"บีไอจี" ผนึก "เมอแรนติ กรีน สตีล" เดินหน้าโครงการโรงผลิต Green Steel แห่งใหม่ในไทย มุ่งใช้ไนโตรเจนและออกซิเจนคาร์บอนต่ำ รวมถึงร่วมมือสู่การผลิตโดยใช้ Green Hydrogen ในอนาคต
ปิยบุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการบีไอจี กล่าวว่า บีไอจี เป็นบริษัทในเครือแอร์โปรดักส์จากประเทศสหรัฐอเมริกา มุ่งสร้างความยั่งยืนในไทย โดยลงทุนในโครงการที่เกี่ยวกับ Climate Technology รวมถึงผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ การร่วมมือกับ เมอแรนติ กรีน สตีล ในโครงการ Green Steel นี้ บีไอจีได้ดำเนินธุรกิจตามที่ประกาศไว้ในเรื่องความยั่งยืน โดยความร่วมมือไม่ได้จำกัดเฉพาะการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการผลิตเหล็กเท่านั้น แต่รวมถึงความชำนาญการทางเทคโนโลยีที่ทันสมัยของบีไอจี เช่น ออกซิเจนคาร์บอนต่ำ ไนโตรเจนคาร์บอนต่ำ และ Green Hydrogen บีไอจีในฐานะผู้ริเริ่มในการสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) สำหรับภาคอุตสาหกรรมไทยมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับเมอแรนติ กรีน สตีล ซึ่งถือเป็นความร่วมมือในสร้างโครงการที่ยั่งยืนอีกหนึ่งโครงการในประเทศไทย
ดร.เซบาสเตียน แลงเกนดอร์ฟ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เมอแรนติ กรีน สตีล ไพรเวท ลิมิเต็ด กล่าวว่า บีไอจี ผู้นำด้านเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมซึ่งมีจุดแข็งด้านก๊าซอุตสาหกรรมและนวัตกรรม เมอแรนติ กรีน สตีล จึงเล็งเห็นว่าการร่วมมือกับบีไอจีนั้น เป็นการต่อยอดเชิงกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับพันธมิตรที่ประกาศไปก่อนหน้านี้กับ GPSC โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการใช้พลังงานทดแทน ในขณะที่ GPSC และเมอแรนติกำลังร่วมมือกันทางด้านการวิจัยและพัฒนาวิธีการใช้พลังงานทดแทนสำหรับการผลิต Green Steel และการใช้ Green Hydrogen ในอนาคตบีไอจีและแอร์โปรดักส์ ซึ่งมีความชำนาญการในเทคโนโลยีก๊าซอุตสาหกรรมและเป็นผู้ผลิตก๊าซไฮโดรเจนที่ใหญ่ในโลกรวมถึงในประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในการดำเนินการกระบวนการผลิตและการใช้ Green Hydrogen ในโครงการนี้ เมอแรนติ สตีล มีความยินดีที่จะร่วมงานกับบีไอจีในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนต่อไป
ทั้งนี้ โครงการ Green Steel ของเมอแรนติ กรีน สตีล แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์และไทย ที่จะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนของอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า ซึ่งในปัจจุบันมีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของโลกถึง 7%
สำหรับโรงผลิต Green Steel แห่งใหม่ของ เมอแรนติ กรีน สตีล มีกำหนดเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี พ.ศ. 2570 แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและยั่งยืน ตอกย้ำแนวคิดด้านนวัตกรรมพลังงาน โดยโรงงานตั้งเป้าในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 3 ล้านตันต่อปี เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เทคโนโลยีการผลิตเหล็กแบบดั้งเดิม
สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ BIG และ Airproducts





