรือระมัดระวังแต่มีความหวัง โดยเน้นว่าการเลือกสรร หรือ Selectivity เป็นสิ่งสำคัญ ตลาดตราสารหนี้เริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้น เมื่อเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลง และสถานการณ์การสู้รบเริ่มผ่อนคลายความรุนแรงเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดกำไรจากส่วนต่างราคาหรือ Capital Gains หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร หรือ Yield ปรับตัวลดลง
โลกพ้นยุค US Exceptionalism เปิดโอกาสลงทุนเอเชีย
ด้าน Mr. Alexander Treves, Managing Director, Head of Investment Specialist - Asia จาก J.P. Morgan Asset Management (JPMAM) ให้น้ำหนักกับความมีเสถียรภาพของนโยบายการเงิน และการขยายโอกาสการลงทุนจากสหรัฐฯ ไปยังภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะเอเชีย
โดยคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี และอาจมีการปรับขึ้นเพียงครั้งเดียวในปีหน้า พร้อมมองว่าความเป็นอิสระของ Fed ยังคงมีความสำคัญ และในเวลานี้ยังไม่ตกอยู่ในความเสี่ยง
สำหรับเอเชีย ทั้งจีนและญี่ปุ่นมีบริบทด้านเงินเฟ้อที่แตกต่างจากประเทศตะวันตก โดยการที่เศรษฐกิจเริ่มเย็นลงและเริ่มเห็นสัญญาณเงินเฟ้อ อาจเป็นสัญญาณบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภูมิภาค
อีกทั้ง โลกกำลังก้าวข้ามยุคที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เติบโตเพียงลำพังหรือ US Exceptionalism และเริ่มมองหาโอกาสใหม่ในเอเชีย โดยเฉพาะเกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งมองเห็นโอกาสจากการเชื่อมโยงกับการเติบโตของ AI ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงในระยะยาว จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นเอเชียและตลาดเกิดใหม่ หรือ Emerging Markets
K WEALTH กสิกรไทย เดินกลยุทธ์ฝ่าเศรษฐกิจโลก "ไม่พัง แต่ไม่ปัง"
ด้าน ศิริพร สุวรรณการ CFA, CFP® Chief Portfolio Strategist จาก K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย มองภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันว่าเป็นช่วง “No Recession, But No Boom” หรือไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ก็ไม่ได้อยู่ในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู
ภายใต้ภาวะดังกล่าว แนวทางสำคัญคือการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ หรือ “Stay Invested” โดยไม่ควรเข้าๆ ออกๆ จากตลาดตามกระแสข่าวรายวัน ผ่านกลยุทธ์ Core & Satellite เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทน โดยแบ่งเงินลงทุนออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
1. Core Portfolio หรือพอร์ตหลัก สัดส่วน 60-80% ของเงินลงทุน เงินลงทุนส่วนนี้ จะเน้นสร้างความมั่นคงระยะยาวผ่านการกระจายลงทุนทั่วโลก ผ่านกองทุน Global Multi Asset เช่น กองทุน K-WealthPLUS Series (พัฒนาร่วมกับ JPMAM) หรือ K-ALLROADS Series (พัฒนาร่วมกับ Lombard Odier)
2. Satellite Portfolio หรือพอร์ตเสริม สัดส่วน 20-40% ของเงินลงทุน เพื่อคว้าโอกาสเติบโตระยะสั้น เช่น
- AI Infrastructure: แนะนำให้นักลงทุนมองไปที่ โครงสร้างพื้นฐานของ AI มากกว่าการไล่ตามหุ้นชิปที่มีความผันผวนสูง โดยเน้นไปที่ Layer ที่ 1 และ 3 ของระบบนิเวศ AI ได้แก่ พลังงาน ศูนย์ข้อมูล และโครงข่ายไฟเบอร์ สินทรัพย์เหล่านี้มีลักษณะกระแสเงินสดที่มั่นคงและสม่ำเสมอมากกว่า 80% และปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงหุ้นกลุ่มปลอดภัย หรือ Defensive อีกต่อไป แต่กลายเป็นกลุ่มเติบโต หรือ Growth Sector จากความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของ AI สำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง ยังเห็นโอกาสในหุ้นเทคโนโลยีระดับโลก โดยเน้นการบริหารแบบ Active เพื่อปรับเปลี่ยนกลุ่มการลงทุนให้ทันกับรอบ หรือ Cycle ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผ่านกองทุน K-GINFRA และ ES-GTECH
- Global Quality Bond: ตราสารหนี้โลกคุณภาพสูงเพื่อลดความผันผวนพอร์ต K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย มองว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญในการ “ล็อกยิลด์” หรือ Lock Yield เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีอยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบ 10 ปี หรือ Historical Record High แม้ระยะสั้นยังมีความผันผวนจากประเด็นเงินเฟ้อ แต่การลงทุนผ่านผู้จัดการกองทุนระดับโลกอย่าง PIMCO ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารอายุเฉลี่ยของตราสาร หรือ Duration และการเลือกตราสารคุณภาพสูง เช่น Agency MBS จะช่วยสร้างผลตอบแทนทั้งจากดอกเบี้ย และโอกาสในส่วนต่างราคา หรือ Capital Gains เมื่ออัตราดอกเบี้ยเริ่มเข้าสู่ขาลง ผ่านกองทุน K-GDBOND
K WEALTH กสิกรไทย แนะเลิกเดาตลาด สร้างวินัยลงทุน
อีกหนึ่งมุมมองจากเวทีที่น่าสนใจในช่วงของ “วีระพล บดีรัฐ” Lead Wealth Advisor ของ K WEALTH ในหัวข้อ “Winning Strategies: จัดพอร์ตอย่างไรให้ชนะตลาดผันผวน” ซึ่งเน้นแนวทางการบริหารความมั่งคั่งผ่านเทคโนโลยีและการลงทุนแบบ Goal-Based โดยมองว่า “การลงมือทำที่มีวินัย” เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ โดยมองว่า “นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เป็นคนที่สามารถคาดการณ์ตลาดได้แม่นยำที่สุด แต่เป็นคนที่มีระบบช่วยในการตัดสินใจดีที่สุด”
การสร้างผลตอบแทนของพอร์ตไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่นักลงทุนรับรู้เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนักลงทุนเองในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนและมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง การบรรลุเป้าหมายการลงทุนได้ นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับ 3 เรื่อง ได้แก่ Design Your Portfolio การออกแบบพอร์ตการลงทุน , Design Your Rules การออกแบบกฎที่จำเป็น และ Design Your Support System การสร้างระบบสนับสนุน
“3 กฏที่ช่วยในการตัดสนใจคือ Why buy? ทำไมถึงซื้อ ก่อนลงทุนในกองทุนหรือหุ้น นักลงทุนต้องตอบให้ได้ว่าทำไมจึงเลือกสินทรัพย์นั้น กฎที่สองคือ Target หรือการตั้งเป้าหมาย โดยสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนเมื่อราคาสินทรัพย์ปรับขึ้นหรือลงถึงระดับที่กำหนด สุดท้าย Position Size หรือขนาดการลงทุนที่เหมาะสม เพราะระดับความกังวลจากความผันผวนขึ้นอยู่กับสัดส่วนการลงทุน นักลงทุนควรกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำและสูงสุดของสินทรัพย์ เช่น ไม่ต่ำกว่า 5% และไม่เกิน 10% ของพอร์ต และบันทึกกฎดังกล่าวไว้เพื่อเตือนตัวเอง รวมถึงให้ธนาคารช่วยดูแลพอร์ตตามกรอบที่กำหนด”





