background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

"ไทยประกันชีวิต" มุ่งสู่การเป็น "บริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืน"

"ไทยประกันชีวิต" มุ่งสู่การเป็น "บริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืน"

บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI มุ่งสู่การเป็น "บริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืน" เดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงานด้าน ESG

ปัจจุบันแนวคิดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ Sustainable Development หรือ SD กำลังเป็นแนวคิดที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันภาคธุรกิจทั้งในไทยและระดับนานาชาติต่างกำลังให้ความสำคัญกับเรื่อง ESG ซึ่งย่อมาจาก Environment, Social และ Governance ส่งผลให้ "การลงทุนแบบยั่งยืน" เป็นมากกว่าเทรนด์ แต่กำลังมีอิทธิพลในตลาดการลงทุนมากขึ้น

บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI ในฐานะบริษัทประกันชีวิตสัญชาติไทยแห่งแรก ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยคนไทยที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 80 ปี ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2565 เพื่อเสริมศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยวางกลยุทธ์การเติบโตที่ชัดเจน ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนองค์กรด้วยการลงทุนเพื่อพัฒนาด้านเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformation) นำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจรองรับความผันผวนของโลกยุคใหม่ ผลักดันบริษัทฯ สู่การเป็น Data Driven Company รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพของช่องทางการขายให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น และสามารถสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับนักลงทุน 

นอกจากนี้ อีกด้านของการดำเนินธุรกิจ TLI ยังวางเป้าหมายยกระดับองค์กรสู่ "ความยั่งยืน" โดยประกาศนำแนวทางการดำเนินงานที่สามารถตอบโจทย์ ESG อย่างครบรอบด้าน และมุ่งส่งมอบ "คุณค่า" แก่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาใช้

2565 ผลประกอบการยังแข็งแกร่ง

นายไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI เปิดเผยถึงผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ปี 2565 ว่า ผลประกอบการของบริษัทฯ ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยมีเบี้ยประกันภัยรับปีแรกแบบคำนวณรายปี (Annual Premium Equivalent : APE) อยู่ที่ 9,641 ล้านบาท เติบโต 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 และมีผลรวมกำไรที่คาดว่าจะได้รับตั้งแต่วันแรกถึงวันสิ้นสุดของกรมธรรม์ (Value of New Business : VONB) 5,151 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบกับช่วง 9 เดือนของปีก่อนหน้า ส่งผลให้ VONB Margin หรือกำไรจาก VONB เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน อยู่ที่ 53.4% ทำให้บริษัทฯ มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 14.1%

ความสำเร็จดังกล่าว เกิดจากช่องทางการขายทุกช่องทางของบริษัทฯ มีการเติบโตที่แข็งแกร่ง ทั้งในด้าน APE และ VONB สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของช่องทางการการขายที่หลากหลาย โดยช่องทางการขายผ่านตัวแทนฯ มี VONB คำนวณต่อปี เติบโตถึง 25% เป็นผลจากประสิทธิภาพในการขยายตลาด การผลิตเบี้ยฯ และการรีครูทตัวแทนฯ ใหม่ ผ่านแคมเปญการตลาดที่หลากหลาย

"บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการเพิ่มทักษะด้านดิจิทัลให้กับตัวแทนประกันชีวิต เพื่อให้เป็น Digital Agent ที่พร้อมเป็น Life Solutions Partner สามารถดูแลชีวิตและวางแผนทางการเงินให้กับลูกค้าได้ในทุกช่วงชีวิต รวมถึงตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว" นายไชย กล่าว

นายไชย กล่าวต่อว่า ทางด้านช่องทางพันธมิตร มีการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน โดยมี VONB เติบโตสูงถึง 41% เป็นผลจากการฟื้นตัวภายหลังสถานการณ์โควิด และความสำเร็จจากการกำหนดกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ร่วมกับพันธมิตร

สำหรับกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ นายไชย กล่าวต่อว่า บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สร้างกำไรในระยะยาว และมีความอ่อนไหวน้อยต่ออัตราดอกเบี้ย เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนร่วมในเงินปันผล หรือ Participating Product ผลิตภัณฑ์ควบการลงทุน และสัญญาเพิ่มเติม ซึ่งกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์นี้จะผลักดันให้บริษัทฯ มีกำไรอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจ

นายไชย กล่าวด้วยว่า ไทยประกันชีวิต ยังคงมีอัตรากำไรสุทธิต่อเนื่อง โดยช่วง 9 เดือนของปี 2565 มีกำไรสุทธิ 8,020 ล้านบาท อย่างไรก็ดี กำไรสุทธิที่ลดลงเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นอย่างมากของเบี้ยประกันภัยรับใหม่ ซึ่งธุรกิจประกันชีวิตจะมีผลขาดทุนจากการรับประกันภัยในปีแรก เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าเบี้ยประกันรับปีแรก แต่จะเริ่มมีกำไรจากการรับประกันที่แข็งแกร่งในปีถัดๆ ไป เห็นได้จาก VONB Margin ที่เติบโตอย่างมากของบริษัทฯ 

"ไทยประกันชีวิต" มุ่งสู่การเป็น "บริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืน"

นอกจากนี้ บริษัทฯ ไม่มีการขายประกันภัยโควิด-19 แบบเจอ จ่าย จบ ซึ่งอัตราการเคลมสินไหมสุขภาพที่เพิ่มขึ้นมาจากสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ ที่ให้ความคุ้มครองกรณีรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลด้วยโรคโควิด อย่างไรก็ดี อัตราการเคลมสินไหมสุขภาพจากโควิด-19 ของบริษัทฯ เริ่มลดลงจากจุดสูงสุดในเดือนมีนาคมปี 2565

"อัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน หรือ CAR Ratio ของบริษัทฯ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2565 อยู่ที่ 358% สูงกว่าเกณฑ์ที่ สำนักงาน คปภ. กำหนดอยู่ที่ 140% ซึ่งเราให้ความสำคัญกับสถานะเงินทุนที่แข็งแกร่งอันเป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน และแม้ว่าตั้งแต่ต้นปี 2565 เศรษฐกิจโลกจะมีความผันผวนพร้อมกับความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น แต่ ไทยประกันชีวิต ยังสามารถรักษาการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่และสถานะทางการเงินไว้ได้" นายไชย กล่าว

"ไทยประกันชีวิต" มุ่งสู่การเป็น "บริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืน"

มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ชูหลัก ESG

กล่าวได้ว่า ปี 2565 เป็นอีกปีที่ ไทยประกันชีวิต มีความโดดเด่นอย่างชัดเจน ทั้งในด้านการดำเนินธุรกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ผ่านช่องทางการการขายที่มีศักยภาพและหลากหลาย พร้อมกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน มุ่งสู่ "การเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืน" และเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการด้านความยั่งยืน สอดคล้องตาม Sustainable Development Goals : SDGs ของสหประชาชาติ โดย TLI ได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจด้วยการสร้างความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบน 3 ด้านหลักของ ESG อันประกอบด้วย สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยแต่งตั้งคณะทำงานด้านการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน (SD Committee) พร้อมกำหนดนโยบายและทิศทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนให้กับทุกหน่วยงานในไทยประกันชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม 

อย่างไรก็ตาม ความมุ่งมั่นในเรื่องดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืนของ TLI นั้น ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในวันนี้ ย้อนไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อนของการดำเนินธุรกิจ ยังพบว่า TLI เป็นอีกหนึ่งองค์กรธุรกิจอันดับต้นๆ ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนอย่างต่อเนื่องตลอดมาเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกที่ร่วมกับสถาบันไทยพัฒน์จัดทำ "แผนแม่บทความรับผิดชอบต่อสังคม" มาตั้งแต่ปี 2551 และปรับปรุงสู่การเป็น "แผนแม่บทด้านการพัฒนาสู่ความยั่งยืน" หรือ SD Master Plan ตั้งแต่ปี 2561 ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน 

"ไทยประกันชีวิต" มุ่งสู่การเป็น "บริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืน"

เดินหน้าส่งมอบคุณค่าให้ Stakeholders ทุกภาคส่วน

สำหรับหัวใจสำคัญในการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของไทยประกันชีวิตที่กำหนดไว้ คือการส่งมอบคุณค่าแห่งความยั่งยืน ให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือ Stakeholders ทุกภาคส่วน ประกอบด้วย 6 คุณค่าหลักที่สอดคล้องกับ Business Purpose การเป็น "Life Solutions Provider" หรือเป็นทุกคำตอบของการ ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคล เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน และ Brand Purpose ที่มุ่งเป็นแบรนด์ที่ได้รับความชื่นชอบ ความไว้วางใจ และสร้างแรงบันดาลใจให้คนในสังคม ได้แก่

  • ส่งมอบคุณค่าให้ลูกค้า ผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์และการบริการที่สามารถให้คนไทยทุกคนได้เข้าถึงการประกันชีวิต และพัฒนาคุณภาพชีวิตในทุกระดับทุกชุมชนของสังคมไทย
  • ส่งมอบคุณค่าให้กับพนักงานและตัวแทนประกันชีวิตของบริษัทฯ มุ่งมั่นเสริมสร้างบุคลากรให้เป็นทั้งคนเก่งและคนดี และส่งมอบความรู้ด้านประกันชีวิต การวางแผนทางการเงินให้กับชุมชนในสังคม 
  • ส่งมอบคุณค่าให้คู่ค้าและพันธมิตร โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการคู่ค้าที่ครอบคลุมประเด็น ESG ในส่วนพันธมิตรให้ความสำคัญเรื่องของธรรมาภิบาล และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อเป็นบริษัทประกันชีวิตที่คู่ค้าและพันธมิตรเลือก
  • ส่งมอบคุณค่าให้ผู้ถือหุ้นหรือนักลงทุน โดยส่งมอบผลตอบแทนการลงทุนที่ยั่งยืน และมีการจัดการบริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุมประเด็น ESG
  • ส่งมอบคุณค่าให้กับหน่วยงานกำกับดูแล เป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจอย่างรัดกุม มีการบูรณาการด้านธรรมาภิบาล สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆ ให้ความสำคัญเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคและความปลอดภัยของข้อมูล หรือ PDPA 
  • ส่งมอบคุณค่าของชีวิต คุณค่าแห่งความรัก และคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นแก่นของธุรกิจประกันชีวิตให้แก่สังคมไทยและคนไทย โดยบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคม

อย่างไรก็ดีในการสร้างความยั่งยืนให้แก่องค์กรจะต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันในลักษณะ Ecosystem เพื่อไปสู่เป้าหมายขับเคลื่อนองค์กรและสังคมให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง และยั่งยืนควบคู่กัน

"ไทยประกันชีวิต" มุ่งสู่การเป็น "บริษัทประกันชีวิตแห่งความยั่งยืน"