วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

เมื่อ PM 2.5 พัดมาอีกระลอก ชวนลดฝุ่นพิษด้วยการ "ปลูกป่า" พร้อมมุ่งสู่ Net Zero

เมื่อ PM 2.5 พัดมาอีกระลอก ชวนลดฝุ่นพิษด้วยการ "ปลูกป่า" พร้อมมุ่งสู่ Net Zero

หน้าหนาวมาเยือนทีไร "ฝุ่น PM2.5" มักจะพุ่งสูงตามมาติดๆ หลายภาคส่วนต่างหาทางวิธีแก้ปัญหานี้กันทุกปี หนึ่งในวิธีแก้ปัญหาที่ได้ผล คงหนีไม่พ้น "การลดการปล่อยมลพิษ และเพิ่มพื้นที่ป่า"

ปตท. นับเป็นองค์กรอันดับต้นๆ ของไทยที่ดำเนินงานด้านนี้มานานกว่า 2 ทศวรรษ หนึ่งในนโยบายสำคัญด้านการอนุรักษ์และดูแลสิ่งแวดล้อมของ ปตท. มีที่การดำเนินงานมายาวนานก็คือ "การปลูกป่า และเพิ่มพื้นที่สีเขียวในไทย" โดยในปี 2537 ปตท. ได้อาสาปลูกป่า 1 ล้านไร่ ทั่วประเทศภายใต้ "โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ปีที่ 50" มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในไทยให้มากขึ้น และเป็นการสร้างพื้นที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดมลพิษในอากาศ และคืนสมดุลสู่ธรรมชาติ 

จากผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินงานตลอด 25 ปี ในการฟื้นฟูป่าทั่วประเทศ ปตท. ได้พัฒนาต่อยอดและจัดตั้ง "สถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท." ขึ้นมา เพื่อสานต่อภารกิจฟื้นฟูป่าและระบบนิเวศ รวมถึงส่งเสริมพัฒนาเครือข่ายเพื่อดูแลป่าอย่างยั่งยืน อีกทั้งได้จัดตั้ง "ศูนย์เรียนรู้ด้านการฟื้นฟูป่าและระบบนิเวศ" ขึ้นมา 3 แห่งในไทย เพื่อส่งต่อองค์ความรู้ด้านการปลูกป่า การฟื้นฟูระบบนิเวศ และเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการปลูกป่าซึ่งสามารถช่วยลดมลพิษในอากาศได้อีกทางหนึ่งด้วย โดยศูนย์การเรียนรู้ฯ ด้านการปลูกป่าทั้ง 3 แห่ง ได้แก่

เมื่อ PM 2.5 พัดมาอีกระลอก ชวนลดฝุ่นพิษด้วยการ "ปลูกป่า" พร้อมมุ่งสู่ Net Zero

1. ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี

ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี อยู่ในพื้นที่ ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกเลือกเป็นพื้นที่เป้าหมายในการปลูกป่าชายเลนมาตั้งแต่ปี 2537 โดยพลิกฟื้นที่ดินที่เคยเป็นนากุ้งร้างที่มีสารเคมีตกค้างจนสามารถปลูกป่าชายเลนได้สำเร็จในปี 2540 ปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้สามารถปลูกต้นไม้ไปได้ถึง 471,600 ต้น (600 ต้น/ไร่) และสามารถดูดซับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 17,010 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ณ ปี 2564) 

นอกจากความสำเร็จในการปลูก ป่าชายเลน ที่อุดมสมบูรณ์ได้แล้ว ปตท. ยังพัฒนาพื้นที่นี้ต่อเนื่องให้เป็นศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลน เกิดการใช้ประโยชน์จากป่าชายเลนอย่างยั่งยืน โดยเปิดให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ ทำการวิจัย ท่องเที่ยวพักผ่อน และบริหารจัดการเพื่อเป็นแหล่งทรัพยากรที่ยั่งยืนสำหรับชุมชน

2. ศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์ จ.ระยอง

ศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์ จ.ระยอง โดยในปี 2557 สถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท. ได้รับมอบหมายเข้ามาพัฒนาที่ดินในพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง และเลือกพื้นที่จำนวน 351.35 ไร่ เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ การพักผ่อนหย่อนใจ โดย ปตท. มีแนวคิดที่จะพัฒนาพื้นที่นี้ให้เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้จากประสบการณ์ในการดำเนินโครงการปลูกป่าฯ 1 ล้านไร่ทั่วประเทศ จึงได้จัดตั้ง "ศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์" แห่งนี้ขึ้นมา โดยออกแบบให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการป่าครบวงจร เป็นพื้นที่สาธิตการปลูกป่าและวิจัยการฟื้นฟูป่าหลากหลายรูปแบบ เป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์ไม้ท้องถิ่นภาคตะวันออกและพันธุ์ไม้หายากของไทย รวมถึงเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้เรื่องการปลูกป่าและระบบนิเวศป่าไม้ ให้แก่นิสิต นักศึกษา นักเรียน และประชาชนผู้สนใจ อีกทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศแห่งใหม่ที่สำคัญของภาคตะวันออก จากการดำเนินการปลูกป่าตั้งแต่ก่อตั้งศูนย์ฯ จนถึงปัจจุบันพบว่าที่นี่ปลูกต้นไม้ได้มากถึง 453,082 ต้น สามารถดูดซับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 3,759 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ณ ปี 2564)

นอกจากนี้ ศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์ ยังถือเป็นผืนป่าขององค์กรธุรกิจแห่งแรกของประเทศไทย ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนใน "โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ ตามมาตรฐานของประเทศไทย" (T-VER) ภาคป่าไม้ โดยในปี 2561 ผืนป่าแห่งนี้ได้รับการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก จำนวน 763 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) อีกด้วย

3. ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง กรุงเทพฯ

ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง กรุงเทพฯ ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2558 โดย ปตท. ตั้งใจให้ "ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง" เป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องป่าและระบบนิเวศที่ผสมผสานความสวยงามด้านภูมิสถาปัตยกรรม รวมถึงเป็นพื้นที่สีเขียวของคนกรุงเทพฯ บนที่ดินของ ปตท. จำนวน 12 ไร่ จากเดิมที่นี่เป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่าและเป็นที่ทิ้งขยะ ต่อมา ปตท. มีแนวความคิดที่จะ "สร้างป่าให้กับคนกรุงเทพฯ"  โดยนำองค์ความรู้จากการปลูกป่ามาแล้ว 1 ล้านไร่ทั่วประเทศ มาต่อยอดเป็น "ป่านิเวศ" เพื่อจำลองป่ากรุงเทพฯ ในอดีต ที่มีความหลากหลายของพันธุ์ไม้ดั้งเดิมและพันธุ์ไม้หายากกว่า 270 ชนิด

ในขณะเดียวกันก็ออกแบบให้พื้นที่นี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เพื่อให้คนกรุงหรือเด็กรุ่นใหม่ที่เติบโตในเมือง ได้มีโอกาสรู้จักและสัมผัสป่าอย่างใกล้ชิด ไม่ต้องเดินทางไกล และได้ตระหนัก ร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยตั้งแต่เริ่มก่อตั้งศูนย์ฯ จนถึงปัจจุบัน พื้นที่แห่งนี้ปลูกต้นไม้ไปแล้วถึง 7,524 ต้น รวมพรรณไม้กว่า 250 ชนิด สามารถดูดซับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 230 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ณ ปี 2564)

จากการดำเนินงานของ "ศูนย์เรียนรู้ด้านการฟื้นฟูป่าและระบบนิเวศ" ทั้ง 3 แห่งข้างต้น จะเห็นได้ว่าเมื่อมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น ก็สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศได้มากตามไปด้วย ซึ่งช่วยลดมลภาวะทางอากาศได้จริง นอกจากนี้ ปตท. ยังมุ่งหน้าดำเนินงานด้านการปลูกป่าเพื่อลดมลพิษในสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยใช้กลยุทธ์ “เร่งปรับ-เร่งเปลี่ยน-เร่งปลูกป่า” นำไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050

เมื่อ PM 2.5 พัดมาอีกระลอก ชวนลดฝุ่นพิษด้วยการ "ปลูกป่า" พร้อมมุ่งสู่ Net Zero

โดย ปตท. ตั้งเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวไว้ว่า จะมุ่งดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 15% ภายในปี 2030 และบรรลุเป้าหมาย ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2040 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายของประเทศ โดยมีกลยุทธ์ ตัวชี้วัด และแผนปฏิบัติการรองรับที่เป็นรูปธรรม จากกลยุทธ์หลักอย่างการ "เร่งปรับ-เร่งเปลี่ยน-เร่งปลูกป่า" ซึ่งประกอบไปด้วย

  • "เร่งปรับ" ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต เช่น การดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) ในพื้นที่บริเวณทะเลอ่าวไทย และพื้นที่บนฝั่งในภาคตะวันออก การนำคาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้ประโยชน์สูงสุด (Carbon Capture and Utilization: CCU) การต่อยอดผลิตภัณฑ์เพื่อลดการปลดปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ การส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในกระบวนการผลิต รวมถึงการผลักดันการใช้พลังงานจากไฮโดรเจน เป็นต้น โดยวิธีการเหล่านี้จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงถึง 30% 
  • "เร่งเปลี่ยน" มุ่งสู่การเป็นธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปรับพอร์ตการดำเนินธุรกิจสู่ธุรกิจสีเขียว โดยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนโดยมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจพลังงานสะอาด และการเติบใตในธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่าเรื่องของพลังงาน ซึ่งสอดคล้องตามการปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ โดยกำหนดสัดส่วนเป้าหมายระยะยาว 10 ปี ที่ 32% ของงบประมาณการลงทุน การรุกปรับสัดส่วนการลงทุนจะเป็นกลไกสำคัญเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 50%
  • "เร่งปลูกป่า" การบำรุงรักษาป่าร่วมกับภาครัฐและชุมชน มุ่งสู่การเพิ่มการดูดซับก๊าซเรือนกระจกจากชั้นบรรยากาศ ด้วยวิธีทางธรรมชาติ โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งจะสามารถดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้อย่างน้อย 20% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมของ ปตท. โดยมีแผนปลูกป่าเพิ่ม 2 ล้านไร่ แบ่งเป็น ปตท. 1 ล้านไร่ และกลุ่ม ปตท. 1 ล้านไร่

ปัจจุบันนี้ ปตท. เป็นองค์กรที่มุ่งสู่การเป็นองค์กร Net Zero อย่างจริงจัง มุ่งยกระดับมาตรฐานการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ และผลักดันเป้าหมาย Net Zero ของประเทศจากทุกภาคส่วนร่วมกัน