ไทยยูเนี่ยน ผสานทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนฟาร์มกุ้งคาร์บอนต่ำ เพื่อช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมอาหารทะเล ด้วยการดูแลผู้คนและโลกเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ผู้นำระดับโลกด้านการผลิตอาหารทะเล หนึ่งในสมาชิกของสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) ร่วมงานมหกรรม GCNT Expo 2025 Forward SDGs Faster Together เพื่อแสดงศักยภาพด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ ภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® 2030 เป็นหัวใจสำคัญขององค์กร เพื่อช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมอาหารทะเล ด้วยการดูแลผู้คนและโลกเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน เพราะเชื่อว่าการดูแลทรัพยากรด้วยความรับผิดชอบเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อเป็นแหล่งอาหารและอาชีพให้กับประชากรโลกในรุ่นต่อไป
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การปกป้องท้องทะเล ไม่ได้เป็นเพียงแค่การใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนและโลกในระยะยาว ในฐานะสมาชิกของ GCNT ซึ่งเป็นเครือข่ายด้านความยั่งยืนของภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในโลก การร่วมขับเคลื่อนงาน GCNT Expo 2025 ที่จัดขึ้นเป็นปีแรกในปีนี้ โดยร่วมแบ่งปันประสบการณ์ของ ไทยยูเนี่ยน ภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030 โดยเฉพาะเส้นทางสู่การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เพื่อตอกย้ำว่า เมื่อบริษัทต่างๆ ได้ผนวกการดำเนินงานด้านความยั่งยืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจ เราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่ยิ่งใหญ่ และภารกิจนี้ไม่อาจสำเร็จได้ด้วยองค์กรเดียว หรืออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการผนึกกำลังจากทุกภาคส่วนและทุกประเทศทั่วโลกต้องช่วยกันจึงจะสำเร็จ
นวัตกรรมเพื่ออาหารทะเลยั่งยืน
อดัม เบรนนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการสื่อสารองค์กร ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กล่าวในหัวข้อ Powering Sustainable Seafood Through Innovation โดยระบุว่า อุตสาหกรรมอาหารทะเลทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือระบบนิเวศ ทำให้การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น
อย่างไรก็ตาม อาหารทะเลยังเป็นโปรตีนคาร์บอนต่ำที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารโลก
ตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ไทยยูเนี่ยน ได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำด้านการจัดหา อาหารทะเล อย่างยั่งยืน และประกาศกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030 เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสู่ความรับผิดชอบอย่างรอบด้าน เพื่อผู้คนบนโลก และเพื่อโลกของเรา
อดัม กล่าวเพิ่มว่า ความก้าวหน้าที่แท้จริงต้องการความคิดใหม่ เครื่องมือใหม่ และรูปแบบความร่วมมือใหม่ๆ ซึ่งเป็นจุดที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ไขความท้าทาย ความเสี่ยง และโอกาสในด้านความยั่งยืน
"ไทยยูเนี่ยน กำลังนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในหลายส่วนของห่วงโซ่คุณค่า เช่น การตรวจสอบโดยผู้สังเกตการณ์และระบบตรวจสอบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เห็นภาพรวมของกิจกรรมบนเรือประมง และรับประกันการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม" อดัม กล่าว
นอกจากนี้ ภายในงาน GCNT Expo 2025 ไทยยูเนี่ยนได้จัดเสวนาหัวข้อ "Blue Financing and Aquaculture: Empowering the Sustainability Transition" ที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการฟาร์มกุ้ง มาร่วมเจาะลึกโอกาสและกลไกความร่วมมือ เพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการเพาะเลี้ยงกุ้ง (Shrimp Decarbonization Project)
ยั่งยืนต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ปราชญ์ เกิดไพโรจน์ ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน ธุรกิจ Pet, Feed และ Marine Ingredient บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ให้ภาพรวมด้านความยั่งยืนของ TU โดยเน้นย้ำถึงหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ที่ประกอบด้วยพันธกิจ 11 ประการ ซึ่งครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ พันธกิจเหล่านี้มุ่งเน้นในหลายมิติ ตั้งแต่การดูแลแรงงานไปจนถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
"ตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น การสร้างระบบการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อให้มั่นใจว่าอาหารทะเลมาจากแหล่งที่ถูกต้องและตรวจสอบย้อนกลับได้ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการดูแลแรงงานในเรือประมงและแรงงานอื่นๆ อย่างเท่าเทียมกัน โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในโรงงานและฟาร์ม รวมถึงการลดขยะฝังกลบในโรงงานให้เป็นศูนย์"
ปราชญ์ กล่าวเพิ่มว่า ไทยยูเนี่ยนมีเป้าหมายว่าปลาทูน่าทั้งหมดที่บริษัทฯ จัดหาได้จะต้องมาจากเรือที่มีระบบตรวจสอบแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือมีผู้สังเกตการณ์บนเรือ 100% ภายในปี 2025 ซึ่งปัจจุบันทำได้แล้วถึง 97% และมั่นใจว่าจะบรรลุเป้าหมายในเร็วๆ นี้
สำหรับเรื่องบรรจุภัณฑ์ ไทยยูเนี่ยนได้เปิดตัวนวัตกรรม "ECOTWIST®" ของแบรนด์จอห์น เวสต์ (John West) ที่ลดการใช้เหล็กเพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์ได้กว่า 400 ตันต่อปี และลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก shrink wrap ได้ถึง 65 ตันต่อปี
ในส่วนของการจัดหาปลาทูน่า บริษัทฯ ตั้งเป้าว่าภายในปี 2025 ปลาทูน่าจะต้องมาจากแหล่งที่ได้การรับรองมาตรฐาน Marine Stewardship Council (MSC) หรือผ่านโครงการพัฒนาการประมง Fishery Improvement Project หรือ FIP เท่านั้น
อีกหนึ่งโครงการที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญ คือ Shrimp Decarbonization Project ซึ่งร่วมมือกับองค์กร The Nature Conservancy หรือ TNC และลูกค้าต่างประเทศ เพื่อยกระดับการเลี้ยงกุ้งที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ โดยมีทั้งการใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น แผงโซลาร์ในฟาร์ม และนำนวัตกรรม Smart Monitoring มาใช้ติดตามออกซิเจนในบ่อกุ้งแบบเรียลไทม์ เพื่อจัดการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และลดการใช้พลังงานไปในตัว
"ไทยยูเนี่ยนยังได้รับการสนับสนุนเงินกู้ Blue Loan วงเงินรวม 150 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 5,000 ล้านบาท จากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่บริษัทเอกชนในอุตสาหกรรมอาหารทะเลได้รับการสนับสนุนในลักษณะนี้" ปราชญ์ กล่าวปิดท้าย
ต่อด้วยการเสวนาจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้แก่ ภาคเอกชน ภาครัฐ สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการฟาร์มกุ้ง มาร่วมเจาะลึกโอกาสและกลไกความร่วมมือ เพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสู่ความยั่งยืน
SeaChange® 2030
ยงยุทธ เสฏฐวิวรรธน์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการบริหารการเงินกลุ่มและศูนย์บริการร่วมทางการเงิน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายเชิงรุกภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange 2030 เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2050 ครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน
"ธุรกิจกุ้งคิดเป็นประมาณ 20% ของรายได้ทั้งหมดของบริษัท ไทยยูเนี่ยน จึงริเริ่มโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการเลี้ยงกุ้ง"
โครงการนี้มุ่งเน้นสองส่วนหลัก คือ 1. อาหารกุ้ง ต้องดูแหล่งที่มาของถั่วเหลืองที่เป็นวัตถุดิบของอาหารให้แน่ใจว่าไม่ได้มาจากการทำลายป่า และ 2. กิจกรรมภายในฟาร์ม โดยเฉพาะการใช้ไฟฟ้า ได้ร่วมมือกับบริษัทภายนอกเพื่อเสนอ Power Purchase Agreement (PPA) ให้เกษตรกรติดตั้งโซลาร์เซลล์โดยไม่ต้องลงทุนเอง ซึ่งช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ถึง 10% ตลอดระยะสัญญา 10 ปี
กรมประมงนำร่องกุ้งคาร์บอนต่ำ
มนทกานติ ท้ามติ้น ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง ระบุว่า ท่ามกลางการแข่งขันสูงและปัญหาด้านต้นทุนและโรคระบาด ภาครัฐผลักดันการผลิตสัตว์น้ำมาตรฐานสากลสู่ตลาดโลก โดยใช้นวัตกรรม เช่น ระบบเติมอากาศอัตโนมัติ โซลาร์เซลล์ และการทดแทนสารเคมี ประเทศไทยยังเป็นประเทศแรกที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เลือกทำโครงการสนับสนุนกุ้งโลว์คาร์บอน พร้อมพัฒนานวัตกรรมการรับรองใน 10 จังหวัด มนทกานติย้ำว่าไทยมีโครงสร้างพื้นฐานและผู้เชี่ยวชาญเข้มแข็ง ซึ่งเป็นโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำกุ้งโลว์คาร์บอนในภูมิภาคได้ โดยปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยคือ การปรับตัวสู่การนำนวัตกรรมมาใช้ในการผลิตเพื่อลดต้นทุน และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในอีโคซิสเต็มที่แข็งแกร่ง
กรอบการเงินยั่งยืน Blue & Green Loan
ฝนทิพย์ ยุทธเสรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน (ที่ปรึกษา) ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) กล่าวว่า ความต้องการสินค้าคาร์บอนเพิ่มสูงขึ้น ADB จึงให้การสนับสนุนทางเทคนิคแก่ไทยยูเนี่ยนในการจัดทำ Green and Blue Financing Framework สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และ Thailand Taxonomy เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือด้านการระดมทุน ฝนทิพย์ยังเน้นความสำคัญของความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม รวมถึงการช่วยเกษตรกรให้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน ผ่านการให้ความรู้เรื่องเทคโนโลยี การจัดการการเงิน และสิทธิแรงงาน สินเชื่อ Blue Loan มุ่งสนับสนุนการซื้อกุ้งที่ผ่านการรับรอง และใช้พัฒนาทักษะเกษตรกร
การสนับสนุนที่ครอบคลุมสำหรับเกษตรกร
พลชาติ เหลืองนฤมิตชัย เจ้าของฟาร์มกุ้งอนันต์ฟาร์ม กล่าวว่า ความยั่งยืนคือกำไร โดยยกตัวอย่าง อนันต์ฟาร์มที่ได้ลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ช่วยลดค่าไฟ 40,000 บาทต่อเดือน จากทั้งหมด 400,000 บาท คิดเป็นเพิ่มกำไร 50% และชี้ว่าเกษตรกรต้องการการสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่ การเข้าถึงมาตรฐาน ASC (Aquaculture Stewardship Council) ที่ง่ายและครอบคลุมทุกขนาดฟาร์ม การสนับสนุนด้านพลังงานทางเลือก โดยเฉพาะแบตเตอรี่โซลาร์ที่ยังขาดสินเชื่อการเข้าถึงข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น IoT และ AI รวมถึงการสนับสนุนทางการเงินจากสถาบันที่พร้อมรับความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อช่วยให้เกษตรกรรายย่อยเปลี่ยนผ่านได้จริง





