background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ความดันโลหิตสูง รับมือได้ แค่รู้ (หัว) ใจให้ดีพอ

ความดันโลหิตสูง รับมือได้ แค่รู้ (หัว) ใจให้ดีพอ

"ความดันโลหิตสูง" เป็นอีกหนึ่งภัยเงียบที่ผู้ป่วยหลายคนไม่รู้ตัว หากปล่อยไว้นานอาจมีอาการแทรกซ้อน และอันตรายถึงชีวิตได้

จากข้อมูลสถิติ ในปี 2562 พบว่า โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุให้ประชากรโลกเสียชีวิตถึง 17.9 ล้านคนต่อปี คิดเป็น 32% ของการเสียชีวิตทั่วโลก สำหรับประเทศไทย โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจขาดเลือด เป็น 2 ใน 5 อันดับแรกของสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย ในปี 2562 โดยพบว่า เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมอง ในอัตรา 53 ต่อประชากรแสนคน และโรคหัวใจขาดเลือด ในอัตรา 43.7 ต่อประชากรแสนคน

ฐานข้อมูลสุขภาพกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรค ความดันโลหิตสูง มากถึง 14 ล้านคน ประชากรไทย 1 ใน 4 ป่วยเป็นโรคความดันโลหิต แต่มากกว่า 7 ล้านคน ที่ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงและยังไม่ได้มารับการรักษา เนื่องจากความดันโลหิตเป็นภัยเงียบ ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว เนื่องจากโรคนี้ไม่มีอาการเตือน และหากปล่อยไว้นานหรือไม่ได้รับการรักษาจะเสี่ยงต่อการเกิดอาการแทรกซ้อนรุนแรง อัมพฤกษ์ อัมพาต จากเส้นเลือดสมองตีบตันหรือแตก หัวใจล้มเหลว หัวใจวายจากภาวะเส้นเลือดที่หัวใจอุดตัน หัวใจโต หัวใจล้มเหลว ไตวาย 

การวินิจฉัยจึงไม่ใช่การรอมีอาการ แต่เป็นการหมั่นตรวจเช็กความดันโลหิตสม่ำเสมอ ความดันโลหิตในระดับปกติขณะพักคือ 120-130 / 60-80 มิลลิเมตรปรอท ถ้าความดันโลหิตเกิน 130/80 มิลลิเมตรปรอท จะถือว่าเริ่มเข้าข่ายความดันโลหิตสูงกว่าปกติ ถ้าสูงกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าป่วยเป็นความดันโลหิตสูงควรปรึกษาแพทย์และเข้ารับการรักษา 

นายแพทย์ ไพศาล บุญศิริคำชัย อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด กล่าวถึงการรักษาผู้ที่มี ความดันโลหิตสูง ว่า แพทย์จะเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ป่วย โดยแนะนำให้ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก ลดการกินเค็ม ลดความเครียด ถ้าความดันโลหิตไม่ลดลงตามเป้าหมาย หรือผู้ป่วยความดันสูงที่มีภาวะแทรกซ้อนร่วมด้วยแล้ว แพทย์จะพิจารณาเริ่มการรักษาด้วยการใช้ยา โดยยาอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละราย ซึ่งผู้ป่วยจะต้องทานยาสม่ำเสมอ ผู้ป่วยบางรายไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตถึงเป้าหมายได้ด้วยยาชนิดเดียว แพทย์จะเพิ่มทั้งขนาดและจำนวนชนิดของยา ซึ่งในระยะยาวมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงจากยามากขึ้น เช่น ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เกลือแร่ในเลือดผิดปกติ หัวใจเต้นช้าเกินไป อ่อนแรง เหนื่อยง่าย ค่าไตเสื่อมลง อาจต้องรับการรักษาทางเลือกอื่นเพิ่มเติม

ศาสตราธิคุณ นพ. วสันต์ อุทัยเฉลิม แพทย์หัวหน้าศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวเสริมถึง กลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ที่ผ่านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จนถึงได้รับการรักษาด้วยยาหลายชนิดมาแล้วระยะหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ ปัจจุบันมีวิธีการรักษาใหม่ ที่จะช่วยผู้ป่วยกลุ่มนี้ ด้วยวิธีจี้ระบบประสาทอัตโนมัติที่ไต ซึ่งสามารถทำได้ในกรณีที่ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงมากกว่า 160 มิลลิเมตรปรอท อายุน้อยกว่า 80 ปี ได้รับยารักษาความดันมากกว่า 3 ชนิด โดยหนึ่งในนั้นเป็นยาขับปัสสาวะ และได้รับยามาต่อเนื่องเป็นระยะเวลามากกว่า 3 เดือนขึ้นไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์

พญ. ปิยนาฏ ปรียานนท์ อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีผลการการศึกษายืนยันได้ว่า การที่ระบบประสาทอัตโนมัติทำงานมากเกินไปจะส่งผลทำให้ความดันโลหิตของร่างกายสูงขึ้นได้ เพราะว่ามีความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างสมอง หัวใจ ไต หลอดเลือดที่ไตผ่านระบบประสาทอัตโนมัติ หากต้องการให้ความดันโลหิตลดลงจะต้องทำลายระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการรักษาที่ต้นเหตุ โดยการรักษา ความดันโลหิตสูง ที่ควบคุมยากด้วยการจี้ระบบประสาทอัตโนมัติที่ไต เป็นการใช้สายอุปกรณ์พิเศษสวนผ่านหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบและสอดสายผ่านเข้าไปยังเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไต หลังจากนั้นการใช้ความร้อนจากคลื่นความถี่วิทยุจี้ทำลายร่างแหเส้นประสาทอัตโนมัติที่อยู่ในผนังของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงไตทั้งสองข้าง โดยที่ไตทั้งสองข้างนั้นจะมีเส้นประสาทเส้นเล็กๆ ที่พันอยู่รอบหลอดเลือดแดงที่ซึ่งระบบประสาทอัตโนมัตินี้จะควบคุมการหดและคลายตัวของหลอดเลือดไต รวมถึงควบคุมการทำงานของฮอร์โมนที่ควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย โดยการคั่งของโซเดียมจะส่งผลให้มีความดันโลหิตสูงขึ้น 

ความดันโลหิตสูง รับมือได้ แค่รู้ (หัว) ใจให้ดีพอ

การรักษาด้วยวิธีจี้เส้นประสาทอัตโนมัติ เป็นการรักษาที่ใช้เวลาในการพักฟื้นน้อยเพียง 1-2 วัน หลังการรักษา ผู้ป่วยสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้าน สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติในเวลาที่รวดเร็ว และผู้ป่วยจะสามารถควบคุมความดันให้ปกติ ลดการรับประทานยาลง หรือไม่ต้องทานยาอีกต่อไป 

ทั้งนี้ การจี้ระบบประสาทอัตโนมัติเป็นการรักษาผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมยาก ที่ไม่ทราบสาเหตุ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มนี้ แต่มีผู้ป่วยความดันโลหิตสูงบางราย (ส่วนน้อย) มีสาเหตุจากความผิดปกติอื่น เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ โรคเนื้องอกของต่อมหมวกไต หลอดเลือดแดงเอออร์ต้าตีบ ผู้ป่วยกลุ่มนี้หากรักษาสาเหตุแล้วความดันมักกลับมาปกติโดยไม่ต้องใช้ยาลดความดันโลหิตในระยะยาว

ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลเมดพาร์ค เปิดบริการในปี 2563 ดูแลรักษาผู้มีภาวะผิดปกติด้านหัวใจโดยแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์การทำหัตถการรักษา โรคหัวใจและหลอดเลือด และแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทางศัลยกรรมหัวใจ มีประสบการณ์รักษาโรคยากและซับซ้อนมามากมาย เช่น

  • เปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกผ่านสายสวนโดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดช่องอก หรือทาวี (Transcatheter Aortic Valve Implantation : TAVI) จำนวน 5 เคส
  • ใส่เครื่องช่วยพยุงการทำงานของหัวใจและปอด (ECMO) สูงสุดจำนวน 150 วัน
  • ผ่าตัดหัวใจแบบเปิดช่องอกด้วยเทคนิค Coronary artery bypass grafting และ Valve surgery รวมทั้งสิ้น 19 ราย