background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

รฟท. พัฒนาโครงข่ายรถไฟ เชื่อมโยงทุกการเดินทาง

รฟท. พัฒนาโครงข่ายรถไฟ เชื่อมโยงทุกการเดินทาง

รฟท. เดินหน้าพัฒนาโครงข่ายรถไฟ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 125 เร่งผลักดันให้ “การขนส่งทางราง” เป็นระบบหลักในการเดินทาง และขนส่งของประเทศ

ปัจจุบัน การรถไฟแห่งประเทศไทย มีโครงข่ายทางรถไฟ ประมาณ 4,346 กิโลเมตร รวมถึง โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง และก่อสร้าง โครงการรถไฟทางคู่ เพิ่มเติมพร้อมใช้งานแล้ว โดยมีการเพิ่มศักยภาพด้วยการปรับปรุงรางขยายทางให้เป็นทางคู่ เพื่อให้ทำความเร็วได้มากขึ้น ลดเวลาเดินทาง รองรับจำนวนผู้โดยสาร และปริมาณการขนส่งสินค้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

สำหรับโครงการรถไฟทางคู่ระยะเร่งด่วนอีก 5 เส้นทางที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2565  ขณะที่รถไฟทางคู่ระยะที่ 2 อีก  7 เส้นทาง ระยะทาง 1,479 กิโลเมตร อยู่ระหว่างการเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติโครงการ

การก่อสร้าง “โครงการรถไฟความเร็วสูง” ของไทย การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้มีแผนการดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว  โดยระยะเร่งด่วนสายสำคัญคือ รถไฟความเร็วสูง ระยะเร่งด่วน ช่วงกรุงเทพฯ – นครราชสีมา  โดยล่าสุดก่อสร้างแล้วเสร็จ 1 สัญญา  คือช่วงกลางดง-ปางอโศก และยังมีช่วงกรุงเทพฯ - พิษณุโลก  และช่วงนครราชสีมา – หนองคาย  ส่วนระยะกลาง และระยะยาว อยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียดโครงการ

การส่งเสริมศักยภาพการแข่งขัน การรถไฟฯ ได้ดำเนินการ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน  เป็นการเชื่อมโยงระหว่างท่าอากาศยานหลักของประเทศ ช่วงดอนเมือง - สุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา - ระยอง

รวมทั้งการเปิดให้บริการ สถานีกลางบางซื่อ จึงเป็นการเชื่อมโยงโครงข่ายการคมนาคมทุกรูปแบบ ทั้งทางบก ทางราง และทางอากาศ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนารูปแบบการเดินทางระบบรางไปสู่อนาคต

การรถไฟแห่งประเทศไทย

นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันสามารถเห็นรูปแบบการเดินทางระบบรางทั้งในเมืองและนอกเมืองที่เปลี่ยนไป อาทิ การเปิดให้บริการเดินรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต และช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ช่วยแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดและลดระยะเวลาในการเดินทางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

อย่างไรก็ตาม เมื่อการก่อสร้างรถไฟทางคู่โครงข่ายรถไฟทั้งทางไกล รถไฟความเร็วสูง  โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ขยายเส้นทางครอบคลุมทุกพื้นที่ของไทยแล้ว นอกจากจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย ยังช่วยลดระยะเวลาในการเดินทาง ช่วยสร้างโอกาสพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวให้กับชุมชน เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งสินค้า ยกระดับให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาคได้ในอนาคต