วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน 2569

Login
Login

'น้ำมันดูไบ' ดิ่งเหลือ 73 ดอลลาร์ พิษ Stock Loss เร็วกว่าคาด สะเทือนไตรมาส 2 โรงกลั่นไทย

ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนมิถุนายน กำลังกลายเป็นแรงกดดันระลอกใหม่ต่ออุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันของประเทศไทย หลังราคาน้ำมันดิบดูไบ ร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 73 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันดิบดูไบร่วงแรง ในเวลาไม่ถึง 1 เดือน สั่นคลอนอุตสาหกรรมโรงกลั่นไทย หลังกลไก “Stock Loss” เริ่มทำงานเร็วกว่าคาด จ่อกดดันผลประกอบการไตรมาส 2 "ภาคธุรกิจ" ชี้ โรงกลั่นไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคา แต่ต้องแบกรับความเสี่ยงตามกลไกตลาดโลกเต็มรูปแบบ พร้อมสะท้อนผลกระทบจากนโยบายแทรกแซงราคาภาครัฐที่ทำให้ไม่สามารถสะสมกันชนทางการเงินได้เพียงพอ

ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนมิถุนายน กำลังกลายเป็นแรงกดดันระลอกใหม่ต่ออุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันของประเทศไทย หลัง ราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai Crude) ซึ่งเป็นราคาน้ำมันอ้างอิงสำคัญของภูมิภาคเอเชียและประเทศไทย ร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 73 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้กลไกการขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน หรือ Stock Loss เริ่มส่งผลกระทบเร็วกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้

'น้ำมันดูไบ' ดิ่งเหลือ 73 ดอลลาร์ พิษ Stock Loss เร็วกว่าคาด สะเทือนไตรมาส 2 โรงกลั่นไทย

การปรับลดลงอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันดิบครั้งนี้ กลายเป็นบทพิสูจน์สำคัญที่สะท้อนถึงธรรมชาติที่แท้จริงของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งต้องเผชิญทั้งภาวะกำไรจากสต็อก (Stock Gain) และขาดทุนจากสต็อก (Stock Loss) ตามวัฏจักรราคาน้ำมันโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบ ปรับตัวลดลงจากระดับเฉลี่ยราว 102 - 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงเดือนพ.ค. 2569 ลงมาเหลือเพียง 73 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปัจจุบัน หรือลดลงเกือบ 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คิดเป็นการปรับลดลงมากกว่า 28% ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน

การร่วงลงอย่างรุนแรงดังกล่าว ส่งผลโดยตรงต่อโรงกลั่นน้ำมันทุกแห่งในประเทศ เนื่องจากต้องบันทึกผลขาดทุนจากการประเมินมูลค่าสินค้าคงคลังตามราคาตลาด (Stock Loss) ทันทีในงบการเงินไตรมาส 2/2569 ซึ่งอาจกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กดดันผลประกอบการของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมพลังงานตลอดช่วงครึ่งปีแรก

ทั้งนี้ โรงกลั่นน้ำมันมีภาระหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องสำรองน้ำมันดิบไว้ล่วงหน้า เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ส่งผลให้มีปริมาณน้ำมันคงคลังจำนวนมากที่จัดซื้อไว้ในช่วงที่ราคาตลาดโลกอยู่ในระดับสูง เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องปรับลดมูลค่าสินค้าคงคลังตามราคาตลาดในทันที

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ โรงกลั่นเปรียบเสมือนผู้ประกอบการที่ซื้อสินค้าราคาแพงเข้าคลังสินค้า แต่ถูกบังคับให้ประเมินมูลค่าสินค้าตามราคาตลาดที่ลดลงอย่างฉับพลัน จึงต้องยอมรับผลขาดทุนทางบัญชีโดยตรง แม้ว่าน้ำมันดังกล่าวจะยังไม่ได้ถูกนำออกจำหน่ายก็ตาม

สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของธุรกิจโรงกลั่นในปีนี้ เนื่องจากในช่วงก่อนหน้า แม้ว่า "ค่าการกลั่น" (Gross Refining Margin : GRM) จะปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลก แต่ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศกลับถูกควบคุมผ่านมาตรการแทรกแซงของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการจำกัดการส่งออกและการบริหารจัดการราคาพลังงานภายในประเทศ

ผลจากนโยบายดังกล่าว ทำให้โรงกลั่นไม่สามารถสะสมกระแสเงินสดหรือสร้างกันชนทางการเงิน (Financial Buffer) ได้อย่างเต็มศักยภาพตามกลไกตลาดปกติ ส่งผลให้ความสามารถในการรองรับความเสี่ยงจากภาวะราคาน้ำมันขาลงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เนื่องจากมองว่าธุรกิจโรงกลั่นไทยต้องเผชิญความเสี่ยงจากการแทรกแซงเชิงนโยบายในช่วงที่ธุรกิจอยู่ในภาวะขาขึ้น แต่กลับต้องรับภาระความเสี่ยงเต็มรูปแบบเมื่อเผชิญภาวะขาลง

เมื่อราคาน้ำมันโลกพลิกทิศทางอย่างรวดเร็วในเดือนมิถุนายน กลไกความเสี่ยงทางบัญชีจึงเริ่มทำงานเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ และส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของภาคธุรกิจในทันที

ปรากฏการณ์ครั้งนี้ยังสะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญว่า โรงกลั่นน้ำมันไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคาหรือกำหนดระดับกำไรด้วยตนเอง แต่เป็นธุรกิจที่ต้องดำเนินการภายใต้กลไกราคาตลาดโลกอย่างแท้จริง

ในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น โรงกลั่นอาจได้รับผลบวกจากกำไรสต็อกน้ำมัน (Stock Gain) ซึ่งมักถูกจับตามองจากสังคมและภาครัฐ แต่ในทางกลับกัน เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว โรงกลั่นก็ต้องเป็นผู้แบกรับผลขาดทุนจากสต็อก (Stock Loss) เช่นเดียวกัน

"นี่คือกลไกปกติของธุรกิจพลังงานที่ดำเนินไปตามวัฏจักรของตลาดโลก และเป็นความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้"

ในระยะต่อจากนี้ สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่เพียงทิศทางราคาน้ำมันโลกเท่านั้น แต่รวมถึงแนวทางการบริหารนโยบายพลังงานของภาครัฐว่าจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างการดูแลผู้บริโภค การรักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน และการคงไว้ซึ่งความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมโรงกลั่นไทยได้มากน้อยเพียงใด

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกดราคาพลังงานในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม หากกลไกตลาดถูกบิดเบือนในช่วงขาขึ้น แต่ปล่อยให้ภาคธุรกิจเผชิญความเสี่ยงเพียงลำพังในช่วงขาลง ก็อาจกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเร่งหาคำตอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของประชาชน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว