ท่ามกลางความไม่แน่นอนต่างๆ ทั่วโลก ธุรกิจต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาเสถียรภาพและความสามารถในการแข่งขัน
ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ภูมิทัศน์ทางธุรกิจทั่วโลกต้องเผชิญกับเหตุการณ์สำคัญหลายประการ ทั้งที่สามารถคาดการณ์ได้และเหนือความคาดหมาย เหตุการณ์เหล่านี้ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินงานของภาคธุรกิจ ทำให้ผู้บริหารสูงสุดขององค์กร (CEO) ต้องเร่งปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพื่อรักษาเสถียรภาพและความสามารถในการแข่งขัน
ข้อมูลจากรายงานผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารสูงสุด (EY-Parthenon CEO Outlook survey) ซึ่งได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของ CEO กว่า 1,200 คนทั่วโลก พบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของผู้นำองค์กรเหล่านี้แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์โลกที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานทางธุรกิจ โดยประเด็นความท้าทายสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจไทย ได้แก่ 1). สภาวะเศรษฐกิจหลังการแพร่ของโรคระบาด ทั้งความผันผวนของราคาพลังงานและต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น 2). ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม อาทิ ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน, อิหร่าน-อิสราเอล หรือไทย- กัมพูชา 3). มาตรการทางการค้าและภาษี โดยเฉพาะการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกา และ 4). การประยุกต์ใช้ AI และเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อเร่งขยายผลลัพธ์ในระดับองค์กร
จักรพันธ์ อรรถพรมงคล หุ้นส่วนที่ปรึกษาด้านการวางแผนกลยุทธ์องค์กร EY-Parthenon กล่าวว่า ธุรกิจทั่วโลกกำลังเผชิญกับคลื่นแห่งความไม่แน่นอนครั้งใหญ่จากปัจจัยท้าทายรอบด้าน ความกังวลต่างๆ ของ CEO ส่วนใหญ่ไม่ได้เกินจริงอีกต่อไป สิ่งสำคัญคือการ 'ยอมรับความไม่แน่นอน' และปรับตัวเข้ากับมัน เราไม่สามารถใช้กลยุทธ์แบบเดิมได้ การอยู่รอดและการเติบโตในวันนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับกลยุทธ์ให้เร็วและชาญฉลาด เพื่อก้าวข้ามความท้าทายและพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสในการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว
4 กลยุทธ์สำคัญที่ CEO ทั่วโลกเร่งปรับเปลี่ยน
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า ผู้บริหารที่แสดงความกังวลเกือบทั้งหมดได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจแล้ว โดยมุ่งเน้นการปรับกลยุทธ์ใน 4 ด้านหลัก ได้แก่
1. การปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Resilience from Geopolitics) โดยผลสำรวจระบุว่า CEO 42% กังวลว่าความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจมหภาค และการค้า จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของธุรกิจ และเพื่อรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าว 85% ของ CEO กลุ่มนี้ทำการได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อรับมือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเลือกที่จะชะลอแผนการลงทุน และย้ายฐานการผลิตหรือแหล่งจัดหาสินค้า (Sourcing) ไปยังตลาดใหม่เพื่อลดความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนนี้อาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงด้านเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) และต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น
2. การปรับกลยุทธ์ด้านภาษีและการค้า (Resilience from Tariff and Trade) ข้อมูลจากผลสำรวจระบุว่า 85% ของผู้บริหารแสดงความกังวลในระดับกลางถึงมากต่อประเด็นภาษีการค้า และได้ปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือ โดยเน้นการพัฒนาหรือออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่มากขึ้น รวมถึงการลดต้นทุนเพื่อรักษาระดับอัตรากำไร (Margin) อย่างไรก็ตาม การปรับตลาดใหม่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงหลายด้าน เช่น ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Execution Risk) เนื่องจากต้องใช้เวลาและต้นทุนสูงกว่าตลาดจะเข้าที่ โดยต้นทุนอาจสูงขึ้น 15-30% ในช่วงเปลี่ยนผ่านผู้ผลิต, ความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป (Dependency Concentration Risk) แทนที่จะเป็นการกระจายความเสี่ยงไปยังภูมิภาคอื่นๆ และความเสี่ยงในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Regulatory Compliance Risk) จากความแตกต่างทางกฎหมายในตลาดใหม่
3. การปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับการใช้งาน AI ในระดับองค์กร (Resilience from AI) โดย CEO ส่วนใหญ่ (36%) เตรียมเพิ่มการลงทุนเพื่อขยายผลการใช้ AI ในระดับองค์กร (Scale up) เนื่องจากเห็นผลลัพธ์จากการนำร่องใช้ AI ที่เริ่มชัดเจนขึ้น และต้องการให้มีการกำกับดูแล AI (AI Governance) ที่ครอบคลุมทั้งบริษัท อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการใช้ AI คือความเสี่ยงด้านการลงทุน (Investment Risk) เนื่องจากจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการฝึกอบรมด้าน AI เพื่อป้องการการลงทุนสูญเปล่า และต้นทุนบุคลากรที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากฐานเงินเดือนของผู้เชี่ยวชาญด้าน AI มักสูงกว่าพนักงานทั่วไป
4. การปรับกลยุทธ์ในการซื้อขายและควบรวมกิจการ และการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ (Resilience from M&A and Partnerships) มี CEO เพียง 1% เท่านั้นที่ระบุว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ในการทำธุรกรรมข้อตกลงต่างๆ ในขณะที่ 99% เลือกที่จะปรับเปลี่ยน โดยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือการจัดตั้งกิจการร่วมค้า (Joint Venture) ที่สูงถึง 67% อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากการทำธุรกรรมและการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ คือเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกัน (Misaligned Objective), ช่องว่างในการบริหารจัดการวัฒนธรรมองค์กร (Culture Management Gap) เช่น ความแตกต่างในรูปแบบการทำงาน ค่านิยม และการสื่อสาร, ข้อพิพาทด้านธรรมาภิบาล (Governance Dispute) เช่น โครงสร้างองค์กรที่ไม่ลงตัว บทบาทที่ไม่ชัดเจน หรือสิทธิในการออกเสียง และความเสี่ยงด้านผลการดำเนินงาน (Performance Risk) ที่การรวมกันของธุรกิจ (Synergy) ไม่สามารถสร้างคุณค่าร่วมกันได้ตามที่คาดหวัง ซึ่งอาจส่งผลให้การดำเนินงานไม่บรรลุเป้าหมายที่วางไว้
"โลกธุรกิจในวันนี้ไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องสินค้าและบริการ แต่กำลังแข่งกันในเรื่องความสามารถในการปรับตัว องค์กรจึงต้องมีการปรับแผนกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่น เพื่อรับมือกับความท้าทายจากความผันผวน ขณะเดียวกัน ความท้าทายใหม่ที่ไม่อาจมองข้ามคือความเสี่ยงที่เกิดจากการปรับกลยุทธ์ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและทันเวลา เพื่อรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ" จักรพันธ์ กล่าวปิดท้าย





