ธนาคารชีวภาพแห่งชาติ (National Biobank of Thailand - NBT) ทำหน้าที่จัดเก็บทรัพยากรชีวภาพและบริหารจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ควบคู่ไปกับโครงการ Genomics Thailand ที่มุ่งถอดรหัสพันธุกรรมประชากรไทย 50,000 ราย
การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged society) ของประเทศไทยภายในช่วงทศวรรษหน้านี้ ถือเป็นความท้าทายทางเศรษฐกิจและสาธารณสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประการหนึ่ง เมื่อสัดส่วนประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น ภาระงบประมาณด้านการรักษาพยาบาลและการดูแลระยะยาวของภาครัฐย่อมพุ่งสูงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม วิกฤตินี้สามารถพลิกเป็นโอกาสได้ หากเราปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการตั้งรับเพื่อรักษาโรค ไปสู่การแพทย์เชิงรุกที่มุ่งเน้นการยืด "อายุขัยที่มีสุขภาพดี" (Healthspan) ให้ยาวนานควบคู่ไปกับอายุขัยจริง ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยปลดล็อกศักยภาพของกลุ่มผู้สูงอายุให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อน "เศรษฐกิจสีเงิน" (Silver Economy) ที่คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 3.5 ล้านล้านบาทในปี 2576
หัวใจสำคัญและกุญแจดอกแรกที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านนี้คือ "ธนาคารชีวภาพ" (Biobank) ซึ่งเปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์ด้านวิทยาศาสตร์ระดับชาติ ปัจจุบันประเทศไทยได้จัดตั้งธนาคารชีวภาพแห่งชาติ (National Biobank of Thailand - NBT) ทำหน้าที่จัดเก็บทรัพยากรชีวภาพและบริหารจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ควบคู่ไปกับโครงการ Genomics Thailand ที่มุ่งถอดรหัสพันธุกรรมประชากรไทย 50,000 ราย โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้คือกลไกหลักในการยกระดับระบบสาธารณสุขไทยสู่ "เวชศาสตร์แม่นยำ" (Precision Medicine) ที่จะมาพลิกโฉมรูปแบบการรักษาจากแนวคิด "ยาขนานเดียวรักษาทุกโรค" (One-size-fits-all) ไปสู่การดูแลรักษาที่จำเพาะเจาะจงระดับบุคคล ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาลจากการให้ยาที่ไม่ได้ผลและผลข้างเคียงจากยา
นอกจากนี้ ข้อมูลที่รวบรวมไว้ใน ธนาคารชีวภาพ ยังช่วยให้เราสามารถไขรหัสลับของกระบวนการชราภาพได้อย่างแม่นยำ ดังที่การศึกษาจากฐานข้อมูลระดับโลกอย่าง UK Biobank ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตสะสม (Exposome) มีอิทธิพลต่อความยาวของอายุและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากกว่าพันธุกรรมอย่างชัดเจน โดยอธิบายความแปรปรวนได้ถึง 17% ในขณะที่พันธุกรรมอธิบายได้เพียง 2% การที่ธนาคารชีวภาพสามารถบูรณาการข้อมูลลักษณะทางพันธุกรรมเข้ากับข้อมูลวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อม จะช่วยให้นักวิจัยสามารถระบุเครื่องหมายชีวภาพ (Biomarkers) เพื่อพยากรณ์และสกัดกั้นโรคร้ายแรงที่มาพร้อมกับวัย เช่น โรคอัลไซเมอร์และกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ได้ล่วงหน้าหลายปีก่อนที่อาการจะปรากฏ
ในมิติทางเศรษฐศาสตร์ การลงทุนในธนาคารชีวภาพและการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ไม่ใช่รายจ่ายสูญเปล่า ทว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า สอดคล้องกับรายงานของ McKinsey Health Institute ที่ระบุว่า ทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่ลงทุนในมาตรการส่งเสริมการชราภาพอย่างมีสุขภาวะ จะสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมกลับคืนมาได้ถึง 3 ดอลลาร์ ข้อมูลคุณภาพสูงจากธนาคารชีวภาพไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดงบประมาณสาธารณสุข ย่นระยะเวลาและลดต้นทุนในการวิจัยพัฒนายาใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจสามารถนำข้อมูลไปต่อยอดพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์และผลิตภัณฑ์สุขภาพที่สอดคล้องกับพันธุกรรมของคนไทย ขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Model) ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ ท่ามกลางคลื่นสึนามิแห่ง สังคมสูงวัยประเทศไทย ไม่อาจพึ่งพาโครงสร้างเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมได้อีกต่อไป รัฐบาลและภาคเอกชนจึงต้องเร่งบูรณาการความร่วมมือในการลงทุนและใช้ประโยชน์จากธนาคารชีวภาพแห่งชาติอย่างเต็มศักยภาพ ทั้งในมิติของการสร้างความยั่งยืนทางการเงิน การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการวางกฎระเบียบที่เอื้อต่อการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพราะความมั่นคงของฐานข้อมูลชีวภาพในวันนี้ คือรากฐานที่สำคัญที่สุดในการสร้างระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เพื่อเปลี่ยนผ่านผู้สูงอายุจากกลุ่มเปราะบางให้กลายเป็นพลเมืองที่เปี่ยมด้วยคุณภาพชีวิต มีความอิสระ และเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจของชาติให้เติบโตต่อไป



